100 ปี สืบสานและส่งต่อ

มิถุนายน 2022 : เดือนแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์

นมัสการ ภาคเช้า 2014-01-12

ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์ หัวข้อ : ให้พระเจ้าดูแล
โยบ 10:11-14
โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์

โยบ 10.11-14 "พระองค์ทรงห่มข้าพระองค์ไว้ด้วยหนังและเนื้อและทรงสานข้พระองค์ด้วยกระดูกและเส้นเอ็น พระองค์ทรงประสาทชีวิตและความรักมั่นคงแก่ข้าพระองค์และความดูแลรักษาของพระองค์ได้สงวนจิตวิญญาณข้าพระองค์ไว้ แต่สิ่งต่อไปนี้พระองค์ทรงซ่อนไว้ในพระทัยของพระองค์ ข้าพระองค์ทราบว่านี่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ ถ้าข้าพระองค์ทำบาป พระองค์ทรงหมายข้าพระองค์ไว้ และไม่ทรงปล่อยตัวข้าพระองค์ให้พ้นโทษความบาปผิดของข้าพระองค์"

คำนำ The Futurist นักอนาคตศาสตร์ ได้คาดการณ์ไว้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รูปแบบการดำรงชีวิตที่อาจเปลี่ยนแปลงหรือหายไปในอีกไม่กี่ปี

อันดับที่ 1 ความเหลื่อมล้ำทางวัฒนธรรม ภาษา และการศึกษา สมาร์ทโฟนทำให้คนรุ่นใหม่ในปี ค.ศ. 2020 สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้จากทั่วโลกอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นการศึกษาที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาครูผู้สอน เยาวชนในยุคนั้นจะใช้ภาษาของประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นหลัก เช่น ภาษาอังกฤษและภาษาจีน และจะซึมซับวัตนธรรมที่คล้ายคลึงกัน ทำให้ความเหลื่อมล้ำต่างๆ หายไป แต่ในข้อดีก็มีข้อเสียปนอยู่ นั่นคือ ในปี 2030 ภาษาจำนวน 3 พัน ภาษาจากที่มีอยู่ทั้งหมดในปัจจุบัน 6 พันภาษาจะหายสาบสูญไป รวมถึงคนรุ่นต่อๆ ไปอาจจะไม่มีความเข้าใจและความอดในความแตกต่างด้านวัฒนธรรม

อันดับที่ 2 ระบบการศึกษาในปัจจุบัน เทคโนโลยีจะลบล้างระบบการศึกษาที่แบ่งกลุ่มนักเรียนตามอายุการเลื่อนระดับชั้นเรียนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล นักเรียนจะมีโอกาสในการค้นพบและเลือกสาขาความเชี่ยวชาญได้เร็วขึ้น (เช่นเดียวกับนักกรีฑาในปัจจุบัน ที่นักกรีฑาสามารถเลือกสาขากีฬาที่ตนชอบได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก) แม้ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะฟังดูดี แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ บริษัทผู้นำด้านโทรคมนาคมบางแห่งอาจจะกลายเป็นผู้ควบคุมการศึกษาของคนในอนาคต เพราะพวกเขามีเครื่องมือสื่อสารทั้งหมดอยู่ในมือ

อันดับที่ 3 รูปแบบของสหภาพยุโรป ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้าในประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปจะแตกต่างไป โดยข้อจำกัดต่างๆ จะถูกทำลายลงและจะมีการปกครองแบบรัฐบาลเดียว สหภาพยุโรปจะกลายเป็นสหรัฐยุโรป (United Europe)และพูดภาษาเดียวกัน

