100 ปี สืบสานและส่งต่อ

กันยายน 2022 : เดือนแห่งเยาวชนและการศึกษาพระวจนะ

นมัสการ ภาคเช้า 2015-01-25

ศจ.สันติ แดงเรือน หัวข้อ : ดูแลและห่วงใย
ลูกา 10:25-37
โดย ศจ.สันติ แดงเรือน

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2557 มีอุบัติเหตุรถบรรทุก พุ่งชน ผู้หญิง ข้ามถนนอโศก หน้าตึกแกรมมี่ ก่อนลากร่างไป ไกล 5 เมตร พลเมืองดี ช่วยกันนำส่ง รพ.ตำรวจ ก่อนจะเสียชีวิต ผู้เสียชีวิตเป็นครีเอทีฟ รายการ โทรทัศน์ ของ บริษัท เอ็กแซ็กซ์ จำกัด และเพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน

ปัญหาการจราจรถนนสายนี้ทาง กทม. เคยมีอภิมหาโปรเจกต์แสนล้านแก้ปัญหาโดยผุดถนนสองชั้น จากพระราม 9-บริเวณถนนสุขุมวิท (แยกอโศก) สร้างทางยกระดับ ตลอดเส้นทาง 3-4 กิโลเมตร แต่สุดท้ายโครงการนี้ที่มีเป้าหมายแก้ปัญหาจราจร ลดอุบัติเหตุ กลับติดหล่ม เนื่อง จากมีเสียงคัดค้านจากคนในพื้นที่ ณเวลานี้สำนักการจราจรและขนส่ง กทม. ตีเส้นหยัก ซิกแซก เตือนผู้ขับขี่ระยะ 15 เมตรก่อนถึงทางม้าลาย หวังลดอุบัติเหตุรถชนคน

เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นกับเราควรถกปัญหาอย่างไร? ไม่ควรถามว่าใครเป็นคนทำ? ใครเป็นคนรับผิดชอบ? แต่เราควร พูดว่า มีอะไรเกิดขึ้น? ใครได้รับผลกระทบบ้าง? เขาควรได้รับการช่วยเหลืออย่างไร?หรือฉันจะช่วยเขาอย่างไร? มีกี่ครั้งที่เราได้รับคำตอบที่ไม่ค่อยตรงคำถามเท่าไรนัก?

บาเรียนถามพระเยซูว่า “อาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้าจะต้อง ทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร์” ดูเหมือนพระเยซูจะตอบไม่ตรงคำถามเท่าไรนัก พระองค์ให้บาเรียนตอบตนเองใน สิ่งที่เขารู้อยู่แก่ใจแล้ว คือ “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า ด้วยสุดกำลังและสิ้นสุด ความคิดของเจ้า และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” เนื่องจากเขาพยายามแก้ตัว คำตอบจึงกลายเป็นเรื่อง เพื่อนบ้านที่ดี ในคำอุปมาที่เราอ่านนี้มีคน 4 ประเภท ด้วยกัน

  1. บาเรียน เป็นผู้ที่รู้ธรรมบัญญัติ และจะทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับธรรมบัญญัติ เป็นคนที่มาสอบ ถามพระเยซู
  2. ปุโรหิต คนกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ทำหน้าที่ถวายเครื่องบูชาในพระวิหารหรือพลับพลา เป็นคนในตระกูล ของอาโรนซึ่งเป็นเผ่าเลวี เป็นคนสอนพระบัญญัติเป็นผู้มีความรู้พระคัมภีร์ เป็นผู้ประกอบศาสนพิธี
  3. คนเลวี เป็นเผ่าหนึ่งใน 12 เผ่าของอิสราเอล ถูกเลือกให้ทำหน้าที่ดูแลพระวิหาร เป็นผู้ช่วยของปุโรหิต เป็นผู้รับ ใช้ เป็นผู้ปรนนิบัติหน้าที่ต่างตั้งแต่เรื่องความสะอาดเรียบร้อย จนถึงการนมัสการในพระวิหาร
  4. ชาวสะมาเรีย เป็นพวกที่ชาวยิวดูถูกว่าเป็นลูกครึ่งทางด้านเชื้อชาติ และมีความเชื่อทางศาสนาปนเปกับความเชื่อ ของชาวต่างชาติ ชาวยิวจึงไม่ยอมรับและรังเกียจคนพวกนี้มาก แม้กระทั่งการเดินทางผ่านแคว้นสะมาเรียก็เป็นสิ่ง ที่ชาวยิวไม่ยอมกระทำ (ยน.4:4-42)

