100 ปี สืบสานและส่งต่อ

มิถุนายน 2022 : เดือนแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์

นมัสการ ภาคเช้า 2014-02-16

ศจ.ดร.บุญรัตน์ บัวเย็น หัวข้อ : จงรักซึ่งกันและกัน
ยอห์น 13:14-16, 34
โดย ศจ.ดร.บุญรัตน์ บัวเย็น

เมื่อได้รับการติดต่อจากทางคริสตจักรขอให้เทศนาในวันนี้ ก็ได้ถามว่าหัวข้ออะไร ก็ไม่ได้มีหัวข้อที่เป็นการบ้าน แต่เดือนนี้เป็นเดือนที่ระลึกถึงความรัก หัวข้อของเราวันนี้จึงมาอย่างที่เราเห็นคือ "จงรักซึ่งกันและกัน" โดยอาศัยพระวจนะของพระเจ้าซึ่งเราได้ฟังเมื่อสักครู่ อีกเหตุผลหนึ่งที่ตั้งชื่อว่า "จงรักซึ่งกันและกัน" ข้าพเจ้ามีความตระหนักว่า เราเข้าใจผิดเรื่องความรัก โดยเฉพาะเมื่อพูดถึง เมื่อเราพูดถึงรักกันและกัน ทั้งนี้เพราะว่าเราเอาความรักของมนุษย์ ความรักแบบเนื้อหนัง มาปนกับความรักของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นความรักของพระเจ้า

บางทีเราอาจจะเข้าใจผิดว่า การแสดงความรักเราใช้คำพูด ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องมีอะไรอื่นอีก ตราบใดที่เราสามารถพูดได้ว่า "ผมรักคุณ" เราอาจเข้าใจผิดอีกว่า ความรักเป็นทางเลือก เป็น options หรือเป็นทางเลือกของผู้ติดตามพระเยซูคริสต์ แต่พระเยซูคริสต์ยืนยันในพระวจนะของพระองค์ว่า นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด บางคนรักใครไม่เป็น อาจจะเป็นเพราะตัวเองไม่เคยได้รับความรักที่จริงจังและแท้จริง ความรักที่ตัวเองได้รับมาอาจเป็นความรักจอมปลอม

มีคนพูดว่า "พ่อแม่บางทีเข้าใจผิด แล้วก็หยิบยื่นสิ่งที่ผิดให้กับลูกแทนความรัก" มีคนพูดว่า "Some give things instead of wings Some give toys insead of time" เพราะฉะนั้นเราไม่มีเวลาให้เด็กแล้วก็เอาของเล่นโยนให้ๆ ถามว่านั่นคือความรักไหม?

สำหรับความรักของผู้ที่ติดตามพระเยซูคริสต์ ความรัก เป็นพระบัญชา เป็น commandment เป็นคำสั่งให้ทำ พระองค์ตรัสกับสาวกว่า "บัญญัติใหม่เราให้แก่ท่านทั้งหลาย คือ จงรักกันและกัน" พระเยซูคริสต์ไม่ได้บอกว่าสิ่งที่จะให้ท่านทั้งหลาย คือ คำแนะนำ พระเยซูคริสต์ไม่ได้ให้คำแนะนำ พระองค์ให้คำบัญชา และความรักที่พระองค์บัญชาไม่ได้เกี่ยวกับความรู้สึก ไม่ใช่ว่าอยากจะรักก็รัก นั่นเป็นความรู้สึก แต่ความรักซึ่งกันและกันเป็นพระบัญชาให้กระทำ "จงรักกันและกัน"

การเข้าใจผิดเรื่องความรักอาจนำมาสู่การกระทำต่อกันอย่างผิดๆ เพราะเรายึดความรักที่ผิด เราก็ปฏิบัติต่อกันอย่างผิดๆ

