100 ปี สืบสานและส่งต่อ

มิถุนายน 2022 : เดือนแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์

นมัสการ ภาคเช้า 2014-01-19

ศจ.สันติ แดงเรือน หัวข้อ : ฟื้นความสัมพันธ์ใหม่กับพระเจ้า
วิวรณ์ 3:14-22
โดย ศจ.สันติ แดงเรือน

จดหมายถึงคริสตจักรเมืองดีเซียได้สะท้อนชีวิตคริสตจักร รวมทั้งผู้เชื่อทุกยุคทุกสมัย และมีลักษณะเฉพาะคล้ายกับคริสตจักรในยุคปัจจุบัน จนบางคนได้ยกให้คริสตจักรเลาดีเซียเป็นตัวแทนของคริสตจักรในยุคปัจจุบัน เมืองเลาดีเซียเป็นเมืองที่มีความร่ำรวย เจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ การคมนาคม แต่ปัญหาของเมืองที่สำคัญคือการขาดแคลนน้ำ ดังนั้นต้องขุดท่อลำเลียงน้ำจากบ่อน้ำพุร้อนที่ห่างจากเมืองประมาณ 10 กิโลเมตร พอน้ำไหลมาเมืองเมืองก็กลายเป็นน้ำอุ่น ชาวเมืองนี้จึงคุ้นเคยกับน้ำอุ่นเป็นอย่างดี และเมื่อเข้าฤดูแล้งก็มีปัญหาขาดแคลนน้ำ ในอดีตเมืองเลาดีเซียถล่มเพราะแผ่นดินไหว ด้วยฐานะที่ดีเขาจึงสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในความสามารถ คริสตจักรเลาดีเซียจึงรับเอาวัฒนธรรมอุ่นๆของสังคมเข้ามาเป็นแนวทางปฏิบัติโดยไม่รู้ตัว ว่าถูกสังคมกลืนและพอใจอยู่กับสภาพนั้น

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระอาเมนได้ทรงสำแดงน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระเจ้าแก่พวกเขา เพื่อเขาจะกลับสู่สายสัมพันธ์อันงดงามดังเดิม เพื่อเขาจะได้มีชัยชนะ ได้มีสามัคคีธรรมถาวรกับพระสหายเลิศของพวกเขา ผู้ซึ้งเป็นความจริงมั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง สามารถไว้วางใจได้เสมอ สารพัดทุกสิ่งอยู่ในพระองค์เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้สร้าง ทุกสิ่งเริ่มต้นโดยพระองค์และสิ้นสุดในพระองค์ ไม่เพียงแค่คริสตจักรเลาดีเซ๊ยเท่านั้นที่พระคริสต์เรียกร้องให้เขากระตือรือร้นและกลับใจเสียใหม่มีมิตรภาพกับพระองค์ แต่มันรวมถึงผมและพี่น้องด้วยเราจึงจำเป็นต้องพิจารณารื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพระเจ้าเสียใหม่ อย่างน้อยมี 3 สิ่งที่เราต้องทำจากพระธรรมตอนนี้

ประการแรก ต้องละทิ้งแนวทางการกระทำของตนเอง (ข้อ 15-17) คริสตจักรเลาดีเซีย ไม่ได้รู้ว่าแนวทางการดำเนินชีวิต ของตนเองนั้นไม่อยู่ในน้ำพระทัยของพระเจ้า คำเตือนให้เขาละทิ้งแนวทางของพวกเขาเสีย พระองค์ก็จะ “คาย” พวกเขาออกจากปากของพระองค์ ในงานเลี้ยงของคนโบราณเครื่องดื่มที่นำมาเลี้ยงมี 2 ประเภทคือ เย็น แบบน้ำแข็ง กับร้อนแบบต้องซด เหมือนคนจีนทานน้ำชาร้อน เครื่องดื่มแบบอุ่นๆ เขาจะไม่นำมาในงานเลี้ยงกัน เพราะมันทำให้อาเจียน คำว่า “คาย” พระคัมภีร์ NIV. ใช้คำว่า spit หมายความว่า “ถ่ม ถุย หรือบ้วนน้ำลายหรือเสมหะ หรือ ขาก อาเจียน สำรอก” ภาษากรีก หมายถึง “อาเจียน สำรอก” (อ้วก)

