100 ปี สืบสานและส่งต่อ

กรกฎาคม 2022 : เดือนแห่งดนตรีคริสตจักร

นมัสการ ภาคเช้า 2013-12-08

อ.ประยูร ลิมะหุตะเศรณี หัวข้อ : ประกาศการเสด็จมา
ลูกา 1:31-33
โดย อ.ประยูร ลิมะหุตะเศรณี

ประกาศการเสด็จมาของพระคริสต์

“ดูเถิด เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู บุตรนั้นจะเป็นใหญ่ และจะทรงเรียกว่าเป็นบุตรของพระเจ้าสูงสุด พระเจ้าจะทรงประทานพระที่นั่งของดาวิดบรรพบุรุษของท่านให้แก่ท่าน และท่านจะครอบครองพงศ์พันธุ์ของยาโคบสืบไปเป็นนิตย์ และแผ่นดินของท่านจะไม่รู้จักสิ้นสุดเลย” ลก. 1:31-33

นี่เป็นคำประกาศของทูตสวรรค์เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ในเวลานั้น คำประกาศนี้เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ในเทศกาลคริสต์มาสเ เพราะว่ามักจะมีการอ่านข้อพระธรรมนี้กัน แต่การประกาศนี้มีขึ้นมาก่อนที่พระเยซูจะทรงมาบังเกิดเสียอีก แต่เมื่อการประกาศนี้เสร็จสิ้นลงนางมารีย์ก็ได้ตั้งครรภ์ สำหรับการแบ่งปันจากข้อพระธรรมในวันนี้ก็จะขอแบ่งออกเป็น 5 ประการด้วยกัน

1. พระคริสต์ที่ทูตสวรรค์ได้ประกาศนั้นคือองค์เยซูพระผู้ช่วยให้รอด พระธรรมลูกา 1:31 “ดูเถิด เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู” เราสังเกตว่าทูตสวรรค์ได้ประกาศการเสด็จมาของพระคริสต์ให้นางมารีย์ ที่ทางกายภาพนั้นเป็นพระมารดาของพระเยซูคริสต์ เพื่อแม่จะได้รูจักลูก เพื่อนางมารีย์จะรู้จักองค์พระเยซู ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด และพระเจ้าเปิดเผยให้นางมารีย์ได้รู้จักพระคริสต์ผ่านทางพระนามของพระองค์ว่า “เยซู” ที่แปลว่า “ผู้ช่วย”

มธ. 1:21 “เธอจะประสูติบุตรชาย แล้วเจ้าจงเรียกนามท่านว่า เยซู เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่จะโปรดช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา” ทูตสววรค์ได้บอกแก่นางมารีย์อีกว่าพระคริสต์ที่จะมาบังเกิดนั้น จะเป็นผู้ที่ช่วยมนุษย์โดยเฉพาะชนชาติของท่าน แต่แน่นอนว่าพระองค์ไม่เพียงจะมาช่วยคนอิสราเอลให้พ้นจากความผิดบาปเท่านั้น แต่ช่วยมวลมนุษย์ทั้งหลายให้พ้นจากความผิดบาปด้วยเช่นกัน และคำว่าช่วยให้พ้นจากความผิดบาปนั้นไม่ได้หมายความว่าช่วยให้พ้นจากโทษของความผิดบาป แต่พระองค์ทรงรับโทษแทนท่าน และเพื่อให้เราสำนึกว่าเราทำบาป และโทษของความบาปคือความตาย ไม่มีใครหลุดพ้นจากโทษของความผิดบาปได้ และไม่มีใครช่วยใครได้ในเรื่องนี้ แต่พระเจ้าได้มารับโทษแทนเรา ให้เราพ้นจากความผิดบาป และไม่ต้องมาทำบาปอีก เราที่ได้รับพระคุณจากพระเจ้าผ่านการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์บนไม่กางเขน เราต้องไม่ไปทำบาปอีก

ลก. 2:14 “พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น” นี่เป็นบทเพลงของทูตสวรรค์แห่งการประกาศการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์บนแผ่นดินโลก พระองค์มาประสูตรไม่เพียงแต่เพื่อช่วยให้มนุษย์พ้นจากความผิดบาปเท่านั้น แต่ช่วยให้มนุษย์ทั้งปวงได้มีสันติสุข สันติสุขนั้นไม่ได้มาจากระบบใดๆ ที่สร้างขึ้นมาในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบอะไรที่ก่อให้เกิดสันติภาพนั้น ไม่มีระบบไหนที่สามารถทำได้ เพราะว่าผู้คิดนั้นเป็นมนุษย์ที่มีธรรมชาติในตัว มันจึงไม่สามารถบังเกิดขึ้นมาได้ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์สันติราช และมีบุรุษเพียงผู้เดียวในสากลจักรวาลที่เป็นองค์สันติราชก็คือองค์พระเยซูคริสต์ พระองค์เท่านั้นที่จะนำสันติภาพมาสู่มนุษยชาติได้