ข้าพเจ้ามีเรื่องหนึ่งได้อ่านเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของครอบครัว อาจจะเป็นครอบครัวที่น่ารักก็ได้ คุณแม่แล้วก็ลูกสาวสองคน "ในวันแม่ ลูกสาวทั้งสองก็อยากจะแสดงความรักต่อแม่ในวันสำคัญนี้ เค้าบอกแม่ว่า 'แม่ วันพรุ่งนี้เป็นวันแม่ แม่ไม่ต้องลุกมาทำอาหารตั้งแต่เช้าเหมือนทุกวัน แม่นอนให้เต็มที่เลย ตื่นสายๆ ก็ได้' แม่ก็ทำตาม ตื่นแล้วก็ยังนอนอยู่บนเตียงสบายๆ ได้ยินสียงลูกเข้าครัว ได้กลิ่นหอมของอาหาร กลิ่นหอมการปิ้งเบคอน อะไรต่างๆ เมื่อได้เวลาทำอาหารเสร็จแล้วลูกๆก็บอกว่า 'แม่ลงมาได้เลย' แม่ก็คงไปด้วยความคาดหวังว่าลูกจะเตรียมอาหารให้ เมื่อแม่ลงมาก็เห็นว่า ตรงหน้าลูกสองคนมีจานเต็มไปด้วยอาหาร จานพูนเลยสองคน แต่ของแม่มีจานว่าง ลูกก็บอกว่า 'วันนี้วันแม่ เรารักแม่ ไม่อยากให้แม่ลำบาก ไม่อยากให้แม่ตื่นแต่เช้าลงมาทำอาหารให้เรา เราจึงมาทำอาหารของเราเอง ของแม่ไม่ได้ทำ' บอกว่าแสดงความรักแม่

การรักกันและกันที่ถูกต้องมักจะแสดงผลที่ดีเสมอ ผลดีจะเกิดขึ้นเมื่อคนเรารักกันและกันอย่างถูกต้อง

1. ผลดีอันแรกก็คือว่า ถ้าเรารักกันและกันเราจะกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง เราจะรักอย่างถูกต้อง ในหนังสือพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม เราพบเรื่องของอ่างสองใบ ใบแรกเป็นอ่างที่ไม่มีความรัก เป็นอ่างของความทารุณโหดร้าย เป็นอ่างของการประหัดประหาร คืออ่างล้างมือของ ปิลาต ที่ประกาศให้รับรู้ว่า ไม่รับรู้ต่อบาปกรรมที่พวกเรากำลังทำกับพระเยซู แต่การล้างมือของเขานำมาสู่การประหัดประหาร การตรึงพระเยซูคริสต์อย่างทารุณโหดร้ายบนไม้กางเขน ส่วนอ่างอีกใบหนึ่งเป็นอ่างของพระเยซูคริสต์ในพระวจนะของพระเจ้า เป็นอ่างแห่งการแสดงความรัก เมื่อพระองค์ทรงเอาอ่างมาแล้วเติมน้ำลงในนั้น แล้วก็หอบอ่างไปวางแทบเท้าสาวก คุกเข่าลง เอาอ่างนั้นเป็นที่ล้างเท้าสาวก ผ้าเช็ดให้อย่างดี เพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่พวกเขา

พระองค์กำลังสอนเขาให้รู้จัก ความรักตามแบบขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือ รักซึ่งกันและกันด้วยการกระทำ ด้วยการรับใช้ ด้วยการล้างเท้า ด้วยกระทำด้วยสิ่งที่ต่ำต้อย พระองค์สอนว่าการรักแบบนี้จะต้องเกิดจากข้างใน ไม่ใช่เป็นความรักที่เติบโตจากข้างนอก ที่เราจะไขว่คว้าเอามาใช้ได้ ไม่ใช่ ความรักแบบนี้มันจะต้องเกิดขึ้นเติบโตขึ้นภายในจิตใจของคน เป็นความรักของพระคริสต์จากหัวใจที่ได้สัมผัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นความรักที่สามารถให้คนทำในสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาเห็นว่าเป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้

การอภัยแก่กันและกัน การยกโทษกันและกัน เป็นหนึ่งในจำนวนหลายๆอย่าง ที่เป็นเรื่องที่คนทั่วไปมักจะคิดว่ามันยาก แต่ถ้าความรักของพระเจ้าเติบโตจากภายใน คนๆ นั้นสามารถทำสิ่งที่มนุษย์สามารถทำสิ่งที่มุนษย์ทั่วไปเห็นว่าเป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้