คำตอบของบาเรียน เป็นหลักข้อเชื่อของชนชาติอิสราเอล ที่กล่าวถึงความรับผิดชอบต่อพระเจ้าและต่อเพื่อน มนุษย์ พระเยซูทรงใช้ข้อความนี้เพื่อสรุปคำสอนในธรรมบัญญัติ และคำสอนของผู้เผยพระวจนะ (มธ.22:37-40; มก.12:29-3) พระเยซูจึงบอกเขาให้ทำในสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว ไม่ใช่สิ่งที่ไม่รู้ ฉบับอ่านเข้าใจง่ายใช้คำว่า “จงกระทำ อย่างนั้น จะมีชีวิตอยู่กับพระเจ้าตลอดไป”

“เพื่อนบ้าน” ชาวยิวเข้าใจว่า หมายถึง คนในเชื้อชาติ ศาสนา หรือกลุ่ม เดียวกัน แต่พระเยซูทรงต้องการให้พวกเขาเข้าใจพระประสงค์ของพระเจ้าว่า 'เพื่อนบ้าน' หมายถึง เพื่อนมนุษย์ ทุกคนที่มีปัญหา และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ผู้ที่ได้รับความห่วงใยจากเรา ดังนั้น คำอุปมานี้กำลังบอกกับเราว่า การรับใช้เป็นหลักปฏิบัติสำคัญอันดับแรกของคริสเตียน เรื่องราวของชาวสะมาเรียใจดี เป็นเรื่องที่ช่วยปลุกจิตสำนึกของคนในทุกยุคทุกสมัยว่า เราต้องช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทุกคนในทุกหน แห่งโดยไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว โดยสำนึกแห่งความรักต่อพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจและการรักเพื่อนบ้าน เหมือนรักตนเอง พี่น้องที่รักคนทั่วไปหรือคนรอบๆ ข้างพี่น้องและผมรู้หรือไม่ว่าเรารักเขา เราควรจะรักเขาอย่างไร ให้เราพิจารณาด้วยกัน

ประการที่ 1 เข้าไปดูใกล้ๆ (10:31-32) “เผอิญปุโรหิตคนหนึ่งเดินลงไปทางนั้น เมื่อเห็นคนนั้นก็เดินเลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง คนหนึ่งในพวกเลวีก็ทำเหมือน กัน เมื่อมาถึงที่นั่นและเห็นแล้วก็เลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง” การเข้าไปดูใกล้ๆไม่ได้หมายถึงไทยมุงหรือการรุมเข้าไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระยะทางจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังเมืองเยรีโคประมาณ 25 กม. เป็นเส้นทางที่ใช้กันมานานเป็นพันๆ ปีแล้วโดยเฉพาะพวกพ่อค้า ถนนสายนี้เริ่มจากกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งอยู่สูงกว่าเมืองเยรีโค 1,000 ม. ถนนสายนี้ทั้งเปลี่ยว คดเคี้ยว และเต็มไป ด้วยโขดหิน ถ้าเดินทางลำพังคนเดียว อาจถูกพวกโจรจี้ปล้นได้ ปุโรหิตที่ผ่านมา ในเรื่องไม่ได้บอกเหตุผลว่า ทำไมปุโรหิตไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ เป็นเพราะเขากลัวว่า ถ้าคนนั้นตายระหว่างที่พวกเขากำลังช่วยอยู่ จะทำให้เขาเป็นมลทิน ไม่สามารถไปถวายเครื่องบูชาได้ เขาจึงรักษาระเบียบ บัญญัติอย่างเคร่งครัด (ลนต.21:1-3; กดว.19:11-13) ทิ้งชายคนนั้นนอนรอความตาย

