100 ปี สืบสานและส่งต่อ

มิถุนายน 2022 : เดือนแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์

นมัสการ ภาคเช้า 2014-02-23

ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์ หัวข้อ : รักด้วยการให้
กิจการฯ (Act.) 20:22-24
โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์

กิจการ 20:22-24 "นี่แน่ะ บัดนี้พระวิญญาณพันผูกข้าพเจ้า จึงจำเป็นจะต้องไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ไม่ทราบว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าที่นั่นบ้าง เว้นไว้แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงเป็นพยานแก่ข้าพเจ้าในทุกบ้านทุกเมืองว่า เครื่องจำจองและความยากลำบากคอยท่าข้าพเจ้าอยู่ แต่ข้าพเจ้ามิได้ถือว่า ชีวิตของข้าพเจ้าเป็นสิ่งมีค่าและประเสริฐสำหรับตัวข้าพเจ้า แต่ในชีวิตของข้าพเจ้าขอทำหน้าที่ให้สำเร็จก็แล้วกัน และทำการปรนนิบัติที่ได้รับมอบหมายจากพระเยซูเจ้า คือที่จะเป็นพยานถึงข่าวประเสริฐ ซึ่งสำแดงพระคุณของพระเจ้านั้น"

อะไรผลักดันให้อัครทูตเปาโล อุทิศชีวิตในการรับใช้พระเจ้า มอบชีวิตของท่านให้กับคนอื่น เพื่อคนอื่นจะได้พร ได้ความรอด ได้รับความรักของพระเจ้า มีอะไรที่บังคับท่านไหม ท่านทำเพราะแรงขับเคลื่อนอะไร เราสามารถระบุแรงจูงใจของท่านหรือไม่ ทำไมท่านต้องทำขนาดนี้ เกิดเพราะหน้าที่ หรือเกิดเพราะความรัก มีคนให้คำตอบว่า อะไรก็ตามที่เป็นแรงจูงใจนอกเหนือจากความรักและการสำนึกในพระคุณของพระเจ้าแล้ว สิ่งต่างๆ ที่ผู้นั้นทำ ก็ล้วนแล้วแต่ไร้ความหมายและกินลมกินแล้ง

ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียน เราควรมีใจปรารถนาในการเดินอยู่ในน้ำพระทัยของพระเจ้า การกระทำใดๆ ก็ตามควรเกิดขึ้น โดยมีแรงจูงใจจากความรัก และการสำนึกในพระคุณ รวมถึงการให้ด้วย ขอพระเจ้าช่วยเราและเปิดเผยแรงจูงใจที่ผิดและไม่สมควร ให้เราตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่าทำไมถึงทำสิ่งนี้ ขอพระเจ้าชำระเราจากแรงจูงใจที่เคลือบแคลง ไม่โปร่งใส ให้กลับกลายเป็นความรักที่จะให้ออกไป โดยมีความรักเป็นแรงผลักดัน และที่สำคัญขอพระเจ้ายกโทษสิ่งที่เราเคยทำด้วยแรงจูงใจที่ไม่ถูกต้อง

เบื้องหลังพระธรรมตอนนี้ เป็นคำปราศรัยที่อัครทูตเปาโลกล่าวกับผู้ปกครองของคจ.เมืองเอเฟซัส ที่ท่านใช้เวลา 3 ปี อยู่ที่นั่น เพื่อสั่งสอนและวางรากฐานแห่งคำสอนที่ถูกต้องกับคริสตจักร ท่านกำลังเดินทางสู่เยรูซาเล็ม คำกำชับสุดท้ายของท่าน ทำให้รู้ว่าบางทีท่านอาจจะไม่ได้เห็นหน้าพวกเขาอีก