ความรักกันและกันขนานแท้ ย่อมสามารถเผาผลาญ ทำลาย ความโกรธ ความเกลียดชัง ความคลานแคลงสงสัยต่อกันและกัน ความเห็นแก่ตัว ความรักของพระเจ้าจะเผลาผลาญกิจการของความมืดได้ทั้งหมดในชีวิตของเรา ความรักจะทำให้เราอยากทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และสูงค่าเสมอ ถ้ามีความตระหนักจะกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ สิ่งที่สูงค่า สิ่งที่ประเสริฐ นั่นแหละความรักแบบพระเยซูคริสต์กำลังเติบโตขึ้นในชีวิตของท่านแล้ว

ส่วนการรักกันแบบผิดๆ ก็เหมือนความเข้าใจผิดที่อาจนำผลลัพธ์ที่เลวร้ายมาสู่ทั้งตนเองและผู้อื่น บางทีเรากระทำการบางสิ่งบางอย่าง เราอาจจะไม่รู้หรอกว่ามันมีผลกระทบต่อชีวิตของผู้อื่นได้อย่างไร

ได้อ่านเรื่องของโรงพยาบาลเล็กๆ แห่งหนึ่งนานมาแล้วที่แอฟริกา เรื่องเกิดขึ้นในอดีต โรงพยาบาลเล็กๆ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นก็คือ มีห้องคนไข้ห้องหนึ่งจะต้องมีคนตายในวันศุกร์ทุกวัน วันศุกร์คนจะตายในห้องนั้น เขาพยายามพิจารณาดูว่าเป็นเพราะอะไร หลายคนบอก "โถ่ คุณไม่ต้องไปหาหรอก ไอ้นี่มันเรื่องของผี ผีมันอยู่ในนั้น ผีมันสิงอยู่ในห้องนั้น ทุกวันศุกร์มันจะฆ่าคน" ทีมศาสนาก็เลยเชิญนักเทศน์ พระ ศาสนาจารย์ ไปประกอบพิธีขับไล่วิญญาณชั่ว แต่ก็ยังมีคนตายอยู่ จนในที่สุดโรงพยาบาลก็เลยจัดทีมดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น 24 ชม. เปลี่ยนเวนกันทั้งหมอและพยาบาล พยายามหาสาเหตุว่าอะไรเกิดขึ้น พยายามหาว่าผีร้ายออกมาตอนไหน ปรากฏว่าในบ่ายวันศุกร์นั้นเองก็พบสาเหตุ มีเจ้าหน้าที่ดูดฝุ่นคนหนึ่ง เป็นผู้หญิงบ้านนอก ถูกมอบหมายว่า เธอมีหน้าที่ดูดฝุ่นห้องนี้ทุกวันศุกร์นะ มาถึงเธอก็เอาเครื่องดูดฝุ่นมา ในห้องสมัยนั้นมันมีปลั๊กที่เสียบปลั๊กมีอยู่ตัวเดียว เวลานั้นเขาเสียบเครื่องช่วยหายใจอยู่ พอมาถึงแกก็ทำหน้าที่ของแก ถอดปลั๊กออก แล้วก็เสียบปลั๊กเครื่องดูดฝุ่น ก็ดูดฝุ่นไปหน้าตาเฉย อาจจะร้องเพลงไปด้วยก็ได้ มีความสุข แต่ไม่รู้ว่าข้างหลังกำลังนอนชักอยู่ มองไม่เห็น ดูดฝุ่นเสร็จแกก็เอาปลั๊กของแกออกแล้วเอาปลั๊กเก่าเสียบเข้าไปเหมือนเดิม แล้วก็ออกนอกห้องไป พอออกไปแล้ว คนตาย ถามว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ผิดไหม? ไม่ผิด แต่เขาไม่ได้รู้ความจริงว่าอะไรคืออะไร ถ้ามีคนมาบอกว่า หนูปลั๊กนี้มีอยู่ปลั๊กเดียวนะ ถ้าถอดแล้วคนนั้นจะตาย เขาก็คงไม่ทำ

ความเข้าใจที่ผิด การกระทำที่ผิดก็ตามมา ผลลัพธ์ก็เกิดขึ้นอย่างรุนแรง การแสดงความรักก็เหมือนกันถ้าแสดงความรักที่ผิด ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็รุนแรงทั้งต่อตัวเอง ต่อคนที่เราเกี่ยวข้องด้วย ต่อครอบครัว และต่อสังคม

