100 ปี สืบสานและส่งต่อ

กันยายน 2022 : เดือนแห่งเยาวชนและการศึกษาพระวจนะ

นมัสการ ภาคเช้า 2015-02-08

ศจ.ดร.รุ่ง เริงสันติ์อาจิณ หัวข้อ : พระคัมภีร์ พระวจนะของพระเจ้า
ฮีบรู 4:12
โดย ศจ.ดร.รุ่ง เริงสันติ์อาจิณ

ในนิกายโปรเตสแตนท์ พระคัมภีร์เป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญรองลงมาจากพระเจ้า พระบุตร พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ พระคัมภีร์เป็นสิ่งที่สำแดงถึงน้ำพระทัยของพระองค์ พระวจนะของพระเจ้า (คำพูดของพระเจ้า) ได้ถูก บันทึกเอาไว้ในพระคัมภีร์ ดังนั้นเราจึงอ่านจากพระคัมภีร์ เพราะพระคัมภีร์เป็นแหล่งที่มาของสาระความเชื่อ ของเรา ความเชื่อนั้นเราได้มาจากความชอบธรรมที่พระเจ้าประทานให้กับเรา แต่สาระของความเชื่อ เราเชื่อ เรื่อง อะไร เราจะพบได้ในพระคัมภีร์ พระคัมภีร์ยังเป็นบรรทัดฐานในการปกครองคริสตจักรของพระเจ้า และเป็น มาตรฐานที่เราจะยึดถือในการดำเนินชีวิตในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ โปรเตสแตนต์ให้ความ สำคัญกับ พระคัมภีร์ตั้งแต่สมัยปฏิรูปเป็นต้นมา ในสมัยปฏิรูปมีคำหนึ่งที่พูดว่า “พระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น” แต่ส่วนโรมัน คาทอลิก จะมีอีกส่วนหนึ่งเข้ามาประกอบคือ “ธรรมประเพณี” คือจะมีประเพณีของคริสตจักร เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แตโปรเตสแตนต์จะให้ความสำคัญที่พระวจนะของพระเจ้า พระคัมภีร์เองก็ได้มีการอธิบาย ตัวเองว่าคืออะไร สำคัญอย่างไร มีอยู่ในพระคัมภีร์มากมายหลายตอน และมีการใช้ภาพพจน์หรือภาพลักษณ์ ในการอธิบายพระ คัมภีร์ว่าคืออะไร เป็นอะไร มีประโยชน์อย่างไร

วันนี้เราจะมาพิจารณาเพียงบางส่วนในพระคัมภีร์ที่ได้ถูกอธิบายไว้ในพระคัมภีร์ เราจะมาศึกษาร่วมกัน ในตอนแรกของ ฮีบรู 4:12 กล่าวว่า “พระวจนะของพระเจ้า ไม่ตาย ทรงพลานุภาพอยู่เสมอ คมยิ่งกว่าดาบสองคม ใดๆ แทง ทะลุกระทั่งจิตและวิญญาณ ตลอดข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความ มุ่งหมายในใจด้วย” จาก พระธรรมตอนนี้

ประการแรกคือ “พระวจนะไม่ตายและทรง พลานุภาพอยู่เสมอ” ถึงแม้ ว่าพระคัมภีร์จะมีอายุมากกว่าสองพันปีก็ตาม แต่พระคัมภีร์ไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ พระคัมภีร์ ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า ไบเบิล ซึ่งแปลว่า หนังสือเล่มหนึ่ง เท่านั้นเอง แต่เป็นหนังสือที่พูดถึงความจริงของชีวิตและสิ่งต่างๆ ที่เราพบในโลกและในสิ่งแวดล้อมของเรา พระคัมภีร์สามารถเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนจิตใจของคนได้ เพราะคมยิ่งกว่าดาบสองคม สามารถแทงทะลุเข้าไปในจิตและวิญญาณ คนจำนวนมาก มายในโลกนี้ได้รับการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากการอ่านพระคัมภีร์

พระคัมภีร์เป็นหนังสือที่ขายดีในอันดับต้นๆ ทุก วันนี้ก็ยังเป็นหนังสือที่ขายดีอยู่ ในปี ค.ศ.303 จักรพรรดิ์ดีโอเครเชี่ยนมีความคิดว่า จะทำลายศาสนาคริสต์จะ ต้องทำอย่างไร และค้นพบว่าวิธีที่จะทำลาย ศาสนาคริสต์คือ ทำลายพระคัมภีร์ของศาสนาคริสต์โดยการเผา หลังจากที่เผาพระคัมภีร์แล้วพระองค์ได้ตั้งเสาขึ้นมาต้นหนึ่ง และเขียนว่า “ชื่อของคริสเตียนได้ถูกกำจัดอย่างสิ้นซากไปแล้ว” พระองค์ทรงภูมิใจมาก แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 313 จักรพรรดิ์คอนสแตนตินขึ้นครองราชย์ ประกาศตนว่าเป็นคริสเตียน และนำไม้กางเขนมาเป็นสัญลักษณ์ในธง ที่จะออกรบทุกครั้ง ต่อมาศาสนาคริสต์ได้รับการประกาศว่าเป็นศาสนาที่ถูกกฏหมายใครจะนับถือก็ได้ ถ้าหากว่าคริสเตียนถูกทำลายในปี ค.ศ.303 จริงๆ อย่างที่จักรพร รดิ์ดีโอเครเชียนเข้าใจ คงไม่มีจักรพรรดิ์คอนสแตนตินที่เป็นคริสเตียนในยุคต่อมา จักรพรรดิ์คอนสแตนตินเป็นคริสเตียนได้เพราะได้รับการถ่ายทอดความเชื่อตกทอดกันมาพระคัมภีร์ยังคงถูกอ่านไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

