100 ปี สืบสานและส่งต่อ

กันยายน 2022 : เดือนแห่งเยาวชนและการศึกษาพระวจนะ

นมัสการ ภาคเช้า 2015-02-01

ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์ หัวข้อ : รักแท้
2 โครินธ์ 6:1-6
โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์

เดือนแห่งความรัก เป็นเดือนที่เรามีความรู้สึกว่าอีกเดือนหนึ่งที่กำลังเข้ามานั้นจะทำให้เกิดการชะโลมใจด้วยความรัก ใน 4 สัปดาห์ที่กำลังจะผ่านไปอีกเดือนหนึ่ง ท่านรู้หรือไม่ว่าในขณะที่เรากำลังร้องเพลงอยู่ จะมีฮอร์โมน Oxytocin หลั่งออกมา ผมได้รับทราบเนื่องจากว่าวันศุกร์และเสาร์ที่ผ่านมานั้น ผมและภรรยาได้เข้าไปอบรมที่เชียงใหม่ ที่วิทยาลัยพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี Dr.Jim Weider และ Mrs.Betty Weider ซึ่งเป็นสามีภรรยา ท่านนั้นเป็นนักประสาทศาสนวิทยา ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างด้านประสาทในทางวิทยาศาสตร์และศาสนศาสตร์ ซึ่งการผสมผสานแบบนี้ไม่ค่อยมีกันแพร่หลายนัก และท่านเป็นนักบรรยายในประเทศอเมริกาและระดับโลก ขอบคุณพระเจ้าที่ผมเป็นคู่เดียวที่เป็นชาวไทยทั้งคู่ ที่ไปอบรมด้วย ผมจึงอยากแบ่งปันเล็กๆ น้อยๆ กับบางอย่างที่เกิดขึ้นกับระบบสรีระวิทยาของเรา ที่เกี่ยวข้องกับความรัก เช่นเวลาเราจับมือกับภรรยาของเราจะมีฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่หลั่งออกมา ฮอร์โมนตัวนี้ชื่อว่า Oxytocin เป็นฮอร์โมนที่ให้ความอบอุ่น สามารถที่จะลดฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียดได้ เวลาที่เราอธิษฐานและจับมือกับครอบครัว ก็จะทำให้เกิดความสงบและความชื่นชมยินดี โลกบอกว่าความรักทำให้คนตาบอด

โลกบอกว่าความรักทำให้เกิดความหลง แต่ความรักที่มาจากพระเจ้านั้นก็อดทนนาน ในพิธีแต่งงานผมมักจะยกตัวอย่างเสมอว่า ในพระวจนะของพระเจ้า 1 โครินธ์ 13:4-7 หรือความรักแท้ที่เกิดขึ้นจากพระธรรมของพระเจ้าบทนี้นั้น เกิดจากความรักแท้ที่พระเจ้ามอบให้กับท่านอัครทูตเปาโล เปาโลได้เรียนรู้ความรักของพระเจ้าตลอดชีวิต และเรียนรู้ว่าความรักแท้ เป็นความรักที่มาจากพระเจ้าสถานเดียว ไม่มีความรักอื่นหรือช่องทางอื่น เพราะฉะนั้นความรักแท้ที่มาจากพระเจ้านั้นไม่ได้ทำให้คนตาบอด ไม่ได้ทำให้คนหลง แต่ความรักแท้ที่มาจากพระเจ้านั้นต้องการความอดทน "ความรักนั้นก็อดทนนาน" นี่คือคำนิยามของความรักที่พระคัมภีร์เริ่มต้น ไม่ได้เป็นการเริ่มต้นของความโรแมนติก หรือการพูดเพราะๆ แต่เป็นการเริ่มต้นด้วยความอดทนนาน และหลายๆคนที่เข้าร่วมพิธีมงคลสมรสก็จะเคยได้ยินพระคัมภีร์ตอนนี้อยู่เสมอ เราจะเห็นว่าความรักนั้นก็คล้ายกับแซนวิช ก็คือว่าเริ่มต้นด้วยคำว่าอดทนและปิดท้ายด้วยความอดทน และตรงกลางก็คือ ความรักไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนฝ่ายเดียว ฯลฯ ซึ่งขนมปังหรือแซนวิชนี้จะมีรสชาติ จะเริ่มต้นด้วยความอดทนนานและปิดท้ายด้วยความอดทนต่อทุกอย่าง คนที่แต่งงานมานานก็จะรู้และเข้าใจสัจธรรมข้อนี้เป็นอย่างดี