แต่คนเลวีไม่กล้า เขาดูแล้วผ่านไป หรือกลัวว่าอาจจะมีพวกโจรซุ่มอยู่ใกล้ๆ เมื่อกำลังช่วยคนเจ็บนั้นโจรที่ซุ่มอยู่ก็ กรูกันออกมาปล้นเขา ปุโรหิตและเลวีมีอาการเหมือนกันคือเดินเลยไปอีกฟากหนึ่ง ...บางครั้งเราอาจจะมีเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น อะไรๆ ที่มีเกียรติมีชื่อเสียงก็กระโดดลงไปทำ แต่เรื่องที่เจ็บตัวเปลืองตัวก็เงียบๆ และเดินห่างออกไปอีกฟาก เลวี แบบนี้เขาเรียกว่าไม่มีสละอี (สอนก็ดี เทศน์ก็ดี พูดก็ยิ่งดูดีน่าเชื่อถือ แต่ไม่มีชีวิต ไม่มีความประพฤติ)

ชาวสะมาเรียมีใจที่กล้าหาญ ไม่กลัวเป็นมลทิน ไม่กลัวแผนล่อปล้น เขากล้าเข้าไปหาและให้การช่วยเหลือทันที! คริสเตียนต้องกล้าหยิบยื่นสิ่งดี บอกเตือน แนะนำ อย่ากลัวเจ็บตัวถ้าเราไม่เจ็บเราจะช่วยคนที่เจ็บไม่ได้ ความรู้ ไม่ได้ช่วยอะไร ถ้าเราไม่ทำอะไร? รู้มากก็เสี่ยงต่อการเจ็บตัวมาก เอาตัวรอดมาก เราไม่ได้ขาดความรู้ ไม่ได้ขาด โอกาส ไม่ได้ขาดเงิน แต่เราขาดใจที่กล้าหาญในการทำความดี ขาดน้ำใจในการรับใช้ ดูแลเอาใจใส่ผู้อื่น อย่าง พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้ากระทำ เรารักคนที่เรารู้จักรักคนที่ทำดีต่อเราเท่านั้น เรากลัวเจ็บตัวกลัว เสียชื่อ ถ้า ตั้งคำถามๆตัวเราเองว่า เรารักพระเจ้าจริงๆหรือไม่? ถ้าตัวเราเป็นมีชีวิตอย่างที่เป็นอยู่นี้จะมีใครมาเชื่อพระเยซูเป็น คริสเตียนไหม? เรากล้ารับความรักของพระคริสต์เราต้องกล้าแบกกางเขนของพระด้วย แสดงความรักต่อศัตรู หากให้ลองหลับตา ลงนึกถึงใบหน้าของคนที่เราไม่ชอบ ตอนนี้มีกี่คนที่เราไม่ชอบ? ไม่ผิดที่เราอาจจะไม่ชอบ แต่พระเยซูคริสต์องค์ พระผู้เป็นเจ้าสั่งให้ผมและพี่น้องรักทั้งที่เราไม่ชอบ 

ประการที่ 2 แลให้เห็น (10:33-34ก) “แต่ชาวสะมาเรียคนหนึ่ง เมื่อเดินทางมาถึงคนนั้น ครั้นเห็นแล้วก็มีใจเมตตา เข้าไปหาเขาเอาผ้าพันบาดแผลให้... ” ชาวสะมาเรียคนนี้นอกจากเขาจะมีใจกล้าหาญเข้าไปดูใกล้ๆ มองเห็นความต้องการ ความจำเป็นของคนอื่นและเห็นถึงความจำเป็น และลงมือให้ความช่วยเหลือ ลงมือตอบ สนองต่อความต้องการของชายที่ถูกปล้น เขาลงจากหลังลามาช่วย แม้ว่าปุโรหิตและเลวีคนนั้น อาจจะมีความสงสารในใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านี้ การคิดดีอย่างเดียว ไม่เพียงพอต่อคำว่า ดูแลและห่วงใย เอาใจใส่ เรามีความคิดดี มีน้ำใจดีและเราต้องทำดีด้วย คนที่คิดว่าตนเอง ทุกอย่างรู้ดีรู้มากกว่าใคร เป็นคนดีแล้ว สบายแล้ว เป็นผู้ที่น่าสงสารเพราะเขาไม่สามารถรับการพัฒนาได้ เขาไม่ สามารถรับความรักและการช่วยเหลือได้และเขาก็จะรอความตายที่มาถึงเขาอย่างปัจจุบันทันด่วน