พระวจนะของพระเจ้าทรงพลานุภาพไม่ได้แปลว่า พระคัมภีร์จะออกฤทธิ์ในลักษณะของการปราบผี แต่ฤทธานุภาพจะปรากฏเพราะพระเจ้าทรงทำงานผ่านพระวจนะของพระองค์ พร้อมกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อให้เกิดสิ่งต่างๆ ตามพระประสงค์ของพระองค์ บางครั้งมีการนำพระคัมภีร์มาอ้างหรือถูกตีความตามความเข้าใจของตนเอง นี่เป็นสิ่งที่อันตราย เราต้องศึกษาพระคัมภีร์เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อจะทราบถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างชัดเจน

ประการที่สอง “พระคัมภีร์เป็นเหมือนกับเครื่องวินิจฉัยจิตใจ” เพราะพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า เป็นเหมือน กับดาบสองคมใดๆ แทงทะลุกระทั่งจิตและวิญญาณ ตลอดข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย บางครั้งเราเห็นคนแสดงการประพฤติ หรือคำพูดที่ไม่ได้สื่อถึงจิตใจลึกๆ ของผู้กระทำหรือผู้พูด จนมีคำพูดที่ว่า ปากอย่างหนึ่งใจอย่างหนึ่ง หรือการประพฤติใดๆ ที่ปรากฏภายนอก อาจไม่ได้ หมายถึงความจริง สิ่งที่เป็นความจริงอาจจะแฝงอยู่ข้างในลึกๆ พระคัมภีร์สามารถที่จะแทงทะลุเข้าไปข้างใน ทำให้เราเกิดจิตสำนึก และต้องเผชิญกับความเป็นจริงของสิ่งนั้น ในพระคัมภีร์เป็นสิ่งที่ตัดสินสิ่งที่เราปรารถนา และสิ่งที่เรานึกคิดภายในจิตใจของเรา ในระบบของศาลยุติธรรม เราสามารถตัดสินคดีได้จากข้อมูล หรือหลักฐานเท่านั้นเอง แต่สิ่งทีอยู่เบื้องหลังเราไม่สามารถจะหยั่งรู้ได้ และถ้ามีทนายความที่เก่งๆ รูปคดีก็สามารถพลิกได้ หรือแม้กระทั่งสามารถซื้อความบริสุทธิ์ได้ นอกจากนั้นคนเรามักจะเข้าข้างตัวเอง คิดว่าตัวเองถูกเสมอ และมักจะตัดสินคนอื่นจากมาตราฐานของเราเองอีกด้วย แต่พระวจนะของพระเจ้าวินิจฉัยถึงจิตใจและส่วนลึกของเรา

ประการที่สาม จากพระธรรมสดุดี 119:105 “พระวจนะ ของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์ และเป็นความสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์” ในโลกนี้ขาดความสว่างไม่ได้ เราขอบคุณพระเจ้าที่ทรงสร้างดวงสว่างที่อยู่กับเราตลอดเวลา ชีวิตบนโลกนี้เปรียบเหมือนกับเราอยู่ในความมืด เพราะเราไม่สามารถแยกแยะอะไรได้ ไม่สามารถเห็นอะไรได้ชัดเจน มีแต่พระวจนะของพระเจ้าที่เป็นโคมส่องส่ว่างให้กับเรา ทำให้เรารู้ว่าอะไรคือ สิ่งที่ถูกที่เราควรยึดถือ อะไรคือสิ่งที่ผิดที่เราควรละเว้นไม่กระทำ ในพระธรรมยอห์นบทที่ 8 กล่าวว่า “เราเป็น ความสว่างของโลก ผู้ที่่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืดแต่จะมี ความสว่างแห่งชีวิต” พระคัมภีร์จะช่วยให้เราเห็น สิ่งที่ถูกสิ่งที่ผิด สิ่งที่ควรทำ สิ่งที่ไม่ควรทำ พระคัมภีร์นำเราในการดำเนินชีวิตต่อไปได้ ทุกวันนี้ความบาป ความ ชั่วมีมากขึ้น คนทำผิดทำตั้งแต่อายุยังน้อย และทำผิดรุนแรงมากขึ้น โหดเหี้ยมมากขึ้น จนกลายเป็นปกติวิสัยไปแล้ว