2. ผลอีกประการหนึ่งที่เป็นของการรักกันและกัน คือ การที่จะทำให้คนทุกคนรู้ว่าเราทั้งหลายเป็นสาวกของพระคริสต์ พระเยซูคริสต์ตรัสชัดเจนว่า "ถ้าท่านทั้งหลายรักกันและกัน ดังนี้แหละคนทั้งปวงก็จะรู้ว่า ท่านทั้งหลายเป็นสาวกของเรา"

ถ้าผู้ติดตามพระเยซูคริสตฺ์มีแต่การทะเลาะเบาะแว้ง เกลียดชังกันและกัน คนทั้งปวงก็จะชี้มาที่เขาเหมือนกัน ว่า "นี่ไง คนโกหกหลอกลวง" ในปากเขามีแต่คำสอนเรื่องของความรัก แต่ชีวิตของเขามีแต่การโกหก เขาไม่ได้ทำตามที่พวกเขาสอนกัน

เคยฟังรายการวิทยุนานมาแล้ว พระท่านเทศน์ พระท่านนี้อาจจะแอนตี้คริสเตียนเอามากๆ ท่านเทศน์ว่า "อย่าไปเชื่อพวกคริสเตียนพวกนี้พวกหลอกลวง โกหก เพราะว่าคำสอนของเขามีแต่เรื่องความรัก รักพระเจ้าสุดๆ รักซึ่งกันและกัน รักเพื่อบ้านเหมือนรักตนเอง โกหกทั้งนั้น ไปดูชีวิตเขาซิ แม้แต่พวกเดียวกันเขายังทะเลาะกัน พวกเดียวกันที่ไอร์แลนด์เขายังฆ่ากัน ฆ่ากันมาเป็นสิบเป็นร้อยปี" เราพูดไม่ออกสักคำ เถียงไม่ได้สักคำ มันจริงอย่างนั้น

พระเยซูบอกว่าถ้าท่านทั้งหลายรักกัน ท่านจะประกาศให้โลกรู้ว่า ท่านคือคนของพระเจ้า ท่านจะประกาศให้โลกรู้ว่า ท่านคือคนของพระคริสต์ ไม่ต้องไปประกาศด้วยคำพูด ชีวิตของท่านจะเป็นพยาน

พี่น้องจำเพลง เพลงหนึงได้ไหมครับ เพลง We are one in the Spirit

1.We are One in The Spirit,
We are One in The Lord.
We are One in The Spirit,
We are One in The Lord.
And we pray that all unity may one day be restored. 

Chorus:
And they'll know we are Christians by our love,
By our Love,
Yes they'll know we are Christians by our love.

2.We will walk with each other,
We will walk hand in hand.
We will walk with each other,
We will walk hand in hand.
And together we'll spread the News that God is in our land.

พระบัญญัติทั้งนั้น เขาจะรู้ว่าเราเป็นคริสเตียนโดยความรักซึ่งกันและกัน

การรักกันและกันเป็นพยานชีวิตที่ดีที่สุด ไม่ว่าคุณจะไปโบสถ์มากน้อยแค่ไหน ไปสม่ำเสมอหรือไม่ ไม่ว่าคุณจะถวายทรัพญ์มากมายเท่าไหร่ ไม่ว่าคุณจะเคร่งศาสนาธรรมะธรรมโมมากขนาดไหน ไม่ว่าคุณจะแขวนไม้กางเขนที่คอใหญ่ขนาดใหญ่ขนาดไหน สิ่งเหล่านั้นไร้ค่าทั้งสิ้น ถ้าเราไม่สามารถเป็นพยานด้วยความรักกันและกันท่ามกลางเราทั้งหลาย

อาจารย์เปาโล กล่าวว่า "เราจะมีค่าเพียงเสียงของฉิ่งและฉาบเท่านั้น แล้วก็ไม่มีอะไรดีมากกว่านั้น หากเราเองยังรักกันไม่ลง หรือเราเองยังรักกันแบบผิดๆ" อย่าลืมคำพูดประโยคนี้ มีคนพูดไว้ว่า "Christian is not emotional or feeling but it is a position to love for the least to love for the lost and to love for the last. This is christian love." ความรักของคริสเตียนไม่ใช่อารมณ์ ไม่ใช่ความรู้สึก แต่เป็นบทบาทหน้าที่ที่จะรักแม้กระทั่งผู้ที่เล็กน้อยที่สุด ที่จะรักแม้กับคนที่หลงหาย แม้จะรักคนที่เป็นคนสุดท้าย