คำว่าแลมีความหมายเช่นเดียวกับคำว่าดู มีอาการดูแบบทอดตาดูเพื่อให้รู้ให้เห็น การรู้พระวจนะของพระเจ้าอย่าง เดียวนั้นจึงไม่เพียงต่อการดูแลซึ่งกันและกัน การดูแลที่แท้จริงย่อมเป็นรูปธรรมที่เราเรียกว่าทำความดี ซึ่งการทำความดีไม่ได้ทำให้เราเป็นสาวกของพระเยซู แต่หากเราไม่ทำย่อมแสดงว่าเราไม่ได้เป็นสาวก การเป็นสาวกของพระเยซูจึงแยกออกจากการทำความดีไม่ได้ พระเยซูเองเสด็จไปกระทำความดี(คุณประโยชน์)และรักษาคนทั้งหลายที่ ถูกมารเบียดเบียน(กจ.10:38) รักษา คนเจ็บให้หาย คนตายให้คืนชีพ บทภาวนาในหนังสือห้องชั้นบน

เมื่อวันพุธที่ 14 มกราคมที่ผ่านมามีหัวข้อว่า “จงให้พร อย่าแช่งด่า” จาก ลูกา 6:27-38 จงอวยพรแก่คนที่เคี่ยวเข็ญท่าน จงให้พร อย่าแช่งด่าเลย (โรม 12:14) บางครั้งดูเหมือนว่าแต่ละ วันเราจะพบคนที่สร้างปัญหาให้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้านหรือคนในบ้าน เราอาจจะพยายามเลี่ยงพวก เขา หรือบ่น หรืออาจจะด่าทอต่อว่าคนที่ทำให้เราไม่ พอใจ เราคงต้องเสียเวลาไปไม่ใช่น้อย หากปล่อยให้การ ทะเลาะเบาะแว้งกับเขาทำลายความสุขและกำลังใจของเรา พระเยซูตรัสว่า “ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว” (ยอห์น 16:33)

ในพระคริสต์เรามีสันติสุข ถ้าเราพบคนที่สร้างปัญหาก็ขอให้รำลึกว่าเราจะไม่ “เอาเยี่ยงสิ่งที่ชั่ว แต่จงเอา อย่างสิ่งที่ดี” (3 ยอห์น 1:11) ถึงดูเหมือนยากเพียงใดที่เราจะให้พรผู้อื่น แต่พระเจ้าทรงอวยพรคนที่ให้พรผู้อื่น แทนที่เราจะเอาแต่สนใจใน ความไม่ดีของคนอื่น ก็ให้เราหาข้อดีที่น่ารักและนับถือของคนนั้นอย่างน้อยก็อย่างหนึ่ง เช่น เขาเป็นคนทำงานหนัก หรือนักดนตรีที่มีความสามารถ หรือเป็นปู่ย่าตายายที่เอาใจใส่ดูแลหลานอย่างดี แทนที่เราจะซุบซิบนินทาหรือ ทะเลาะกับผู้อื่น ก็ขอให้เราอธิษฐานเผื่อพวกเขา ถ้ายอมให้ความโกรธหรือความไม่มีสติครอบงำ ก็เท่ากับว่าเรา ยอมให้มันบดบังแสงสว่างของพระเจ้า ทันทีที่เราเริ่มมองในแง่ดีและหันหาพระเจ้าด้วยการอธิษฐาน ความรักของพระองค์จะส่องสว่างผ่านทางเราได้ เราไม่อาจรักกันด้วยปากและคำพูดเท่านั้น แต่เราต้องรักกันด้วยการกระทำและด้วยความจริง (1ยน 3:18)

ความรักจะไม่พูดเท่านั้นแต่ลงมือทำ เครื่องบูชาที่พอพระทัยพระเจ้าคือการกระทำที่เกิดจากใจจริง “อย่าละเลยที่จะ กระทำการดี และจงแบ่งปันข้าวของซึ่งกันและกัน เพราะเครื่องบูชาอย่างนั้นเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า” (ฮบ.13.16) และ “อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้วเราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร” (กาลาเทีย 6.9) พระเยซูตรัสว่า “ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (มัทธิว 5:16)