เช่นนั้นแล้วสันติภาพของประเทศไทยขึ้นอยู่กับคริสตจักรของพระเยซูคริสต์ แล้วเราทั้งหลายได้เป็นรังสีแห่งสันติภาพขององค์สันติราชแผ่ออกไปสู่ชุมชน สังคมอย่างชัดเจนแค่ไหน อย่างน้อยเราควรที่จะอธิษฐานต่อพระเจ้าผู้เป็นองค์สันติราชวิงวอนขอให้เกิดสันติภาพขึ้น ขอพระวจนะของพระเจ้าเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของท่าน ให้เรารู้จักองค์พระเยซู ให้องค์สันติราชเกิดขึ้นในชีวิตของเราจริงๆ พระองค์เสด็จมาเพื่อเป็นที่พึ่งของมนุษยชาติทุกยุค ทุกสมัย ทุกเพศ ทุกวัย เพื่อนำสันติภาพมาสูมนุษยชาติที่มีชีวิตสับสนวุ่นวาย วันนี้เราไม่สามารถจะพึ่งอะไรได้ แต่มีเพียงบุรุษผู้หนึ่งที่เราจะพึ่งได้คือองค์พระเยซูคริสต์ เราอาจจะไม่ไว้วางใจมนุษย์คนใดเลยได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เราก็เลยไม่คิดจะพึ่งใครอีกแล้วนอกจากจะพึ่ง “อะไร” ดี แล้วเราก็คิดว่าไม่มีอะไรที่พึ่งได้ดีไปกว่า “เงิน” เราเลยทุ่มเททุกอย่างเพื่อที่จะได้เงินเยอะๆ เป็นที่พึ่ง เป็นฐานความมั่นคงของเราในอนาคต แต่วันนี้พระคริสต์ได้ถูกประกาศผ่านทูตสวรรค์ว่าพระองค์เป็นที่พึ่งที่แท้จริง ขอให้เราทั้งหลายที่เป็นคริสเตียนได้แสดงอย่างชัดเจนว่า เรามาพึ่งพระเยซู ในทุกๆ เรื่อง ตลอดไปจนถึงลูกหลานของเรา

2. พระคริสต์ที่ทูตสวรรค์ได้ประกาศนั้นเป็นพระบุตรของพระเจ้าสูงสุด ลก 1:32 “บุตรนั้นจะเป็นใหญ่ และจะทรงเรียกว่าเป็นบุตรของพระเจ้าสูงสุด พระเจ้าจะทรงประทานพระที่นั่งของดาวิดบรรพบุรุษของท่านให้แก่ท่าน” นั่นคือองค์พระคริสต์ที่ได้ประกาศนั้นคือองค์พระเจ้าที่เรานมัสการ นอกจากที่พระองค์จะเป็นที่พึ่งของมนุษยชาติทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นจิตวิญญาณ สุขภาพร่างกาย จิตใจ สติปัญญา สภาพความเป็นอยู่ ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์แล้ว พระองค์เป็นที่พึ่งของจิตวิญญาณในด้านการนมัสการ เรามีชีวิตในการนมัสการพระเจ้าแค่ไหน อย่าให้พระองค์เป็นเพียงพระองค์หนึ่งที่ต้องบน และเมื่อได้รับแล้วก็ต้องแก้บน จะเจอเมื่อเราเดือดร้อน ให้พระองค์เป็นหนึ่งในสิ่งที่ชีวิตเราเรียกร้อง ขอให้พระเจ้าช่วยเราอย่าให้มีสิ่งใดในค่านิยมของโลกนี้มาบดบังจนทำให้เราสูญเสียจิตวิญญาณในการนมัสการพระเจ้าไป รม. 12:1-2 “พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม” สิ่งที่ดียอดเยี่ยมสำหรับมนุษย์ในน้ำพระทัยพระเจ้าก็คือ มนุษย์จะใช้เวลาในการนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง ขอให้เราตรวจสอบชีวิตในการนมัสการพระเจ้าของเราว่าเป็นอย่างไร อย่าให้เป็นแค่เพียงการมาโบสถ์ในเช้าวันอาทิตย์เท่านั้น ชีวิตของเราต้องดำเนินไปภายใต้ท่าทีแห่งการนมัสการ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือประชุมถ้าเรามีท่าทีแห่งการนมัสการพระเจ้าแล้ว เราจะรู้สึกได้ถึงการทรงนำของพระองค์