อัครทูตเปาโลเป็นหนึ่งในผู้ที่พระเยซูตรัสถึงคนเหล่านี้ว่า “ผู้ใดได้รับการยกโทษมาก ผู้นั้นก็จะรักมาก” ความรักจึงเป็นแรงจูงใจที่สำคัญที่สุดอย่างเดียวที่จะดึงดูด โน้มน้าว จูงใจให้เรามอบชีวิตให้กับพระเจ้า มี 5 ประการจากพระวจนะตอนนี้ ทำให้เราเห็นว่า ชีวิตแห่งการมอบถวาย ชีวิตแห่งการให้ของอัครทูตเปาโล เกิดจากความรักที่นำไปสู่สิ่งที่ดี 5 ประการ

1. ความรักทำให้เราเต็มใจเชื่อฟัง ข้อ 22 วลีที่ว่า “บัดนี้ พระวิญญาณพันผูกข้าพเจ้า” แสดงถึง ความผูกพัน ความรับผิดชอบ อย่างตั้งใจจริง ซึ่งมีอยู่มากในชีวิตของเปาโลที่แสดงออกด้วยการเชื่อฟัง ความเข้าใจของท่าน คือ โดยการเชื่อฟัง ข้าพเจ้าไม่มีทางเลือกอื่น ข้าพเจ้าจำเป็นที่จะต้องเชื่อฟัง ข้าพเจ้าทำอย่างอื่นไม่ได้เว้นไว้แต่การเชื่อฟัง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราทั้งหลายต้องเข้าใจและตระหนัก เป็นความจริงที่ว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะตรัสกับเรามากขึ้น เมื่อเราพร้อมที่จะเชื่อฟัง และให้ความสำคัญกับการเชื่อฟังมาเป็นอันดับ 1

ด้วยความรักนำไปถึงการแต่งงาน การเสียสละ การผูกพันชีวิต ตย. ของชายหนุ่ม หญิงสาว และด้วยความรักที่บริสุทธิ์ ทำให้เขาทั้งสองรักกันมากขึ้น ด้วยความรักที่พร้อมจะฟังกันและกัน ยอมเชื่อฟังกันและกัน จะส่งผลให้ความคาดหวังที่ไม่เคยสมหวังกลับกลายเป็นความสมหวังและเป็นความจริง (คส.3:23 "ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์")

บทประยุกต์ : ท่านทราบไหมว่าพระเจ้าต้องการให้ท่านทำอะไรเพื่อพระองค์บ้าง ท่านพร้อมที่จะเชื่อฟังพระองค์หรือไม่ ความเชื่อฟังหรือการทำอย่างเชื่อฟังในเวลานี้ เกิดจากมีอย่างอื่นบังคับให้ทำ หรือเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ ท่านจึงทำ

2. ความรักทำให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีศรัทธา วางใจในพระเจ้า ข้อ 22 อัครทูตเปาโลไม่ทราบว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับท่านที่เยรูซาเล็ม ท่านต้องอาศัยความเชื่อและการไว้วางใจพระเจ้า ทำไมต้องเป็นความเชื่อ และไว้วางใจพระเจ้า ก็เพราะเหตุความรักนั่นเอง ความรักที่ท่านมีต่อพระเจ้า นำท่านสู่ความเชื่อ และการไว้วางใจพระเจ้า ทำให้ท่านหลุดจากความกลัว ดำเนินชีวิตรับใช้พร่ะเจ้าต่อไปด้วยความกล้าหาญ แม้ว่ายังไม่เห็น หรือไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตของเขาในภายภาคหน้า ท่านก้าวออกไปด้วยความเชื่อ โดยความรักของพระเจ้าทำให้ท่านสามารถมีความเชื่อและไว้วางใจ ตย. ชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโก ที่มิได้ปรนนิบัตินมัสการปฏิมากรทองคำ และจะต้องโยนพวกเขาเข้าไปในเตาไฟที่ลุกอยู่ แต่อนุชนทั้ง 3 ตอบกษัตริย์ว่า “ถ้าพระเจ้าของพวกข้าพระบาทผู้ซึ่งพวกข้าพระบาท ปรนนิบัติ พอพระทัยจะช่วยกู้พวกข้าพระบาทให้พ้นจากเตาที่ไฟลุกอยู่ ข้าแต่พระราชา พระองค์ก็จะทรงช่วยกู้พวกข้าพระบาท ให้พ้นพระหัตถ์ของฝ่าพระบาท ถึงแม้ไม่เป็นเช่นนั้น ข้าแต่พระราชา ขอฝ่าพระบาททรงทราบว่าพวกข้าพระบาทก็ไม่ปรนนิบัติ พระของฝ่าพระบาท หรือนมัสการปฏิมากรทองคำซึ่งฝ่าพระบาทได้ทรงตั้งขึ้น” ดาเนียล 3:17-18

3. ความรักจะไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของสถานการณ์รอบด้าน เครื่องจองจำและความลำบากคอยท่าข้าพเจ้าอยู่ (ข้อ 23) ไม่มีแม่น้ำใดหรือภูเขาใดที่เราข้ามไม่ได้ หากเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า อัครทูตเปาโลได้วางหลักการที่เป็นที่ชื่นชอบของคนทุกยุคทุกสมัย ใน ฟป.4:11-13 "ข้าพเจ้าไม่ได้บ่นถึงเรื่องความขัดสน เพราะข้าพเจ้าจะมีฐานะอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าก็เรียนรู้แล้วที่จะพอใจอยู่อย่างนั้น ข้าพเจ้ารู้จักที่จะเผชิญกับความตกต่ำ และรู้จักที่จะเผชิญกับความอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าในกรณีใดๆ ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับที่จะเผชิญกับความอิ่มท้องและความอดอยาก ความสมบูรณ์พูนสุข และความขัดสน ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า"

แม้ว่าสถานการณ์แวดล้อมไม่เป็นใจ แม้ว่าการดำเนินไปของชีวิตมีสูงมีต่ำ ไม่ว่าในกรณีใดใด ท่านเผชิญทุกสิ่งได้ ท่านเผชิญได้ทุกสถานการณ์ โดยพระเยซูผู้ทรงเสริมกำลังท่าน อย่าให้สถานการณ์ควบคุมชีวิตของเรา แต่เราต้องอยู่เหนือสถานการณ์ เราควรหลีกเลี่ยงประโยคที่ว่า “ภายใต้สถานการณ์นี้ ข้าพเจ้าทำได้เพียงเท่านี้” เราควรพูดว่า “เราจะทำให้มากกว่านี้ โดยไม่ตกอยู่ใต้สถานการณ์”

เรื่องเล่า ชายคนหนึ่งเดินพลัดหลงเข้าไปในป่าช้า และตกลงไปในหลุมฝังศพ บังเอิญหลุมนั้นลึกและใหญ่ จนเขาไม่สามารถปีนขึ้นมาได้ด้วยตนเอง เขาพยายามทุกวิถีทาง แต่ก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากความมืด วังเวง และกลัว ทำให้เขาไม่ทันสังเกตเห็นชายขี้เมาอีกคนหนึ่งที่เดินโซซัดโซเซมา ตกอยู่ในหลุมเดียวกันก่อนหน้านี้ ท่ามกลางความมืด ชายคนนี้ได้ยินเสียงคนขี้เมาพูดขึ้นว่า “ไม่มีทางที่จะขึ้นจากหลุมนี้หรอก ฉันลองมาหมดแล้ว” หลังจากได้ยินเสียงนี้ที่ค่อนข้างจะโหยหวน เพราะเป็นเสียงของคนขี้เมา ในที่สุด ชายคนนี้สามารถขึ้นจากหลุมได้ เพราะเหตุที่เขาตกใจกลัว จึงเกิดพลังมากผิดปกติ ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้ อย่าปล่อยให้ตนเองตกอยู่ใต้อำนาจของสถานการณ์ อย่าจมปลักอยู่กับความพ่ายแพ้และความขมขื่นในอดีต อย่ารอจนศัตรูมาทำให้เราพ่ายแพ้ อย่าดันทุรัง ทำงานที่คุณเกลียด หรือที่พระเจ้าไม่ให้ทำ