ประการที่ 3 ยอมเป็นคนเอาใจใส่ผู้อื่น (10:34ข-35) “พลางเอาน้ำมันกับเหล้าองุ่นเทใส่บาดแผลนั้น แล้วให้เขาขึ้นขี่สัตว์ของตนเอง พามาถึงโรงแรมแห่งหนึ่ง และ รักษาพยาบาลเขาไว้ วันรุ่งขึ้นเมื่อจะไป เขาก็เอาเงินสองเดนาริอันมอบให้เจ้าของโรงแรม บอกว่า ‘จงรักษาเขาไว้ เถิด และเงินที่จะเสียเกินนี้ เมื่อกลับมาฉันจะใช้ให้” ชาวสะมาเรียสละสิ่งที่มีอยู่เพื่อผู้ลำบาก ลงหลังลา เข้าไปทำแผลให้ เทน้ำมันกับเหล้าองุ่น ที่มีอยู่น้ำมันมะกอกใช้ เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด ส่วนเหล้าองุ่นใช้เพื่อฆ่าเชื้อโรค เขาสละหลังลาที่ใช้นั่งและขนของตลอดเส้นทาง ให้ ชายที่ถูกปล้นบาดเจ็บขี่จนไปถึงที่พักจ่ายค่ารักษาพยาบาล และหากยังไม่พอเขาจะกลับมาจ่ายส่วนเกินนั้นให้อีก การกระทำอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าชาวสะมาเรียผู้นี้เป็นคนไว้วางใจได้ เพราะโดยทั่วไปชาวยิวไม่เคยวางใจชาวสะมาเรีย และชาวสะมาเรียไม่เคยวางใจชาวยิว เงินสองเดนาริอัน เป็นจำนวนเงินที่ใช้จ้างคนทำงานสองวัน

แท้ที่จริงหากเราพิจารณาความจริงจากพระคัมภีร์ ด้วยความซื่อตรง “ขอบเขตความรักคือการเสียสละ” พระเยซูรักพี่น้องและผมด้วยการเสียสละ...สละพระองค์เองลงสิ้นพระชนม์ ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่า ไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก ผู้ใดที่รักชีวิตของตนก็ต้องเสียชีวิต และผู้ที่ชังชีวิตของตนในโลกนี้ ก็จะธำรงชีวิตนั้นไว้นิรันดร์ (ยน.12:24-25) การเสียสละบางครั้งเราอาจรู้สึกเจ็บปวด สูญเสียสิ่งที่มีค่า เสียหน้า หมดความสะดวกสบายของตนเอง หากเราไม่ เคยบาดเจ็บและได้รับ การรักษาจากพระเจ้า เราก็จะไม่สามารถปรนนิบัติผู้คนที่บาดเจ็บได้ ไม่มีงานอะไรที่ง่าย สำหรับการรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า เว้นเสียแต่ว่าเราเป็นคนงานรับจ้างที่สุขกายสบายใจและยอมสูญเสียบำเหน็จ ในสวรรค์และไม่ยอมเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าเท่านั้น การประชุมผป.วันหนึ่งมีการกล่าวถึงการรับใช้พระเจ้า “การ รับใช้ (ดูแลสมาชิก) ที่ยำเกรงพระเจ้าคือการที่เรารับฟังปัญหาของคนอื่น (ลูกแกะ) แล้วต้องไม่นำไปเล่าต่อ”

ถ้าเราไม่เข้าใจและไม่รับเอาความรักของพระเยซูคริสต์จนเติบโตขึ้นในความเชื่อเราจะไม่สามารถให้ความรักแก่ใครได้ ไม่สามารถให้สิ่งของหรือแม้กระทั่งน้ำใจแก่คนอื่นด้วยใจยินดีได้ เราอาจจะยังให้ แต่ก็ให้ด้วยนึกเสียดาย อย่าพูดถึงการให้แก่เพื่อนมนุษย์เลย แม้กระทั่งการถวายทรัพย์ การคืนสิบลดเราก็จะให้ด้วยใจเสียดาย เราต้องสละด้วยใจยินดี การเสียสละของคริสเตียนไม่ใช่ทำเพื่อเชิงพาณิชย์ (มธ.19.27) หมายความว่าทำเพื่อผล ประโยชน์ของตนเอง แม้ว่าคนส่วนมากหรือคนที่ไม่มีพระเจ้าจะคบหาสมาคมกันด้วยประโยชน์ก็ตาม ความเชื่อ หรือถวายทรัพย์แด่พระเจ้าเพื่อให้กิจการดีขึ้น พระเจ้าไม่ใช่ของขลังที่จะเรียกให้ใครๆ ร่ำรวยหรือยากจนโดยไม่ ได้ถวายเกียรติแด่พระองค์ การเสียสละสิ่งของ เวลา ความสามารถ ความรู้ ทรัพย์สินเงินทอง เพื่อช่วยผู้อื่น ต้อง เต็มใจจริงเพื่อประโยชน์ของอีกฝ่ายโดยไม่คิดถึงตนเอง

