100 ปี สืบสานและส่งต่อ

มิถุนายน 2022 : เดือนแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์

เทศนา ภาคเช้า 2013-09-08

ศจ.ดรบัณฑูร บุญอิต หัวข้อ : ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์
กาลาเทีย 2:22 - 6:18
โดย ศจ.ดร.บัณฑูร บุญอิต

(5:22-26) "ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้นคือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปราณี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับต้น เรื่่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย ผู้ที่อยู่ฝ่ายพระเยซูคริสต์ได้เอาเนื้อหนังกับความอยาก และตัณหาของเนื้อหนังตรึงไว้ที่กางเขนแล้ว ถ้าเรามีชีวิตอยู่โดยพระวิญญาณ ก็จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณด้วย เราอย่าถือตัว อย่ายั่วโทสะกัน และอย่าอิจฉาริษยากันเลย"

(6:1-18) "พี่น้องทั้งหลาย แม้จับผู้ใดที่ละเมิดประการใดได้ ท่านที่อยู่ฝ่ายพระวิญญาณจงช่วยเขาด้วยใจอ่อนสุภาพให้เขากลับตั้งตัวใหม่โดยคิดถึงตัวเอง เกรงว่าท่านจะถูกดึงให้หลงไปด้วยจงช่วยรับภาระของกันและกัน ท่านจึงจะได้ปฏิบัติตามพระบัญญติของพระคริสต์ เพราะว่าถ้าผู้ใดถือตัวว่าเป็นคนสำคัญ ทั้งๆ ที่เขาไม่สำคัญอะไรเลย ผู้นั้นก็หลอกตัวเอง ทุกคนจงสำรวจการกระทำของตนเองจึงจะมีอะไรๆ ที่อวดได้ในตัว ไม่ใช่เปรียบกับผู้อื่นเพราะว่าทุกคนต้องรับภาระของตัวเอง ส่วนผู้ที่รับคำสอน จงแบ่งสิ่งที่ดีทุกอย่างให้แก่ผู้ที่สอนตนเถิด อย่าหลงเลย ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง ก็จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น ผู้ที่หว่านย่านในเนื้อหนังของตน ก็จะเกี่ยวเก็บความเปื่อยเน่าจากเนื้อหนังนั้น แต่ผู้ที่หว่านในย่านพระวิญญาณ ก็จะเกี่ยวเก็บชีวิตนิรันดร์จากพระวิญญาณนั้น อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาส ให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง และเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อครอบครัวที่มีความเชื่อ ท่านจงสังเกตดูตัวอักษรที่ข้าพเจ้าเขียนถึงท่าน ด้วยมือของข้าพเจ้าเองว่าตัวโตเพียงใด คนที่ปรารถนาได้หน้าตามเนื้อหนัง เขาบังคับให้ท่านรับพิธีเข้าสุหนัต เพื่อเขาจะได้ไม่ถูกข่มเหง เพราะเรื่องกางเขนของพระคริสต์เท่านั้น ถึงแม้คนที่เข้าสุหนัตแล้ว ก็มิได้ประพฤติตามธรรมบัญญัติ แต่เขาปรารถนาที่จะให้ท่านเข้าสุหนัต เพื่อเขาจะได้เอาเนื้อหนังของท่านไปอวด แต่ข้าพเจ้าไม่ต้องการอวด นอกจากเรื่องกางเขนของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ซึ่งโดยกางเขนนั้นโลกตรึงไว้แล้วจากข้าพเจ้าและข้าพเจ้าก็ตรึงไว้แล้วจากโลก เพราะว่าการที่ถือพิธีเข้าสุหนัตหรือไม่ถือ ไม่เป็นของสำคัญอะไร แต่การที่ถูกสร้างใหม่นั้นสำคัญ สันติสุขและพระกรุณาคุณจงมีแก่ทุกที่ประพฤติตามกฎนี้ คือแก่ชนอิสราเอลของพระเจ้า ตั้งแต่นี้ไปขออย่าให้ผู้ดมารบกวนข้าพเจ้าเลยเพราะว่าข้าพเจ้ามีรอยประทับตราของพระเยซูติดอยู่ที่กายของข้าพเจ้าแล้ว ดูก่อนที่น้องทั้งหลาย ขอให้พระคุณของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา จงสถิตอยู่กับวิณณาณจิตของท่านทั้งหลายด้วยเถิด อาเมน"

มีผู้หญิงคนหนึ่งในขณะที่เขาฝัน เธอฝันว่าเห็นพระเยซูนั่งที่โต๊ะจ่ายเงิน พระเยซูบอกว่า "เจ้าจะขออะไรก็ได้ที่เจ้าปรารถนา" ผู้หญิงคนนี้ประหลาดใจมาก และได้ขอสันติสุข ขอความชื่นชมยินดี ปัญญาและเสรีภาพจากความกลัวทั้งปวง พร้อมทั้งกำชับว่า "ไม่ใช่เพื่อตัวของดิฉันเท่านั้น แต่ขอให้ทุกๆ คนในโลกใบนี้ด้วย" พระเยซูคริสต์ก็ยิ้มและตรัสตอบว่า "เราคิดว่าเจ้าเข้าใจผิดแล้ว เราไม่ได้ขายผลแต่เรามีแค่เมล็ดพันธุ์เท่านั้น"...