อันดับที่ 4 งาน ในปี ค.ศ. 2030 งานกว่า 2 พันล้านตำแหน่งจะหายสาบสูญไป เทคโนโลยีที่เป็นปัจจัยสำคัญคือ เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต เทคโนโลยีหุ่นยนต์ เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ เทคโนโลยีการจัดแต่งพันธุกรรม และอื่นๆ อย่างไรก็ตามแม้เทคโนโลยีเหล่านี้จะทำลายงานแบบดั้งเดิม ขณะเดียวกันก็สร้างงานรูปแบบใหม่ๆ ที่เราอาจจะคิดไม่ถึงขึ้นเช่นกัน

อันดับที่ 5 ร้านค้า ห้างร้านต่างๆ ในปี 2030 จะไม่ใช่ห้างร้านในรูปแบบที่เรารู้จักอีกต่อไป ผู้บริโภคจะใช้อินเตอร์เน็ตในการศึกษาคุณสมบัติ ความสามารถ และราคาของสินค้า จากนั้นก็แวะไปที่ห้างร้านเพื่อทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ซึ่งจะมีเพียงหุ่นยนต์คอยให้บริการ และตอบคำถามพื้นฐานของผู้ที่สนใจ จากนั้นผู้บริโภคก็จะสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ เมื่อพวกเขากลับถึงบ้าน ก็จะพบกับสินค้าที่เพิ่งสั่งไว้ตั้งรออยู่ที่หน้าประตู

อันดับที่ 6 หมอ ในปี 2030 เทคโนโลยีจะทำให้การตรวจวินิจฉัยโรคบางอย่างสามารถทำได้เองที่บ้านของคุณ สมาร์ทโฟนและเทคโนโลยี Cloud computing จะสามารถตรวจระดับน้ำตาลระดับออกซิเจน ระดับการเต้นของหัวใจ และอื่นๆ ได้ หุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่แพทย์ผ่าตัด แพทย์จะมีจำนวนน้อยลงและจะต้องเป็นแพทย์ที่มีความสามารถสูงเท่านั้น พวกเขาจะสามารถปฏิบัติงานได้จากทุกแห่งทั่วโลกผ่านระบบควบคุมทางไกล จะมีเพียงบุคคลสำคัญๆ หรือผู้ที่มีความสามารถทางการเงินสูงที่ได้รับสิทธิพิเศษในการรับการรักษาจากแพทย์จริงๆ

อันดับที่ 7 กระดาษ นอกจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และเอกสารต่างๆ ที่พิมพ์ลงบนกระดาษจะหายไปแล้ว ธนบัตรก็จะหายไปด้วย ทุกอย่างจะอยู่ในรูปแบบดิจิตอล โรงพิมพ์จำนวนมากต้องปิดกิจการหนังสือที่เป็นรูปเล่มพิมพ์บนกระดาษแม้จะไม่หายสาบสูญไปโดยสิ้นเชิง แต่ที่จะพบได้จะเป็นหนังสือที่พิมพ์โดย Self-Publishing หรือการจัดพิมพ์ด้วยตนเอง

อันดับที่ 8 ประสบการณ์แบบดั้งเดิมของมนุษย์ ในอนาคตจะไม่มีคำว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล” เพราะข้อมูลของเราทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นวันเดือนปีเกิด ประวัติการศึกษาหมายเลขบัตรเครดิต ประวัติการรักษาพยาบาล จะถูกบันทึกและบุคคลอื่นๆ จะสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ต่อไป เราจะขาด “การไตร่ตรอง” เพราะสมาร์ทโฟนและเทคโนโลยีการสื่อสารอื่นๆ ทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ทุกที่ทุกเวลา นอกจากนั้น เทคโนโลยีในอนาคตจะสามารถตรวจรับการรับรู้ต่างๆ ของร่างกายเราได้ เช่น จังหวะการเต้นของหัวใจระหว่างการออกกำลังกาย และคอยให้คำแนะนำว่าเราควรจะหยุดหรือเร่งการออกกำลังกายเทคโนโลยีเหล่านี้จะทำให้เราไม่มีโอกาสที่จะครุ่นคิดและสื่อสารกับร่างกายของเรา “การรอคอย” จะกลายเป็นสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย เพราะทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการฝาก-ถอนเงิน สั่งอาหารจองบัตรโดยสารต่างๆ สามารถทำได้ทันทีผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และ เทคโนโลยียังสามารถบอกเราได้อีกว่า ขณะนี้ที่สนามบินมีผู้โดยสารมากน้อยแค่ไหนและเราควรมาถึงสนามบินเวลาใดเพื่อหลีกเลี่ยงการรอคอย นอกจากนั้นเราก็จะไม่ “หลงทาง” เพราะเทคโนโลยีจะคอยบอกตำแหน่งของเราและแนะนำเส้นทางได้อยู่ตลอดเวลา