คำถามที่อยากจะให้ถามตัวเองในวันนี้ ในขณะที่เราระลึกถึงวันวาเลนไทน์หรือเทศกาลวาเลนไทน์ "เราจะรักกันและกันจริงๆ ได้อย่างไร?" สมมุติเอาว่า ที่แล้วมาเราไม่ได้รักกันจริงๆ รักกันอาจจะไม่ค่อยจริง แต่ถ้าจะถามว่าเรารักกันจริงๆ ได้อย่างไร ทำได้หรือไม่ ทำได้แน่นอน

เราจะต้องรักกันและกันด้วยทางกาย อย่างที่พระเยซูคริสต์สอนว่าความรักจะต้องเจริญขึ้นมาจากภายใน ต้องเติบโตจากภายใน ต้องเติบโตจากหัวใจของเรา จะต้องเติบโตในวิญญาณของเรา เมื่อความรักเติบโตอยู่ในหัวใจของเรา ความรักจึงสามารถที่จะควบคุมทุกส่วนภายนอกได้ทั้งหมด ไม่ว่าเราจะนำความรักไปสู่ผู้อื่นด้วยอวัยวะส่วนใด เขาจะสัมผัสได้จากความนุ่มนวล อ่อนหวาน ความเมตตา ความกรุณา มันจะออกมาทางกายเรา ตาก็จะบอก สายตาเราก็จะแสดงถึงความรัก ความห่วงใย อากับกริยาต่างๆ ของเราจะแสดงถึง เราใส่ใจในตัวของเขา

แต่ตรงกันข้ามหากหัวใจไร้รักต่อกันหรือความรักของพระเจ้าไม่ได้เจริฐเติบโตภายในจิตใจของเรา ความรัก ความสัมพันธ์ที่เรามีต่อกัน ก็จะแสดงออกให้สัมผัสได้เหมือนกัน แต่สัมผัสด้วยความรู้สึกแห้งแล้ง เย็นชา ไม่มีเยื่อใย บางคนเอาของให้คนอื่นไม่มองหน้าด้วยซ้ำ

เคยมีลูกเซ้าซี้รบเร้าพ่อ "พ่อ ขอสตางค์ 500 บาท" พ่อบอกว่า "เอาสตางค์ไปทำไมตั้ง 500" ลูกบอกว่า "เถอะน่า มีของ มีเรื่องที่จะต้องไปใช้เงิน ขอ 500 บาท" พอตอบกลับว่า "ไม่ให้ มากเกินไปไม่ให้" ลูกคะยั้นคะยอ "น่าพ่อนะ" จนพอทนไม่ได้จึงควักกระเป๋าเอาแบงค์ 500 ให้ลูกไป บอกว่า "เอาไป ไปตายซะ" มันแสดงเยื่อใยหรือไม่? มันออกมาจากคำพูด มันออกมาจากกายภายนอก มันมาจากข้างใน ตลอดเวลาทำอย่างนั้น เช่น มีคนมาขอทาน เราก็ให้เงินแล้วบอกว่า ไปให้พ้นๆ ไม่ต้องมาอยู่แถวนี้

เราจะต้องแสดงออกเริ่มต้น ถ้าเรารักกันและกัน เราจะต้องแสดงออกด้วยทางกายที่ถูกควบคุมจากภายใน ที่ความรักเติบโตภายใน ไม่จะตาเรา ปากเรา คำพูดที่เราพูด เพราะฉะนั้นจากกายภายนอกก็แสดงออกมาอีกทีด้วยคำพูด เราจะรักกันด้วยทางคำพูด คำพูดที่ให้ต่อกันเป็นคำพูดที่สร้างสรรค์ คำพูดที่หนุนใจกันและกัน เป็นคำพูดที่ห่วงใย คนในสังคมปัจจุบันต้องการคำพูดแบบนี้มากเหลือเกิน ต้องการคำชี้แนะ ต้องการป้ายชี้ทาง ต้องการกำลังใจในการดำรงชีวิตวันต่อวัน ต้องการคำพูดแห่งปัญญา ต้องการคำพูดแบบ profestic voice เสียงแห่งผู้เผยพระวจนะ เสียงแห่งศาสดาพยากรณ์ ในโลกที่เต็มด้วยความวุ่นวาย คนเหล่านี้ไม่รู้จะไปทางไหน เขาต้องการป้ายชี้ทาง เขาต้องการคำบอกกล่างที่ถูกต้อง สังคมต้องการอย่างนี้มาก แล้วใครจะไปให้ และต้องเป็นเรา