ความรักไม่อิจฉา ความรักทีแท้จริงนั้นนำไปสู่ความไม่อิจฉา ในครอบครัวของเรานั้น พี่อาจจะอิจฉาน้อง ยกตัวอย่างจากครอบครัวในพระคัมภีร์ ทั้งเอซาวกับยาโคบ หรือคาอินกับอาเบล ในครอบครัว ในคริสตจักร ในที่ทำงาน ในสังคมก็เต็มไปด้วยความอิจฉา การที่เราบอกกันเสมอๆ ว่ารักกัน เป็นเอกภาพ ในสังคมนั้นเป็นเท็จทั้งสิ้น เพราะความรักเหล่านั้นไม่ใช่รักแท้ เพราะความรักแท้ต้องไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ฯลฯ ความรักแท้นั้นนำไปสู่สันติสุข ด้วยเหตุนี้เอง คำว่า "Peace" คือการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้า เกิดจากการคืนดีกับพระเจ้า จากที่เรานั้นเป็นคนบาปและความบาปแยกเราออกจากพระเจ้า เพราะฉะนั้นการคืนดีทำให้เราทั้งหลายมีสันติภาพ มีสันติสุขที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า และเราไม่ได้เป็นศัตรูกันอีกต่อไปแล้วแต่เราเป็นลูกพระเจ้า เราเป็นคนที่พระเจ้าโปรดปรานและรัก จากตรงนี้เองที่ความรักแท้นั้นนำไปสู่ความชื่นชมยินดี "Joy" Joy ในตรงนี้มีความหมายลึกซึ้ง ไม่ใช่เป็น Happiness ไม่ใช่เป็นความรู้สึก แต่เป็นความเป็นจริงลึกๆ อยู่ในชีวิตของคน แม้ว่าภายนอกเขาอาจจะมีความเจ็บป่วย แม้ว่าภายนอกเขาอาจจะมีความทุกข์ยากหรือดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความลำบาก แต่มี "Joy" ได้ และเป็น Joy ที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า ยังมีความชื่นชมยินดีลึกๆ ในขณะที่เดินผ่านความทุกข์ยาก หรือในขณะที่มีชีวิตอยู่ในความเจ็บป่วยไม่สบายที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตของเขา แต่เขาจะมี Joy ได้ นี่คือความรักของพระเจ้าที่แทรกซึมเข้ามา ในพระวจนะของพระเจ้าตอนนี้ ใน 2 โครินธ์ 6:1-6 "1ในเมื่อเราทำงานร่วมกับพระคริสต์แล้ว เราจึงขอวิงวอนท่านว่า อย่าสักแต่รับพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น 2พระพระองค์ทรงตรัสว่า ในเวลาอันชอบเราได้ฟังเจ้า ในวันแห่งความรอดเราได้ช่วยเจ้า นี่แน่ะ บัดนี้เป็นเวลาอันชอบ นี่แน่ะ บัดนี้เป็นวันแห่งความรอด"

เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความรัก และการช่วยให้รอดก็เกิดจากความรักของพระเจ้า เวลาช่วยให้รอดก็คือเวลาที่พระเจ้าจะสำแดงความรัก จะเทความรักเข้ามาในชีวิตของเรา เวลานี้เป็นเวลาอันชอบ คือ วันนี้เป็นวันแห่งความรักของพระเจ้า อยากจะให้เราเปิดใจที่จะต้อนรับความรักนี้ ที่จะรับความรักนี้ให้เปี่ยมล้นเข้ามาในชีวิตของเรา ที่จะทำให้เรายืนยันความรอดที่มีอยู่ภายใต้ความเชื่อความศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ ด้วยเหตุนี้เองเราทั้งจะต้องคิดแบบที่อาจารย์เปาโลวิงวอนเรา คือ อย่าสักแต่นับพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น อย่าสักแต่รับความรักของพระเจ้าเท่านั้น เนื่องจากความรักนี้เป็นความรักแท้ เป็นความรักที่ไม่เห็นแก่ตัว เป็นความรักที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า เราจะต้องไม่ทำให้ความรักของพระองค์เสียของ อย่าสักแต่รับพระคุณ อย่าสักแต่รับความรักของพระเจ้าเท่านั้น ให้เรามาดูว่าความหมายของพระคุณนั้น คืออะไรบ้าง

เราเป็นผู้ที่พระเจ้าโปรดปราน จากการเป็นศัตรูกับพระเจ้า เมื่อเรารับความรักของพระเจ้า รับความรอดที่มาจากพระเจ้านั้น เรากลายเป็นสหายของพระองค์ และพระองค์รักเรามากกว่าทีทุกๆ คนรักเรา เพราะพระองค์เป็นพระเจ้าที่รู้หมดทุกอย่าง ดังนั้นความรักของพระองค์เป็นความรักที่ปลอดภัย เป็นความรักที่รอบคอบ เป็นความรักที่สมบูรณ์แบบ และด้วยเหตุนี้เองเมื่อใครก็ตามที่ยอมรับความรักของพระเจ้านี้ เขาจะกลายเป็นผู้ที่พระเจ้ายอมรับเขา เขาจะได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้า และรักแท้นี้เองทำให้เราได้ดื่มด่ำและประจักษ์แจ้งในพระคุณของพระเจ้า เราตระหนักรู้ในพระคุณของพระเจ้าที่มาถึงชีวิตของเรานั้น เรากลายเป็นคนที่พระเจ้าโปรดปราน กลายเป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากพระองค์ กลายเป็นลูกของพระองค์ เราได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้าตลอด นี่คือพระคุณของพระเจ้า แต่อัครทูตเปาโลบอกว่า

อย่าให้เราสักแต่รับพระคุณของพระเจ้า หมายความว่า เรารับพระคุณของพระเจ้า รับสิ่งดีๆ ที่มาจากพระเจ้านั้น แล้วไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย พูดง่ายๆ คือ เสียของ ชีวิตของเรามีพระคุณเยอะแยะมากมาย มีความรักของพระเจ้าเยอะแยะมากมายในชีวิตของเรา แต่มันเสียของ หรือชีวิตของเรานั้น ไม่เกิดผลฝ่ายวิญญาณเลย ผลของพระวิญญาณ 9 อย่างเริ่มต้นด้วยความรัก และจบลงท้ายด้วยการควบคุมตัวเอง เรามีความรัก ได้รับพระคุณจากพระเจ้า แต่ไม่เกิดประโยชน์ในชีวิตของเรา นั่นแสดงว่าเรากำลังทำอะไรบางอย่างที่ไม่สมควรกับพระคุณของพระเจ้าแล้ว หรือเรียกว่า สักแต่รับพระคุณ ทำให้พระคุณของพระเจ้านั้นเปล่าประโยชน์ อย่าสักแต่รับพระคุณ มีความหมายว่า ชีวิตของเรานั้นไม่เติบโต ไม่มีความศรัทธา ไม่มีความเข้มแข็ง เมื่อเจอกับบางสิ่งบางอย่าง เมื่อเจอกับสิ่งที่มากระทบกับชีวิตของเรานั้น เราไม่ได้ใช้พระคุณของพระเจ้าเป็นเกราะ เป็นกำแพงที่้ล้อมรอบชีวิตของเรา และด้วยพระคุณของพระเจ้าและการสำนึกในพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น ชีวิตของเราจะต้องเข้มแข็งได้ เพราะพระคุณของพระเจ้าที่เข้ามาในชีวิตเราแต่ละคน นำมาซึ่งความเชื่อที่มากขึ้น นำมาซึ่งการเติบโต น้ำมาซึ่งความเข้มแข็งในชีวิต หลายๆท่านพยามบอกกับผมว่า บางครั้งเราก็ไปเที่ยวและมีโอกาสได้นมัสการที่ต่างประเทศ และระเบียบนมัสการของต่างประเทศนั้นก็มีคล้ายๆ กับเรา แต่ว่าบันทึกคำเทศนานั้น เขาจะมีช่องว่างเว้นไว้ให้เราเติม เพื่อที่จะสามารถนำไปแบ่งปันในคำอธิษฐานได้ ชีวิตที่สักแต่รับพระคุณ ในที่สุดแล้วก็จะไปไม่ถึงฝั่ง คือ ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่พระเจ้าต้องการ พระเจ้าต้องการให้ชีวิตคริสเตียนเรานั้นเกิดผลมากเพื่อถวายพระเจ้า อย่างในพระธรรม ยอห์น 15 ถ้าไม่เกิดผลมากจะถูกตัดทิ้งเสียในไฟ ถ้าเกิดผลมากพระเจ้าจะตกแต่งให้เกิดผลมากที่สุด และในพระธรรมนี้ คริสเตียนมี 3 แบบ คือ คริสเตียนแบบที่ไม่เกิดผลจะถูกตัดลงในไฟ คริสเตียนที่ออกผลน้อยก็จะถูกลิดให้ออกผลมากขึ้น และคริสเตียนที่ออกผลมากอยู่แล้วจะถูกตกแต่งให้สวยงามเพื่อเป็นที่ถวายเกียรติพระเจ้า ให้เราถามตัวเองว่าเราเป็นคริสเตียนประเภทไหน

คุณสมบัติของผู้รับใช้ที่ได้รับความรักของพระเจ้า อยู่ใน 2 โครินธ์ 6:3-5 "เรามิได้ให้ผู้ใดมีเหตุสะดุดในสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย เพื่อมิให้การที่เรารับใช้ปฏิบัตินั้นเป็นที่เขาจะติเตียนได้ แต่เราผู้เป็นคนรับใช้ของพระเจ้า ได้กระทำตัวให้เป็นที่ชอบในการทั้งปวง โดยความเพียรอดทนเป็นอันมาก ในความทุกข์ยาก ในความขัดสน ในเหตุวิบัติ ในการถูกเฆี่ยน ในการที่ถูกจำคุก ในการวุ่นวายในการงานต่างๆ ในการอดหลับอดนอน ในการอดอาหาร" นี่คือสิ่งที่ผู้รับใช้จะต้องรับ เมื่อเรารับความรักแท้ที่มากจากพระเจ้า ความรักนั้นก็ทนได้ทุกอย่าง เมื่อเราให้ความรักแท้แทรกซึมเข้ามาในชีวิตของเรา พระเจ้าเรียกร้องให้เราเป็นผู้รับใช้ ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้รับใช้เต็มเวลาหรือไม่เต็มเวลา ครึ่งเวลาหรือเป็นผู้รับใช้ในที่ทำงานของท่านก็ตาม พระเจ้าเรียกร้องและปรารถนาให้เราเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าแบบเต็มเวลา