3. พระคริสต์ที่ทูตสวรรค์ได้ประกาศนั้นทรงเป็นกษัตริย์แห่งบัลลังค์ของดาวิด เพื่อปกครองพงศ์พันธุ์ของยาโคบตลอดไปเป็นนิจ ให้เราทั้งหลายได้ตระหนักว่าชีวิตของเราทั้งหลายในแต่ละวันอยู่ภายใต้การปกครองของพระเยซูคริสต์ พระองค์เป็นกษัตริย์ในชีวิตของเราหรือไม่ เรามีบัลลังค์ของพระองค์ในจิตใจแล้วหรือยัง หรือว่าเรายังให้พระองค์นั่งอยู่ที่บัลลังค์ของคนอื่นแล้วเมื่อถึงวันที่เราเดือดร้อน เราก็จะกราบทูลพระองค์ที่อยู่ในใจของใครก็ไม่รู้ ชีวิตที่ผ่านมาเราอยู่ภายใต้ใคร เราให้ใครเป็นผู้ปกครองชีวิตของเราในแต่ละวัน ถ้าไม่ใช่พระองค์แล้วแน่นอนว่าจะต้องมีสิ่งอื่นๆ เข้ามาปกครองแทน เช่น เพื่อน ค่านิยมในสังคม ความสำเร็จ ความสามารถ ความรู้ของเราเอง ขอพระเจ้าทรงโปรดช่วยเรา ให้พระองค์ได้เป็นกษัตริย์ในชีวิตของเราแล้วหรือยัง แล้วชีวิตของเราจะปลอดภัยและประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

4. พระคริสต์ที่ทูตสวรรค์ได้ประกาศนั้นทรงเป็นองค์อิมมานูเอล มธ. 1:23 “ดูเถิด หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล (แปลว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเรา)” อิมมานูเอลแปลว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วยตลอดเวลา และการทรงสถิตอยู่ด้วยกับมนุษย์ตามที่เปิดเผยในพระคัมภีร์นั้นเป็นเอกลักษณ์ของพระเจ้า ที่เป็นการสำแดงความรัก ความเมตตาต่อมนุษยชาติ พิจารณาพระคัมภีร์ในเรื่องชีวิตของโยเซฟ ไม่ว่าจะเป็นตอนไหนที่โยเซฟประสบกับปัญหาในชีวิต ในพระคัมภีร์ลงท้ายตลอดว่า “แต่พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ”

ในชีวิตของแซมสันก็เช่นกัน แต่เมื่อใดที่แซมสันไม่ปล่อยให้พระเจ้าได้มีโอกาสสถิตในใจของเขา ชีวิตของเขาก็เจอกับหายนะ แต่เมื่อเขาได้กลับใจใหม่เรียกร้องการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า แล้วความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในชีวิตของแซมสันก็ปรากฏ แต่จากการประกาศของทูตสวรรค์ในการลงมาบังเกิดของพระเยซูคริสต์ต่อมนุษย์ว่า จากนี้เป็นต้นไปพระเจ้าจะสถิตอยู่กับมนุษย์ตลอดเวลา ทุกสถานที่ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายเพียงใด พระเจ้าอยู่กับเราที่นั่น พระองค์ทรงเป็นองค์อิมมานูเอล ให้เราวางใจ ทำให้เราเกิดสันติสุขในใจของเรา

5. พระคริสต์ที่ทูตสวรรค์ได้ประกาศนั้นทรงเป็นเนื้อหาของข่าวประเสริฐที่เราต้องประกาศออกไป รม. 1:3-5 “ข่าวประเสริฐนั้นเกี่ยวกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์สืบเชื้อสายจากดาวิด แต่ฝ่ายพระวิญญาณแห่งความบริสุทธิ์นั้นบ่งไว้ด้วยฤทธานุภาพ คือโดยการเป็นขึ้นมาจากความตายว่า เป็นพระบุตรของพระเจ้า โดยทางพระองค์นั้นพวกข้าพเจ้าได้รับพระคุณและหน้าที่เป็นอัครทูต เพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ ให้ไปประกาศแก่ชนชาติต่างๆ ให้เขาเชื่อฟัง” เมื่อเราได้รู้แล้วถึงข่าวประเสริฐ เรารับผลแห่งข่าวประเสริฐของทูตสวรรค์แล้ว เรามีหน้าที่ต้องออกไปประกาศแก่ผู้ที่ยังไม่รู้ว่า พระคริสต์เสด็จมาเพื่อจะเป็นพระเจ้าของเขา เป็นกษัตริย์ของเขา เป็นที่พึ่งของเขา และจะสถิตอยู่กับเขา และนี่คือส่วนหนึ่งที่เราจะสามารถตอบสนองต่อหัวข้อการประกาศการเสด็จมาขององค์พระคริสต์