การพอใจอยู่ในความแร้นแค้นเข็ญใจ ขัดสนฝ่ายวิญญาณ ไม่มีสายตาฝ่ายวิญญาณดำเนินตามฝ่ายโลกและเนื้อหนังจำเป็นต้องละทิ้ง “ด้วยว่าการที่ปักใจอยู่กับเนื้อหนัง ก็คือความตาย แต่ซึ่งปักใจอยูกับพระวิญญาณ ก็คือชีวิตและสันติสุข” (โรม 8:6) เพราะมนุษย์เนื้อหนังนั้นไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่เป็นของพระวิญญาณได้ ซึ่งจะเข้าใจสิ่งที่เป็นของพระวิญาณได้ ซึ่งจะเข้าใจสิ่งที่เป็นของพระวิญญาณได้นั้นก็ต้องสังเกตด้วยวิญญาณ (1โครินธ์ 3:14) เราแต่ละคนมีพฤติกรรมแปลกๆ และมีนิสัยที่น่ารำคาญ แต่คริสตจักรไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขาทุกคนต้องเข้ากันได้อย่างดี พื้นฐานแห่งมิตรภาพเป็นความสัมพันธ์ แบบครอบครัว พระเจ้าทรงเป็นบิดา และบิดาที่น่ารักนั้นสามารถเป็นเพื่อนกับลูกๆ ส่วนลูกๆ ที่เป็นพี่น้องกัน ก็ต้องรู้ใจพ่อด้วย พระเจ้าทรงเกลียดชังการนินทา การตำหนิ ความหน้าซื่อใจคด เพราะมันทำให้ครอบครัวของพระองค์เกิดความแตกแยก ริค วอรเน กล่าวว่า “เพื่อเห็นแก่มิตรภาพในคริสต์ คริสตจักรต้องทำลายอาวุธนิวเคลียร์ทางความสัมพันธ์อันได้แก่ การกล่าวโทษ การดูหมิ่น การเปรียบเทียบ การตั้งฉายา การเหยียดหยาม การเหน็บแนม”

พระคัมภีร์ จึงเตือนเราว่า “ท่านจงทิ้งตัวเก่าของท่านซึ่งคู่กับวิถีเดิมนั้นเสีย อันจะเสื่อมเสียไปสู่ความตายตามตัณหาอันเป็นที่หลอกลวงและจงให้จิตวิญญาณของท่าน เปลี่ยนใหม่และ ให้สวมสภาพใหม่ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า”(เอเฟซัส 4:22-24)

ประการที่สอง ต้องเชื่อฟังพระเจ้าด้วยความรัก (18-19) อับราฮัม โมเสส โยบ ดาวิด และอีกหลายคนถูกนับว่าเป็นมิตรกับพระเจ้าเพราะเขาเชื่อฟังสิ่งที่พระเจ้าตรัสและปรารถนาทำให้ถูกใจพระเจ้า ความบกพร่องของคริสตจักรเลาดีเซีย พระคริสต์ได้กำชับให้เขาทำสามสิ่ง คือ ให้ไปซื้อทองคำจากพระองค์เพื่อจะได้มั่งมีในแผ่นดินของพระเจ้าอย่างจริงนั่นคือเขาต้องมีความเชื่อวางใจในพระองค์ แสวงหาพระองค์ สอง ให้ไปซื้อเสื้อผ้าสีขาว นั่นคือ ความชอบธรรมทีสามารถปกปิดความเปลือยเปล่าฝ่ายวิญญาณ ความชอบธรรมนี้ได้มาโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์และมันก็ออกมาเป็นการประพฤติปฎิบัติที่เหมาะสมแก่แผ่นดินของเรา สิ่งที่ สามนั้นคือ เขาต้องรักษาดวงตาฝ่ายวิญญาณด้วยการรับเอาน้ำพระทัย พระประสงค์ของพระเจ้าเข้ามาในชีวิต เพื่อจะสามารถมองด้วยสายตาฝ่ายวิญญาณ พระเยซูทรงกำชับพวกเขาด้วยความรักแม้ไม่ได้พอพระทัยในการกระทำของเขาแต่พระองค์รักเขาและห่วงใยพวกเขา ไม่ประสงค์แม้มนุษย์คนเดียวจะพินาศ การตีสอนของพระเจ้า ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่น่าชื่นชม แต่เพื่อเขาจะได้เชื่อฟังและเป็นประโยชน์แก่ผู้นั้นหรืออาจจะเป็นผมและพี่น้องพระเจ้าจะทำ