เต็มเวลาในที่นี้หมายถึงเต็มใจ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม อยู่ที่บริษัทของท่าน ในธุรกิจของท่าน ในสถานที่ทำงานของท่านเราต่างก็เป็นผู้รับใช้เหมือนกัน เรากำลังรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าที่เรารับใช้และปรนนิบัติอยู่นั้น เป็นพระเจ้าที่สำแดงความรัก หากว่าเรามีรักแท้ที่เข้ามา คุณสมบัติของผู้รับใช้นั้นก็คือ ให้ความรักแท้นั้นแทรกซึมเข้ามาในชีวิต และชีวิตของเราทั้งหลายหรือผู้รับใช้พระเจ้า จะไม่เป็นที่สะดุด

มีคริสเตียนคนหนึ่งที่เขารู้สึกว่าพระเจ้าทรงนำเขา ให้เป็นผู้ที่ดูแลน้องๆ ให้เป็นพี่เลี้ยงในการเป็นผู้นำอนุชน เขาได้เข้าใจพระคัมภีร์และเรียนมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว และเข้าใจถึงการใช้เวลากับอนุชน ครั้งหนึ่งมีการแข่งขันฟุตบอลของมหาวิทยาลัย เด็กอนุชนก็พากันไปเชียร์ และชายคนนี้ก็ไปด้วย ที่อเมริกาในบางรัฐอนุญาตให้ดื่มเบียร์ได้ในที่สาธารณะหากอายุถึงเกณฑ์ เขาก็ถือกระป๋องเบียร์เดินเข้าไปนั่งกับน้องๆ อนุชน และเห็นว่าน้องๆ ก็จ้องดู พวกเขาบอกว่าในพระคัมภีร์ไม่ให้ดื่มไม่ใช่หรือ แต่เนื่องจากว่าชายคนนี้แม่นพระคัมภีร์มาก เขาจึงบอกว่า พระคัมภีร์ไม่ได้ห้ามดื่มเหล้า แต่พระคัมภีร์ห้ามเมาเหล้า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับชายคนนี้คือ เมื่อเขากลับมา พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานในชีวิตของเขา บอกว่าแม้ว่าเจ้าจะไม่ผิด แต่เจ้าทำให้คนอื่นสะดุดหรือเปล่า แม้ว่าจะไม่ผิดแต่อาจจะทำให้เด็กๆ เหล่านี้เลียนแบบชีวิตของเจ้า เมื่อเด็กๆ เหล่านี้พากันไปดื่มเหล้าแล้วขับรถก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ เขาได้คุกเข่าลงและสารภาพความผิดบาป และชายคนนี้ก็เลิกกินเบียร์เพราะกลัวว่าน้องๆ จะสะดุดและเกิดอุบัติเหตุได้ ความรักเมื่อแทรกซึมเข้ามาในชีวิตของใครแล้ว ชีวิตของเขาจะระวังเสมอไม่อยากให้คนอื่นสะดุด ชีวิตของผู้รับใช้พระเจ้าจะต้องไม่เป็นที่ติได้ ชีวิตที่บริสุทธิ์นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นเมื่อเรารับความรักแท้แทรกซึมเข้ามาในชีวิตของเรา ชีวิตของเรานั้นจะไม่เป็นที่สะดุดและไม่เป็นที่ติได้

  1. ชีวิตของผู้รับใช้ ต้องพร้อมที่จะรับความทุกข์ ความทุกข์นี้ทำให้เราทั้งหลายกลายเป็นที่พระเจ้าทรงใช้ได้ เพราะความทุกข์นั้นนำไปถึงความอดทนนาน สิ่งที่สำคัญคือเราต้องตั้งใจและพร้อม ว่าจะมีวันหนึ่งที่มีความทุกข์เกิดขึ้นแน่ ถ้าเราเป็นผู้ที่รับความรักที่มาจากพระเจ้าเราจะต้องมีคุณสมบัตของผู้รับใช้ในข้อนี้ คือพร้อมที่จะรับความทุกข์ พร้อมที่จะอดทนนาน