ประการที่สี่ จากพระธรรมเยเรมีย์ 23:29 “พระเจ้าตรัสว่าถ้อยคำของเราไม่เหมือนไฟหรือ หรือเหมือนค้อนที่ทุบหินให้แตกเป็นชิ้นๆ” เปรียบพระวจนะของพระเจ้าเหมือนกับไฟ เหมือนกับค้อน ภาพพจน์ของไฟในพระคัมภีร์ปรากฏอยู่ 3 นัยยะด้วยกัน คือ

  1. ไฟเป็นสิ่งที่ให้ความอบอุ่นแก่จิตใจของเรา เพื่อให้เรามีจิตใจที่มั่นคง ฟื้นชื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ในยามที่เราเผชิญกับวิกฤต หรืออันตรายที่อยู่รอบข้าง จิตใจของเราอาจสั่นสะท้านแต่พระวจนะจะให้ความอบอุ่น และพระองค์จะสถิตกับเรา เพื่อให้เราสามารถข้ามสิ่งเหล่านั้นได้
  2. ไฟเป็นสัญลักษณ์ของการชำระให้บริสุทธิ์ เราต้องการพระวจนะเพื่อช่วยชำระจิตใจของเราให้บริสุทธิ์ เราอยู่ในสังคมบนโลกนี้ในแต่ละวันทำให้จิตใจของเรามีมลทินอยู่บ่อยๆ เราจึงต้องการพระวจนะของพระเจ้า เพื่อช่วยชำระ การชำระเหมือนกับไฟหลอมทองคำ เพื่อให้ได้ทองคำที่บริสุทธิ์ เช่นเดียวกันพระวจนะของพระเจ้าจะหล่อหลอมจิตใจของเรา เพื่อให้จิตใจของเราบริสุทธิ์ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นแล้วเราจะถูกสิ่งแวดล้อมครอบงำ หรือทำให้ชุ่มไปกับมลภาวะเหล่านั้น ทำให้จิตใจของเราห่อเหี่ยว ไม่สามารถดำเนินไป ข้างหน้าได้ ในยอห์นบทที่ 3 กล่าวว่า “ท่านทั้งหลายได้รับการชำระให้สะอาดแล้ว ด้วยถ้อยคำที่เราได้กล่าว แก่ท่าน”
  3. ไฟเป็นสัญลักษณ์ของความเร่าร้อน บางคร้้งเราอาจจะเมื่อยล้าในการทำดี เมื่อยล้าในการทำพันธกิจของพระเจ้า เราอาจรู้สึกเบื่อหน่ายในการยืนหยัดอยู่กับสัจธรรมของพระเจ้า อาจรู้สึกเหนื่อยในการติดตามพระเจ้า ไฟที่มาจากพระวจนะของพระเจ้าจะทำให้เราเกิดความเร่าร้อน กระตือรือร้นในการรับใช้ ในพระธรรมลูกา 23:32 ขณะที่พระเยซูเดินไปกับสาวกระหว่างทางไปเอมาอุส สาวกพูดกันว่า “ใจเราเร่าร้อนภายใน เมื่อพระองค์ตรัสกับ เราตามทาง เมื่อทรงอธิบายพระคัมภีร์ให้เราฟังมิใช่หรือ”

พระคัมภีร์ทำให้จิตใจของเรามีความรักดั้งเดิมของพระองค์กลับคืนมา ให้เราจะรักพระองค์ในการทำพันธกิจ ในการรับใช้พระองค์ต่อไป ให้มีจิตใจที่เร่าร้อน ส่วนภาพพจน์ของค้อน ในพระธรรมกล่าวว่า “เหมือนค้อนที่ทุบหินให้แตกเป็นชิ้นๆ” บางครั้งจิตใจของเราเหมือนหินผาที่แข็งแกร่ง แต่พระวจนะของพระเจ้าสามารถทุบให้แตกเป็นชิ้นๆ ได้ หินที่แข็งแกร่งสักปานใดก็สามารถสกัดให้เป็นรูปเป็นร่าง เป็นภาพที่สวยงามได้ จิตใจของเราไม่ว่าจะแข็งสักปานใด ด้วยพระวจนะของพระเจ้าสามารถที่่จะสกัดตกแต่งจิตใจ ชีวิตของเราให้เป็นชีวิตที่งดงามได้เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าเราจะ รู้ว่าพระวจนะ มีความสำคัญ มีประโยชน์ มีบทบาทมากมายในชีวิตของผู้คน แต่ถ้าเราไม่อ่านก็คงไม่ก่อเกิดประโยชน์อันใด เราจึงต้องอ่านพระวจนะเพื่อช่วยเราในการดำเนินชีวิตบนโลกนี้ เพราะพระวจนะของพระเจ้า ไม่ตาย และทรงพลานุ ภาพอยู่เสมอ ขอพระเจ้าทรงอวยพระพร