4. ความรักทำให้เกิดการให้ และการรับใช้ การรับใช้ที่บริสุทธิ์เกิดจากความรักและแสดงออกด้วยการให้ อัครทูตเปาโลไม่ได้ถือว่าชีวิตของท่านมีค่าสูง และประเสริฐสำหรับตัวเอง ท่านอุทิศชีวิตของท่านทำหน้าที่รับใช้ เหมือนพระเยซู ที่ได้ปรนนิบัติรับใช้มวลมนุษยชาติ ทัศนคติต่อชีวิตเช่นนี้ เป็นสิ่งล้ำค่า ล้ำเลิศ ประเสริฐเป็นอย่างยิ่ง การมีชีวิตอันเกิดจากการรักที่จะให้ชีวิตของตนเพื่อรับใช้ผู้อื่นนั้นหายาก จำเป็นที่จะต้องมองทะลุตัวเอง ปฏิเสธตัวเอง แบกกางเขนของตน ติดตามพระเยซูไป

มิชชันนารี เจมส์ คาลเวิร์ท ผู้นำกิตติคุณไปประกาศกับชนเผ่าคาร์นิบาล ที่หมู่เกาะฟิจิ กัปตันเรือโดยสารที่ท่านนั่ง รู้ว่าท่านจะไปทำอะไรที่นั่น ก็เตือนท่านว่า “อาจารย์จะเสียชีวิตถ้าไปอยู่ท่ามกลางพวกป่าเถื่อนเหล่านั้น” มิชชันนารีผู้นี้ตอบว่า “อันที่จริง ผมได้ตายแล้วก่อนผมมาที่นี่” ทำอย่างไรเราถึงจะไม่ถือว่าชีวิตของเราเป็นสิ่งมีค่า และประเสริฐสำหรับตัวเอง พฤติกรรมที่แสดงออกถึงสิ่งนี้คือ คนคนนั้น จะรับใช้ พร้อมที่จะช่วยเหลือ เทชีวิตของตนออกมา พร้อมจะยอมเสียเวลา คนเหล่านี้แสวงหาของประทาน รู้จักของประทาน และใช้ของประทาน คนเหล่านี้มีจิตใจสงสารคนยากไร้และผู้คนที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า

พระคัมภีร์ 2 ตอนนี้ทำให้เราเข้าใจเรื่องชีวิตที่ได้เสีย

  1. มธ.10:39 "ผู้ที่จะเอาชีวิตของตนรอด จะกลับเสียชีวิต แต่ผู้ที่สู้เสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เราก็จะได้ชีวิตรอด"
  2. กท. 2:20 "ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า"

ชัค สวินดอลล์ (Chuck Swindoll) “ Never more like God than when you give.” “ไม่มีอะไรเหมือนพระเจ้าได้มากกว่านี้แล้ว เมื่อคุณให้”

5. ความรักขับเคลื่อนให้น้ำพระทัยสำเร็จด้วยความชื่นชมยินดี ความสำเร็จตามการมอบหมายของพระเยซู คือ การเป็นพยานประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า