หรือพร้อมที่จะให้ความรักสำแดงออกมาเป็นภาคปฏิบัติในชีวิตของเรา หลายครั้งที่เรามีตัวชี้วัดความรักของเราว่าเราอดทนได้ขนาดไหน เวลาที่คู่สมรสของเราทำอะไรผิดพลาด เราสามารถอดทนได้มากขนาดไหน มากขึ้นเรื่อยๆ หรือเปล่า? นี่คือสิ่งที่เป็นตัวชี้วัด เมื่อเรามีอายุมากขึ้นเราจะเห็นว่าผู้อาวุโสบางคนเวลาที่มีปัญหา ไม่ว่าจะในครอบครัวหรือในที่ทำงาน เมื่อเรามีอายุมากขึ้นเราจะเห็นว่าเรามีความอดทนมากขึ้นหรือเปล่า? ถ้าเรามีความอดทนมากขึ้น นั่นคือตัวบ่งชี้ว่าเราเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า และความรักของพระเจ้านั้นค่อยๆทวี และเปี่ยมล้นในชีวิตของเรามากขึ้น
  2. คุณสมบัติของผู้รับใช้ พร้อมสำหรับงานยาก พร้อมในการรับความยุ่งยากเพื่อพระเจ้า การเลี้ยงดูคน การอภิบาลคน การให้ครอบครัวของเรากลายเป็นแท่นบูชา การจะให้เปิดบ้านของเราออกมาเพื่อที่จะทำกลุ่มแคร์ต่างๆ ไม่ใช่งานง่าย และต้องการความอดทนสูง ถ้าใครก็ตามที่ได้ยินเสียงศิลยาภิบาลทุกๆเช้า ผมต้องเอาชนะตัวเองหลายครั้งทีเดียวที่จะเอาชนะความขี้เกียจ ความเหนื่อย ความง่วงนอน ผมต้องจัดระเบียบชีวิตของผมให้ดี แรกๆผมมีความรู้สึกว่าจัดระเบียบชีวิตไว้เพื่อให้คนอื่นเห็นเราเป็นตัวอย่าง แต่พอทำมากขึ้นๆเรื่อยๆ ผมรู้ว่าบางท่านไม่ได้ฟังทุกวัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่ให้ผมมีโอกาสได้เห็นคุณค่าของการรับใช้พระเจ้าในด้านนี้ คือ ไม่ว่าท่านจะทำหรือไม่ทำก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นคือ อาหารเช้าเสิร์ฟถึงที่บ้านเสิร์ฟถึงที่ข้างหูคุณทุกๆ เช้า สิ่งที่หนุนใจคือ เมื่อ 2 วันที่แล้ว มีอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งเป็นอาจารย์แพทย์ ที่ รพ.รามา และอาจารย์ก็ไลน์กลับมาหาผมว่า ขอบคุณพระเจ้าที่ได้ยินเสียงของผมทุกวัน และผมก็ส่งเสียงนี้ไปให้กับ ดร.คนหนึ่งซึ่งตอนนี้เขาเจ็บป่วยไม่สบาย และเมื่อเขาได้ยินได้ฟังแล้วเขามีความรู้สึกรับความรักของพระเจ้า เพียงแต่การตอบสนองสั้นๆ อย่างนี้ ทำให้ผมมีความรู้สึกที่จะต้องทำต่อไป แม้ว่าวันอาทิตย์นั้นจะเป็นวันที่ต้องพักผ่อนและยุ่ง แต่ต้องตื่นขึ้นมาเพื่อที่จะทำต่อไป อยากจะให้ชีวิตของผู้รับใช้แบบผมซึ่งเป็นตัวอย่างเล็กๆ จะเป็นตัวอย่างให้กับท่านด้วยเช่นเดียวกัน ในการที่เราจะมีวินัยในการเข้าเฝ้าพระเจ้า ในการที่เราจะมีวินัยที่พร้อมสำหรับงานยุ่งยาก ในการรับใช้พระเจ้าหลายๆครั้งมีการเข้าใจผิดเกิดขึ้น ในหลายๆ คนมีวิธีการดำเนินงานต่างๆ ไม่เหมือนกัน เราต้องพร้อมที่จะดูแลคนเหล่านี้ให้เขานั้นเติบโตขึ้นในทางของพระเจ้า ให้เขาได้มีโอกาสรับใช้พระเจ้าเช่นเดียวกัน ไปในวิถึเดียวกันและเป็นเอกภาพ นี่คือคุณสมบัติของผู้รับใช้ พร้อมที่จะรับความทุกข์ พร้อมที่จะอดทนนาน พร้อมสำหรับงานยากๆ