อันดับที่ 9 สมาร์ทโฟน เทคโนโลยีทุกวันนี้มีอายุสั้น สมาร์ทโฟนเองก็จะกลายเป็นเทคโนโลยีล้าสมัยในอนาคตอันใกล้เช่นกัน เทคโนโลยีในยุคต่อไปจะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถสวมใส่ได้ เช่นที่เราได้เห็นกันเมื่อไม่นานที่ผ่านมา คือ Google glasses ยิ่งไปกว่านั้นเราเตรียมบอกลาคีย์บอร์ดหรือเม้าส์ไปได้เลย นักอนาคตได้คาดการณ์ไว้ถึงเทคโนโลยีที่จะเป็นที่นิยมในอนาคต คือ Intelligent Web (2017 – 2020), Intelligent Interface และ Virtual Reality (2019 – 2023), Thought power และ AI หรือ Artificial Intelligence (2024 – 2031)

อันดับที่ 10 ความไม่ปลอดภัย ต่อไปเราจะไม่มีอุบัติเหตุบนถนน เพราะยานพาหนะจะสามารถสื่อสารกันได้และหลีกเลี่ยงการปะทะกันได้ การโจรกรรมจะสิ้นสุดลง เพราะของมีค่าทุกอย่างจะถูกติดตั้งเครื่องมือติดตามตัว ซึ่งจะมีขนาดเท่ากับอนุภาคเล็กๆที่สามารถใส่ไว้กับวัสดุใดก็ได้

ที่จริงในพระธรรมวิวรณ์มีสิ่งที่น่ากลัวมากกว่านั้นอีก ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การกันดารอาหาร การคุกคามของภัยธรรมชาติ ที่กล่าวมานี้ สำหรับลูกของพระเจ้า ไม่ได้ทำให้เกิดความกลัว เพราะเรารู้ว่าพระเจ้าเฝ้าดูเราอยู่ และเราต้องทำส่วนของเรา คือให้พระเจ้าดูแล โดยการเชื่อฟังพระองค์ ทำตามที่พระองค์ต้องการ จัดตัวเองให้อยู่ในเงื่อนไขและพระสัญญาของพระเจ้า

เนื้อหา โยบได้โอดครวญ เมื่อเขาประสบกับความทุกข์ยากลำบาก ความทรมานทางกายและจิตใจของเขาเจ็บปวดและลึกจนยากที่จะพรรณนาได้ ระหว่างที่ท่านอยู่ในห้วงทะเลที่บ้าคลั่งและมรสุมลูกแล้วลูกเล่าที่เข้ามาปะทะกับชีวิตไม่ว่าจะเป็นความเจ็บไข้ได้ป่วย การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ทรัพย์สมบัติที่ส่ำสมมาตลอดชีวิตถูกกวาดหายไปในชั่วพริบตาเดียว แต่โยบรู้ว่าพระองค์ทรงเฝ้าดูท่านอยู่ และท่านกล่าวคำที่ยิ่งใหญ่ว่า “I know you are watching me”