วัฒนามักจะทำสมุดโน้ต แล้วเขียนว่า "let there be peace let it begin with me" ไม่ต้องไปแสวงหา ขอให้สันติสุขมีแก่ท่าน แล้วไปหาเอาแล้วกัน ไม่ใช่ ขณะที่เราอวยพรสันติสุขจงมีแก่ท่าน แต่ความจริงเริ่มที่ตัวเรา เราสามารถที่จะรักกันด้วยการแสดงออกทางกาย และเราสามารถที่จะแสดงออกด้วยคำพูด สร้างสรรค์ แนะนำในทางที่ดี และเราจะรักกันด้วยชีวิต การพูดว่ารักซึ่งกันและกันฟังดูง่าย แต่หลายคนพยายามทำแล้วแต่ทำยาก เพราะเมื่อทำยากก็เลยกลายเป็น impossible mission เมื่อเรามาเจอคำว่า impossible แปลว่า เป็นไปไม่ได้ เราก็เลิกแล้วไปหาที่ possible

ศิษย์ของพระเยซูคริสต์ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เมื่อเจอคำว่า impossible เขาก็จะต้องอาศัยสิ่งที่ได้รับจากพระเจ้าทำให้ possible นี่คือคนของพระเจ้า เพราะฉะนั้นชีวิตของเขาจะแสดงออกเมื่อเราพูดถึงกันและกัน แม้ว่ามันทำยาก

หากจะถามว่ายากแค่ไหน? เราคงหาคำตอบได้จากชีวิตของพระเยซูคริสต์ที่พระองค์รักเรา เราสังเกตใน 1 ยอห์น 3:18 "ลูกทั้งหลายเอ๋ย อย่าให้เรารักกันด้วยคำพูดและด้วยปากเท่านั้น แต่จงรักกันด้วยการกระทำและด้วยความจริง" ซึ่งทำได้ทางเดียวด้วยความจริง ให้เรานำความรักที่แท้จริงมาสู่การปฏิบัติ นั่นคือชีวิต ชีวิตประจำวันไม่ใช่อยู่ที่หนึ่งแล้วมีความรัก หรืออยู่ในโบสถ์แล้วมีความรัก ไปที่อื่นไม่มีความรัก ไปที่อื่นไม่มีคววามรัก จนมีคนเขียนว่า "Home is a place that we return to after we are tired been good" บ้านคือสถานที่ที่เรากลับไปเมื่อเราเหนื่อยหน่ายจากการทำดีมาทั้งวัน

บิชอปเดสมอนต์ ตูตู เป็นบิชอปที่โด่งดังมากในอัฟริกา กล่าวว่า "When we give to the poor. we should give as give to our own family." รักที่แท้จริงนำมาสู่การปฏิบัติ และไม่ใช่ปฏิบัติตามแบบความรักจอมปลอม เคยมีคนรวบรวมเสื้อผ้าเก่าให้แก่คนยากจน มีแห่งหนึ่งการตั้งกล่องรับบริจาค เขียนที่กล่องว่า "Junk for Jesus" เป็นการอธิบายอย่างชัดเจนว่าบ่อยครั้งเราแสดงความรักอย่างนั้นแม้กระทั่งต่อพระเจ้าของเรา แต่ในทางตรงกันข้ามพระเยซูคริสต์ให้กับเรา อย่างที่ร้องในเพลงหมายถึง "ทรงนำชีวาพระองค์ลงพลีเพื่อคนๆ นี้" นั่นคือที่พระองค์ทำกับเรา นั่นคือความรักที่พระองค์มีต่อเรา ถามว่าแล้วเราทำกับพระองค์อย่างไร? เราบอกว่าพระองค์ไม่ได้อยู่กับเรา แต่พระองค์บอกว่าคนเหล่านี้จะอยู่กับท่านตลอด แต่เราจะไม่ได้อยู่กับท่านตลอด จงกระทำเหล่านี้กับเขา แม้คนเหล่านั้นเป็นผู้เล็กน้อยคนหนึ่งที่ท่านรักเขา สิ่งที่พระองค์ประสงค์จากเราคือ "จงรักกันและกัน เหมือนที่พระองค์รักเรา"