  3. คุณสมบัติของผู้รับใช้ บุคลิกที่งดงาม ความรักแท้ซึมซับเข้ามาในชีวิต เปลี่ยนบุคลิกของเราให้กลายเป็นบุคลิกที่งดงาม เมื่อความรักแท้ที่เขามาแล้ว เราจะรักพระเจ้ากลับคืน รักประชากรของพระเจ้า รักเพื่อนบ้าน เลียนแบบชีวิตของพระเยซู เวลาคนที่เข้ามาสัมผัสเขาจะพบว่าเราไม่ใช่คนธรรมดาที่คิดแบบโลก แต่เป็นคนที่คิดแบบพระเจ้าคิด เป็นคนที่รู้พระวจนะของพระเจ้า และใช้พระวจนะของพระเจ้านั้นให้เกิดขึ้นจริง ปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน และด้วยคนที่เห็นชีวิตของเราซึ่งเลียนแบบพระเยซูนั้น และจะกลายเป็นบุคลิกที่งดงาม บุคลิกที่งดงามตามแบบในพระวจนะคือ ไม่โกรธง่าย มีใจกรุณาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และโดยความรักแท้ ชีวิตที่งดงามต้องระวังคำพูด ในงานสัมมนาเกี่ยวกับชีวิตคู่และครอบครัว วิทยากรในนำวิธีการรำลึกความรักแบบดั้งเดิมของคู่สมรสที่มีต่อกันและกัน เขาได้ให้คู่สมรสนั่งด้วยกันและจับมือกัน และให้หลับตาคิดถึงวันเวลาอันหวานชื่นที่แต่ละคู่นั้นเคยมีต่อกัน วิธีการรื้อฟื้นความรักดั้งเดิมคือการให้บอกรักกัน เมื่อหลายๆปีที่แล้วเคยบอกรักกันอย่างไรก็ให้บอกรักกันอย่างนั้น และคู่สมรสจะต้องพูดกันถึงสิ่งที่ขาดหายไปหลายๆ อย่างที่ต่างฝ่ายต่างคาดหวังต่อกันและกัน ปรากฎว่ามีสามีภรรยาคู่หนึ่ง ซึ่งภรรยาพูดกับสามีว่า "ที่รัก คุณไม่ได้บอกรักฉันมานานจนฉันจำไม่ได้ว่ากี่ปีแล้ว อยากให้คุณบอกรักฉันจังเลย" สามีจึงพูดกับภรรยาว่า "ที่รัก คุณรู้ไหม ผมเคยบอกรักคุณเมื่อหลายปีก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่าผมจะรักคุณไม่เปลี่ยนแปลง หากว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงผมจะบอกคุณเอง" ผู้ชายคนนี้ไม่ได้ระวังคำพูดที่พูดกับภรรยาของเขาเลย เขาไม่ได้รู้ว่าภรรยาของเขาต้องการอะไร เขาไม่ได้เข้าใจธรรมชาติของผู้ที่เป็นผู้หญิง นี่จึงเป็นเหตุที่การสัมมนาคู่แต่งงานนั้นจึงเป็นงานที่สำคัญมาก และคริสตจักรในต่างประเทศจึงจัดสัมมนาแบบนี้บ่อยๆ ผมจึงอยากจะให้พี่น้องได้มีโอกาสกลับไปรื้อฟื้นความรักของเรา ไม่ว่าจะเป็นแบบสามีภรรยา หรือกับคุณพ่อคุณแม่ของตัวเอง หรือกับลูกของตัวเอง หลายครั้งทีเดียวที่เราลืมที่จะบอกรัก นี่คือสิ่งที่เราต้องสำแดงสิ่งที่อยู่ข้างในออกมาผ่านคำพูด สิ่งที่สำคัญก็คือ ความรักจะนำไปสู่จิตใจที่กรุณา คือความรักเป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นโรคติดต่อ เราติดต่อความรักของกันและกันได้ เพราะเมื่อความรักที่เข้ามาในชีวิตของเราเต็มแล้ว มันจะต้องล้นไหลออกไปหาคนอื่นๆ ด้วย เพราะฉะนั้นคนทีมีรักแท้อยู่ในตัวเองจะแสดงออกมาด้วยใจเมตตา พร้อมที่จะให้เสมอ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น