มีเรื่องเล่าว่าเด็กเล็กเล็กในวัยเตาะแตะ ต้องอยู่ในสายตาของพ่อแม่ตลอดเวลานั้น เธอถือโอกาสในช่วงจังหวะที่แม่ละสายตาจากเธอชั่วครู่ เพื่อเข้าไปในครัว จัดเตรียมอาหารบางอย่างอย่างรวดเร็ว และจะได้กลับมาดูแลเธอ เด็กคนนี้ ฉวยโอกาสนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอได้คลานขึ้นบันได ซี่งเป็นกิจกรรมที่ท้าทาย เพราะเธอไม่เคยทำมาก่อน เมื่อคลานขึ้นไปได้หกเจ็ดขั้น แม่ของเธอก็เดินกลับมาและอุทานด้วยความตกใจ ท่านคิดว่า แม่ของเธอจะทำอย่างไร? มีผู้เสนอ 3 แนวทางที่เป็นไปได้ คือ

  1. คุณแม่ของเด็กคนนี้เดินขึ้นไป และเอามือผลักให้เด็กตกลงมาเพื่อให้เป็นบทเรียนว่าทีหลังอย่าทำ
  2. คุณแม่ของเธอก้าวขึ้นไปด้วยความโมโห และดุด่า ว่าเธอเป็นเด็กสารเลว พร้อมทั้งฟาดเธออย่างแรง
  3. แม่ของเธอไม่ทำทั้งข้อ 1 และ ข้อ 2 แต่รีบวิ่งขึ้นไปอุ้มและช่วยเธอไว้ไม่ให้ตกจากบันได

ข้าพเจ้าเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เลือกทำในข้อที่ 3 เพราะนั่นคือวิธีการที่ถูกต้องของพ่อแม่ที่ดี พวกเราทั้งหลายซึ่งเป็นลูกของพระเจ้า เราเคยรู้สึกว่าพระเจ้ากำลังเฝ้าดูเรา การเฝ้าระวังของพระเจ้าไม่เหมือนกับพ่อแม่บนโลกนี้ที่มีการละสายตาได้บ้าง แต่พระองค์ผู้ทรงอารักขาและเฝ้าดูเรานั้น ไม่เคยหลับหรือนิทรา (สดด.121) แต่น่าเสียดายที่เราไม่ค่อยรู้สึกว่าพระองค์ทรงเฝ้าดูเราและพระองค์ห่วงใยเรา และเราควรให้พระเจ้าดูแลเรา

โยบเองนั้นตระหนักและสัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงดูแลท่าน และห่วงใยท่าน ท่ามกลางการสูญเสีย หลังจากการอธิษฐานและคำวิงวอนที่ดูเหมือนจะไม่ได้คำตอบทันที แต่ท่านฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า “พระองค์ทรงเฝ้าดูท่าน” แต่ท่านรู้สึกแตกต่างกันใน 3 ความเป็นไปได้ ดังนี้

1. ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก โยบมีความรู้สึกว่าพระเจ้าไม่ใส่ใจท่านอีกต่อไป ดูเหมือนพระเจ้าต้องการให้ความชั่วชนะความดีในที่สุด พระองค์ต้องการให้โยบเผชิญกับชะตากรรม ให้โยบหวาดระแวง สงสัย ให้รู้สึกว่าพระเจ้ากำลังทำกับเขาในลักษณะของการผลักให้ตกลงอย่างไม่มีเหตุผล เขารู้สึกว่าพระเจ้าไม่ได้อยู่ข้างเขา พระเจ้ากำลังทำลายผลงานที่พระองค์สร้างไว้ เหมือนช่างปั้นหม้อทุบภาชนะเครื่องเคลือบดินเผาที่ตนเองสร้างขึ้น เมื่อพบว่าไม่เป็นที่น่าพอใจ หรือพระเจ้าเหมือนกับศิลปิน ที่สร้างสรรค์งานศิลปะ และเห็นจุดบกพร่องของงานของเขา และตัดผลงานภาพวาดนั้นออกเป็นชิ้น ๆ โยนลงถังขยะ หรืออาจมีความรู้สึกว่า โลกและทุกคนไม่ได้อยู่ข้างเขา ต่อต้านเขา ความล้มเหลวเกิดขึ้นซ้ำซาก (ซวยซ้ำซาก)