พระเยซูคริสตเจ้าเป็นเพื่อนบ้านที่ดีที่สุด รัก กล้าหาญ ลงมือกระทำ เสียสละ สละชีวิตเพื่อมิตรสหาย ไม่มีผู้ ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน (ยน 15.13-14) พี่น้อง และผม เป็นทาสรับใช้ของพระคริสต์ เราเป็นสหายของพระองค์ด้วย พระวจนะของพระเจ้ากำชับผมและพี่น้องให้ เป็น เพื่อนบ้านที่ดี ของทุกคนให้เราให้การดูแลและห่วงใยผู้อื่น สามีภรรยาคู่หนึ่งเป็นนักเทศน์ผ่านรายการโทรทัศน์ เขามีแนวคิดที่ถูกสอนมาคือ “แอบจ่ายค่าอาหารเย็นให้ใคร บางคนในร้านอาหารที่คุณไปทานนั้น” เย็นวันหนึ่งเขาได้เปเห็นหญิงชราสองคนในร้านอาหาร ทั้งสองพยายามแต่ง ตัวให้ดูดีที่สุดเท่าที่ทำได้ เขารู้สึกว่าอยากจ่ายค่าอาหารให้จึงได้แจ้งแก่พนักงานร้านว่าเขาจะรับผิดชอบค่าอาหาร ให้ แต่ขอให้เขาออกจากร้านไปก่อนค่อยบอกผู้หญิงสองคนนั้นว่า มีคนอยากอวยพรเขาด้วยการเลี้ยงอาหาร ทั้งสองถามพนักงานว่าใครเป็นคนจ่ายให้ พนักงานร้านบอกว่า “เป็นนักเทศน์ในรายการโทรทัศน์ซึ่งอยากเห็นเขามี รอยยิ้มบนใบหน้า” หลายเดือนต่อมา สองสามีภรรยานักเทศน์ได้ไปร้านอาหารเดิมอีก มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา ถามว่า จำเธอได้ไหม ท่าทางดูเหมือนไม่แน่ใจ และเธอก็รีบเล่าว่า คืนที่เขาจ่ายค่าอาหารให้นั้นเป็นวันเกิดพอดี และเธอรู้สึกปลื้มใจมาก ที่มีคนมาอวยพรอย่างนั้น เธอเล่าต่อไปว่าเมื่อกลับไปถึงบ้านเธอรีบเสาะหารายการโทรทัศน์ที่นักเทศน์คนนั้นทำ รายการอยู่ แล้วเธอก็ติดตามดูรายการโทรทัศน์ตั้งแต่นั้นมา ทั้งสองสามีภรรยามีความปีติยินดีที่ไม่เพียงทำให้ ผู้หญิงชรามีความสุขเท่านั้น แต่พระเจ้าได้ใช้สำหรับวันเกิด(ซึ่งถือว่าเป็นวันสำคัญแห่งปี)ด้วย และตอนนี้เธอได้ ฟังพระคำของพระเจ้าเป็นประจำผ่านรายการโทรทัศน์ มีพระเจ้าเท่านั้นที่จะทราบดีว่าผลจะเป็นอย่างไรบ้าง นั่นแหละการแสดงความกรุณาห่วงใยแม้เป็นการลงทุนนิดหน่อย ไม่เพียงแต่ได้นำความปีติยินดีเท่านนั้น แต่ยังได้ชักนำคนให้ได้รับฟังพระวจนะของพระเจ้าอีกด้วย

พี่น้องที่รัก ขอให้เรามีใจกล้าดูแลและห่วงใยเอาใจใส่คนที่อยู่รอบข้างเรา ทำดีต่อเขา และเสียสละ เพื่อตอบสนองความต้องการที่จำเป็นของเขา นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องรักเพื่อนบ้าน และเราจะต้องเดินทางร่วมกัน ในปี 2015 นี้ อาเมน