มีชายคนหนึ่งหลงทางในทะเลทราย เขาเดินไปเห็นว่ามีอะไรบางสิ่งบางอย่างอยู่ไกลๆ เมื่อเดินเข้าไปใกล้เข้าไปเรื่อยๆ ปรากฎว่าเขาเจอบ่อน้ำ แต่บ่อน้ำนี้เป็นบ่อน้ำปิด เป็นบ่อน้ำที่มีคันโยก เมื่อเขาลองไปโยกดู แต่ไม่มีน้ำออกมาเลยแม้แต่หยดเดียว แต่ที่ข้างๆบ่อน้ำนั้นเขาสังเกตเห็นถังน้ำใบเขื่องอยู่ใบหนึ่ง มีน้ำในนั้นเต็มแต่ปิดฝาไว้ มีข้อความเขียนไว้ว่า จงเอาน้ำในถังนี้เทลงไปในรู้โยกของคันโยกให้หมด แล้วโยก ท่านจะได้ดื่มน้ำ หลังจากที่ชายคนนี้คิดไปคิดมาอยู่นานเขาตัดสินใจเชื่อข้อความนั้น แล้วชายคนนั้นก็ค่อยๆเทน้ำลงไปในรู้เล็กในคันโยก เมื่อหยอดน้ำจนหมด เมื่อโยกคันโยกนั้นก็มีน้ำไหลออกมามากมายหล่อเลี้ยงและประทังชีวิตให้อยู่รอดได้ เมื่อก่อนที่เขาจะจากไป เขาได้เขียนที่ฝาถังว่า นี่เป็นเรื่องจริง ผมลองมาแล้ว

เราได้รับความรักจากพระเจ้าเต็มเปี่ยมในชีวิตของเรา และความรักนี้จะต้องล้นไหลออกไป นี่เป็นเรื่องจริง เราลองมาแล้ว ชีวิตของเราสัมผัสกับความรักของพระเยซูทุกวันๆ ลองบอกกับคนมากมายว่า ความรักของพระเจ้านั้นเป็นเรื่องจริง ผมลองมาแล้ว สุดท้ายนี้นั้น มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้บอกกับผมว่า "กลุ่มแคร์ที่อาจารย์พูดบ่อยๆ มันคืออะไรกันแน่?" กลุ่มแคร์นั้นคือกลุ่มสามัคคีธรรม กลุ่มเล็กๆที่มีสมาชิกประมาณ 8-15 คน ซึ่งมีกิจกรรม4อย่างอยู่ในกลุ่มแคร์นี้หรือที่เรียกว่ากิจกรรม 4ส. กิจกรรมแรกคือ สรรเสริญ เป็นการร้องเพลง สรรเสริญพระเจ้า กิจกรรมที่2 คือเสริมสร้าง เป็นการเสริมสร้างกันด้วยพระวจนะ ในกลุ่มแคร์นั้นจะต้องมีการเวียนพระวจนะของพระเจ้า การศึกษาพระคัมภีร์ กิจกรรมที่3 คือ สามัคคีธรรม การแบ่งปันชีวิตของกันและกัน แตะต้องชีวิตของกันและกัน คือการเป็นพยานต่อกันและกัน การเล่าให้ฟังว่าแต่ละสัปดาห์ผ่านการช่วยจากพระเจ้าอย่างไรบ้าง และจะนำมาซึ่งความอบอุ่นห่วงใยซึ่งกันและกัน และรู้จักกันและกันมากยิ่งขึ้น กิจกรรมสุดท้ายคือ การส่องสว่าง เป็นการนำความรู้ นำการทรงนำของพระเจ้า รวมไปถึงสิ่งที่เราได้เรียนรู้ เป็นเกลือและเป็นความสว่างของโลกออกไปยังคนอื่นๆ ให้เรากลายเป็นเครื่องมือของพระเจ้า ให้เรากลายเป็นผู้รับใช้พระเจ้า ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน พาคนที่ไม่รู้จักพระเจ้ามากลุ่มแคร์ และเขาจะได้รับความรักและพระคุณของพระเจ้า