อัครทูตเปาโลรู้ว่าชีวิตของท่านแม้ว่าจะยากลำบากสักเพียงไร ท่านยอมจำนนต่อน้ำพระทัยและภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้า เพื่อที่จะเข้าสู่เส้นชัยด้วยความสำเร็จและด้วยความชื่นชมยินดีและภาคภูมิใจ ท่านทราบว่า การทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า โดยรับมอบหมายหน้าที่นั้น นำมาซึ่งความชื่นชมยินดีที่ยั่งยืน และไม่อนิจจัง มธ.21:28-32 “แต่ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร คนหนึ่งมีบุตรชายสองคน บิดาไปหาบุตรคนแรกว่า ‘ลูกเอ๋ย วันนี้จงไปทำงานในสวนองุ่นเถิด’ บุตรคนนั้นตอบว่า ‘ไม่ไป’ แต่ภายหลังกลับใจแล้วไปทำ บิดาจึงไปหาบุตรคนที่สองพูดเช่นเดียวกัน บุตรนั้นกล่าวว่า ‘ไปขอรับ’ แต่ไม่ไป ก็บุตรสองคนนี้คนไหนเป็นผู้ทำตามใจของบิดาเล่า เขาทูลตอบว่า 'คือบุตรคนแรก' พระเยซูตรัสตอบเขาว่า 'เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า พวกเก็บภาษีและหญิงแพศยาก็เข้าในแผ่นดินของพระเจ้าก่อนท่านทั้งหลาย ด้วยยอห์นได้มาหาพวกท่านสอนทางชอบธรรม ท่านหาเชื่อไม่ แต่พวกเก็บภาษีและพวกหญิงแพศยาได้เชื่อ ฝ่ายท่านทั้งหลาย ถึงแม้ได้เห็นแล้วภายหลังก็มิได้กลับใจเชื่อยอห์น'"

เราเห็นความจริงสองอย่าง คือสิ่งที่คุณทำ มีผลมากกว่าสิ่งที่คุณพูด จุดหมายปลายทางสำคัญกว่าจุดเริ่มต้น การสำแดงความรักด้วยการให้ ตัวอย่างสุดท้าย เด็กอนุบาลถูกพ่อแม่พาไปชมคอนเสิร์ตเปียโน ก่อนที่คอนเสิร์ตจะแสดง เด็กคนนี้ปีนขึ้นไปบนเวทีเพื่อที่จะเล่นเพลงที่ครูเปียโนเพิ่งสอน ผู้คนก็ตกใจและตะโกนให้พ่อแม่หรือใครก็ได้ รีบเอาเด็กลงมา แต่นักเปียโนผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังเตรียมตัวเดินเข้ามาแสดงนั้น ได้สยบเสียงโกลาหลเหล่านั้น ด้วยการเดินออกมาจากหลังม่านตรงมาที่เปียโน และนั่งลงเล่นเปียโนไปพร้อมกับเด็กคนนั้น และนักเปียโนผู้ยิ่งใหญ่คนนั้นกระซิบข้างหูของเด็กว่า “หนูเล่นต่อไปนะ หนูเล่นได้เพราะดี หนูเล่นได้ดีมากเลย” ทันใดนั้น เสียงที่อื้ออึง โกลาหล เงียบสนิทเฝ้าดูการเล่นดนตรี 4 มือ ของเด็กตัวเล็กๆ กับนักเปียโนผู้ยิ่งใหญ่ เขาทำให้เพลงง่ายๆ ของเด็กกลายเป็นบทเพลงไพเราะที่ดึงดูดใจผู้ฟังดนตรีชั้นสูง

ขอให้เรารักที่จะให้ เชื่อแน่ว่าพระเจ้าจะบอกกับเราว่า ทำต่อไป ให้ต่อไป มีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นต่อไป สิ่งเล็กๆ ที่เราทำเพื่อพระเจ้า ในสายตาคนอื่นที่เราทำด้วยความรัก จะกลับกลายเป็นเหมือนบทเพลงที่ยิ่งใหญ่ และส่งผลยืนยาวนิรันดร์ โดยพระองค์ ผู้ทรงเสริมกำลังเราทั้งหลาย สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเราก็คือ ให้ความรักที่บริสุทธิ์ที่มีต่อพระเจ้าและต่อคนอื่น ขับเคลื่อนเรา