มีผู้หญิงคนหนึ่งได้มาขอคำปรึกษา ชีวิตของเธอ สุขภาพแย่ลง มีโรคประจำตัว เจ็บออด ๆ แอด ๆ เมื่อไม่นานมานี้ถูกเลิกจ้างอย่างไม่มีเหตุผล แม่อายุมากที่บ้านก็ป่วยด้วยโรคร้าย และเธอก็มีปัญหากับสามีของเธอ เพราะสามีก็มีปัญหากับลูก ลูกไม่ยอมรับพ่อ เมื่อเธอคิดถึงพระเจ้า ว่าพระเจ้าเฝ้ามองเธออยู่ แต่ความรู้สึกที่มีต่อพระเจ้านั้นเป็นไปในทางลบ เมื่อเธอปรึกษาเพื่อน เพื่อนของเธอก็ยุให้เธอหย่ากับสามี ให้เลี้ยงลูกคนเดียว ให้ไปทำงานที่สุ่มเสี่ยงกับการผิดกฎหมาย เธอมีความรู้สึกว่าเหมือนถูกผลักตกลงจากบันได เหมือนเด็กเล็ก ๆ คนนั้น นี่คือความรู้สึกหนึ่งของโยบ

2. โยบเคยคิดว่าพระเจ้าเฝ้าดูท่านและปล่อยให้ท่านอยู่ในภาวะการณ์แห่งความทุกข์ยากลำบากเช่นนี้ เพราะต้องการลงโทษท่านให้สาสม ประจานท่านให้กับเพื่อนสนิทของท่านและชาวโลกรู้ว่า คนที่ทำบาปแม้จะเล็กน้อยที่สุดก็ตาม ก็ต้องได้รับโทษเช่นนี้ เป็นการใช้โยบเพื่อเป็นเครื่องมือให้คนอื่นได้รู้ว่านี่คือการประจาน ซึ่งเป็นผลพวงของคนที่คิดว่าตนเองชอบธรรม

บางครั้งชีวิตของเราอาจชอบธรรมในสายตาของเราเอง แต่สังคมและชาวโลกไม่ค่อยรู้สึกดีเมื่อเราทำดีเท่าใดนัก แต่หากเราทำพลาดขึ้นมา แม้แต่ครั้งเดียว ผู้คนมักประจานและลงโทษ และยังตั้งข้อกล่าวหาให้หนักขึ้น ควานหาจุดผิดเพื่อประจานและลงโทษให้สาสม

มีอาจารย์ที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์ซึ่งชอบประจานนักศึกษา โดยการแจกผลการสอบในชั้นเรียน โดยเรียกชื่อให้นักศึกษาออกมารับเกรดโดยเรียงจากเกรด A เรื่อยไปจนถึง F ท่านคิดว่าพระเจ้าของเราเฝ้ามองเราด้วยท่าทีเช่นนั้นหรือ ไม่ใช่แน่นอน และพระองค์ไม่ได้ดุด่า ว่าร้ายเรา และลงโทษเรา ด้วยความโกรธแค้นเพื่อประจานเรา