พระเยซูตรัสว่า “เรารักผู้ใดเราก็ตีสอนผู้นั้น เหตุฉนั้นจงมีความกระตือรือร้นและกลับใจเสียใหม่” ความกระตือรือร้นไม่ใช่อารมณ์ที่รุ่นแรงเสียงดัง แต่เป็นบุคลิคภาพที่ขยันขันแข็งรวดเร็วจริงจังใส่ใจรับผิดชอบสม่ำเสมอ พระเยซูตรัสว่า “ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามที่เราสั่งท่านท่านก็จะเป็นมิตรสหายของเรา”(ยอห์น 15:14) การที่คริสเตียนประพฤติตามหรือเชื่อฟังพระเยซูคริสต์นั้น มิใช่เพราะเป็นหน้าที่ หรือเพราะความกลัว หรือการถูกบังคับ แต่เพราะเรารักพระองค์ เพราะองค์ทรงรักเราก่อน เราวางใจว่าพระเจ้าทรงทราบว่าอะไร ดีที่สุดสำหรับชีวิตของเรา เรารู้ว่ามิสหายของเราต้องการอย่างไร เราก็จะทำตามใจเขา พระเจ้าทรงประสงค์การกระทำที่เรียบง่ายที่เต็มไปด้วย การเชื้อฟัง มากกว่า การถวายเครื่องบูชาที่เป็นสัตว์ สิ่งของหรือการนมัสการ การปฎิบัติศาสนกิจ พิธีกรรม

พระเยซูได้เป็นแบบอย่างแห่งการเชื่อฟังเช่นนี้ พระองค์เชื่อฟังพระบิดา ในความเจ็บปวดกระทั่งความมรณา การเชื่อฟังในมิตรภาพกับพระเจ้าไม่ใช่หมายถึงการอยู่เฉยๆ แต่เป็นการเรียกให้เรารักคนอื่น รักคนที่ไม่น่ารัก ช่วยเหลือคนขัดสน แบ่งปันสิ่งของรักษาชีวิตให้บริสุทธิ์ ยกโทษ คืนดีต่อกันและนำคนมาหาพระองค์ ความรักก็จะกระตุ้นให้เราเชื่อฟังทันที

ประการที่ 3 หมั่นดูแลรักษาความสัมพันธ์(3.20-22) พระเยซูตรัสว่า “นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาผู้นั้นและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา” สิ่งที่คนเรารักษาไว้ยากที่สุดคือความสำเร็จ หลายคนที่ประสบความสำเร็จมักหลงกับความสำเร็จนั้นแล้วหล่นลงมา คริสเตียนเราหลายครั้งเราก็ละเลยความสัมพันธ์กับพระเจ้าคริสตจักรเมื่อมีกิจกรรมผู้คนต่างก็กระตือรือร้น แต่พันธกิจก็เฉยๆ เราต้องต่อไปในมิตรภาพกับพระเจ้า ให้ความกระตือรือร้นของเราเป็นเหตุให้พระเจ้าได้รับเกียรติ นักเทศน์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “คริสเตียนหลายคนเป็นการฟื้นฟูเป็นเหมือนยาเสพติด คือต้องฟังเรื่อยๆ ถ้าขาดไปไฟก็ดับ” เราไม่ต้องการเห็นภาพนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเรา เมื่อเราติดไฟแล้วไม่จำเป็นเป็นต้องติดไฟอีกเพียงแต่เติมฟืนให้ไฟนั้นลุกอยู่ตลอดเวลา ถ่านและฟืนคือพระวจนะของพระเจ้า การอธิษฐานและเป็นพยาน

การใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าอยู่เสมอ การอธิษฐานพูดคุยกับพระเจ้าตลอดเวลา เป็นพยานถึงเรื่องที่พระเจ้าทรงกระทำกับเราในแต่ละวัน เป็นการวัดถึงระดับความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า เป็นการพิสูจน์ถึงรากแห่งชีวิตที่เราหยั่งลงในพระเยซูคริสต์ พระองค์ต้องการมีสามัคคีธรรมกับเราทุกคน พระองค์ยืนเคาะอยู่ที่ประตูใจของพี่น้องและผม ถ้าเราเปิดออกรับพระองค์จะเข้ามามีสามัคคีธรรมกับเรา การรับประทานอาหารร่วมกันเป็นการแสดงออกถึงความมีมิตรภาพต่อกัน ความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว ในหมู่คณะ ในหนังสือกิตติคุณทั้งสี่เล่มเราพบว่าพระเยซูมีความปรารถนาอันแรงกล้าเป็นอันมากที่จะรับประทานอาหารกับเราทุกคน พระองค์ทรงทำการอัศจรรย์ครั้งแรกที่บ้านคานา ทำให้น้ำกลายเป็นเหล้าองุ่นเพื่อเลี้ยงฉลองงานสมรสอย่างมีความสุข พระองค์ทรงร่วมโต๊ะอาหารกับคนเก็บภาษีอย่างมัทธิวและศักเคียส ทรงเลี้ยงคนห้าพันคน สี่พันคน ทรงรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายกับสาวก หลังจากเป็นขึ้นจากความตายแล้วพระองค์ทรงตามหาสาวกที่ทะเลสาบและย่างปลาเป็นอาหารเช้ารอพวกเขา วันนี้พระองค์ทรงรออาหารมื้อมิตรภาพในชีวิตของพี่น้องและผม พระเจ้าทรงรักและห่วงใยเราทุกคน พระองค์ทรงติดตามหาขณะที่เราเจ็บป่วย เผชิญกับความทุกข์ยากลำบากในชีวิต ขณะที่เรากำลังหลงทาง ออกห่างจากพระองค์ ออกห่างจากคริสตจักร ออกห่างจากครอบครัว พระองค์เคาะที่ประตูใจของเรา เพียงเราเปิดประตูออกต้อนรับพระองค์จะเข้ามามีส่วนร่วมกับเราทุกกรณีในชีวิต

การรักษาความสัมพันธ์กับพระเจ้าไม่ได้หมายความว่าเราต้องแยกตัวออกจากโลก อธิษฐานอยู่กับพระเจ้านานเท่านั้น เราสามารถคุยกับพระเจ้าในรถขณะขับรถ คุยกับพระองค์ขณะกำลังซื้อของ คุยกับพระองค์ขณะทำงาน แม้จะมีปัญหาหรือไม่มีก็ตาม คุยได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกโอกาส ทำตามพระวจนะของพระเจ้าจนเป็นรูปแบบชีวิตของเรา เราจะไม่ยอมละทิ้งความรักดั้งเดิมเมื่อเรารักแรกพบพระองค์แต่จะรักมากขึ้นทุกวันๆ จะไม่เหมือนเลาดีเซียที่เป็นแต่อุ่นๆ ที่พระเจ้าจะทรงบ้วนออกจากปาก เมื่อเราได้หยั่งรากความเชื่อลงในความสัมพันธ์กับพระเจ้าด้วยการรับบัพติศมาเข้าในพระองค์ ให้เราละทิ้งทางเดิมของตัวเอง ให้เราเข้าสนิทอยู่ในพระเยซูคริสต์ ให้พระองค์เข้ามามีส่วนในชีวิตของเรา เชื่อฟังพระองค์ รักษามิตรภาพไว้ พระเยซูตรัสว่า “เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย” ใครมีหูก็ให้ฟังข้อความซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้ตรัสไว้แก่คริสตจักรทั้งหลายเถิด อาเมน.