โยบกล่าวว่า “พระองค์ห่มข้าพระองค์ไว้ด้วยเนื้อและหนังและสานข้าพระองค์ด้วยกระดูกเส้นเอ็น” ดังนั้นจึงควรเป็นทางเลือกที่สาม คือ พระองค์ประสาทชีวิตและความรักมั่นคงแก่ข้าพระองค์ และความห่วงใย การดูแลรักษาของพระองค์ได้ช่วยจิตวิญญาณข้าพระองค์ให้รอด สิ่งนี้ควรที่จะเป็นการนึกขึ้นมาหรือการสำนึกได้ที่รวดเร็วที่สุดของเราที่เป็นลูกของพระองค์เช่นเดียวกัน เหมือนกับแม่ที่รีบวิ่งขึ้นไปบนขั้นบันได ยื่นมือของเธอออก ฉวยลูกของเธอไว้และช่วยไม่ให้ลูกตกบันได ให้เราเห็นภาพของพระเจ้าผู้เฝ้ามองดูเราด้วยความห่วงใย จะยื่นพระหัตถ์ของพระองค์ประคับประคองโอบอุ้มเราไว้ เหมือนดั่งเพลงที่จะเปิดให้ท่านได้ยินได้ฟัง God Will Take Care of You.

ประเด็นที่สองของการให้พระเจ้าดูแล ให้เราจัดตัวเองให้เข้าสู่เงื่อนไข การรับการดูแลจากพระเจ้า ดังนี้

1. พระเจ้าจะดูแลผู้ที่ยอมรับว่าตนเองอ่อนแอ ผู้ที่ยอมสละความคิดที่ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากตัวเราเอง เราคือพระเจ้า การยอมรับว่าเราเป็นผู้ที่ถูกสร้าง ต้องพึ่งพาพระเจ้าผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงรู้จักเราและให้พระองค์มาเป็นที่หนึ่งในชีวิตของเรา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย แต่ทำยาก เพราะเรามีแนวความคิดเดิมคือการพึ่งตัวเองก่อนสิ่งอื่นใด งานของเราไม่ได้เริ่มต้นด้วยการขอให้พระเจ้านำหน้า เมื่อผิดหวัง ไม่ประสบความสำเร็จ จึงค่อยทูลขอให้พระเจ้าช่วย คริสเตียนบางคนมีความศรัทธาน้อยกว่าคนที่ไม่เป็นคริสเตียนเสียอีก ตัวอย่างเช่น คนจีนทุกเช้าเขาตื่นขึ้นมาต้องไหว้พระ ไหว้ศาลพระภูมิ เพื่อที่จะช่วยให้เขาขายของได้ แต่คริสเตียนเราไม่ค่อยได้อธิษฐานทุกวันเช้า-เย็น เพราะเราคิดว่าเราทำได้ โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า (อสย.41.8-10)

2. พระองค์ทรงดูแลคนที่สัตย์ซื่อ (สดด.31.23)

3. พระองค์ทรงดูแลคนของพระองค์ (ยน.17.11 เป็นคำอธิษฐานของพระเยซูที่ขอพระเจ้าพิทักษ์รักษาคนที่พระเจ้าประทานแก่พระองค์ ปกป้องพวกเขาไว้จากความพินาศ

สรุป พระเจ้าเป็นพระเจ้าผู้ทรงรักษาสัญญาเมื่อเราอยู่ในเงื่อนไขแห่งพันธสัญญาของพระองค์ และสิ่งนี้คือพระคุณที่ทรงประทานให้กับเราเหมือนอย่างที่ประทานให้กับยาโคบ เมื่อเรามอบชีวิตเชื่อฟังพระองค์ ให้พระเจ้าดูแลชีวิตของเราเพราะพระองค์ทรงห่วงใยเราทั้งหลาย ให้เราละความกระวนกระวาย เรื่องความกังวลใจเรื่องวันพรุ่งนี้ไว้กับพระองค์ และอย่าปล่อยให้อดีตที่ไม่สมหวังหรือความล้มเหลวมีผลต่อชีวิตในปัจจุบันของเรา และให้เรายึดสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับยาโคบในปฐก. 28.15

การดูแลจากพระเจ้าก็คือการที่พระเจ้าจะไม่ให้อะไรที่เกินกว่าที่คุณจะรับมือได้ นั่นคือ ปัญหาอุปสรรคที่พอเหมาะ และพระพรที่พอดี และพอเพียงเสมอ