พระวจนะนี้เป็นเรื่องของผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในตัวเรา เป็นอะไรที่เราต้องเลี้ยงดูฟูมฟักให้เติบโตขึ้นในชีวิตของเรา มีปัญหาหลักๆ คือว่าชาวยิวได้ชักชวนคนที่เป็นคริสเตียนใหม่ๆ ว่า "แค่นี้ยังไม่พอ คุณต้องรับพิธีสุหนัตด้วยตามบัญญัติของโมเสสต่างๆ " จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นต่างๆ มากมายในคริสตจักรกาลาเทีย เปาโลจึงเริ่มต้นอธิบายว่า "การที่คุณเป็นคริสเตียนที่แท้จริงเป็นอย่างไร?" สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผลของพระวิญญาณที่พระเจ้าได้ให้กับชีวิตของเรานั้น เราจำเป็นต้องเลี้ยงดูให้มันเติบโตขึ้นในชีวิตของเรา หลายคนสงสัยว่า "ผลของพระวิญญาณเป็นอย่างไร?" ผลของพระวิญญาณของพระเจ้าไม่ได้มีหลายๆ ผล แต่เป็นผลๆ เดียวที่มีหลายมิติ มีหลายๆ ความคิดอยู่ในผลนั้นนั่นเอง ผลของพระวิญญาณนั้นมาจากวันที่เราได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์และตัดสินใจที่จะติดตามพระเยซูคริสต์ วันนั้นที่เรากลับใจใหม่พระเยซูคริสต์ก็ได้ให้ผลของพระวิญญาณแก่เราแล้ว แต่ผลนั้นไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่เราต้องเลี้ยงดูต้องทะนุถนอม เราต้องมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าทำให้ผลนั้นค่อยๆ เติบโตขึ้นมา ผลของพระวิญญาณในพระคัมภีร์ใช้เป็นคำเอกพจน์คือมีอยู่ผลเดียว ในผลนั้นมีมิติต่างๆ อยู่หลายมิติด้วยกันได้แก่

มิติที่ 1. ความรัก ความรักไม่ใช่เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกแต่เป็นการกระทำที่ต้องแสดงออกมาในชีวิตของเราแต่ละคน พระเยซูคริสต์ได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ได้ทรงกระทำให้เราได้เห็นภาพ หลายครั้งเรามักมองข้ามเรื่องความรัก ให้เรากลับมาดูว่าผลของความรักของพระเจ้าที่มีต่อเราเป็นอย่างไร พระองค์พูดถึงหัวใจสำคัญของพระเยซูคริสต์ คือให้มีความรักกับผู้อื่นอยู่เสมอ คือความรักที่พระเจ้ามีอยู่นั้นเป็นพระลักษณะของพระเจ้าและได้ทรงใส่ไว้ในชีวิตของเรา และเราถูกสร้างตามอย่างพระเจ้านั่นคือความรักที่เราจะอุทิศตัวเพื่อคนอื่นๆ ที่เขาต้องการการฟูมฟักให้เติบโตขึ้นเช่นกัน ความรักเป็นองค์ประกอบที่สำคัญกับคริสตจักร เปรียบดั่งน้ำมันเครื่องของคริสตจักร แม้เครื่องจะสวยงามจะทันสมัยแค่ไหน แต่เรายังต้องการน้ำมันเครื่อง เราทุกคนมีความคิดที่แตกต่างกัน ชีวิตแตกต่างกัน แต่เมื่อเรามีความรัก ทำให้เราหล่อลื่นและอยู่ร่วมกันได้

มิติที่ 2. ความปลาบปลื้มใจและความชื่นชมยินดี สิ่งหนึ่งที่เราบอกทุกคนได้แม้ว่าเราจะมีความทุกข์ยากลำบาก แต่เพราะความชื่นชมยินดีนี้ ทำให้เราทนปัญหาต่างๆ นี้ต่อไปได้ อ.เปาโลจึงเป็นคนที่ใครๆ ก็กล่าวว่า ตัวแทนของความชื่นชมยินดี เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความรู้สึก และพระเจ้าได้ให้เป็นผลของพระวิญญาณในชีวิตของเราทุกๆ คน เรายังสามารถยิ้มให้ได้กับทุกๆ สิ่งรอบตัวเรา คุณความชื่นชมยินดีแบบพระเจ้าหรือยัง? และเรามีสิ่งนี้ให้คนอื่นหรือไม่?

มิติที่ 3. สันติสุข การที่เรามีสันติสุขกับพระเจ้า พระเยซูคริสต์ทำให้เรากลับคืนดีกับพระเจ้า เรามั่นใจในความรอดของเรา วันหนึ่งเราจะกลับไปอยู่กับพระองค์ และเราวางใจในพระองค์เสมอ ในโรงพยาบาลต่างๆ ทุกคนที่รุ้ตัวว่าเขากำลังจะตาย แต่เขามีสันติสุขเกิดขึ้นโดยพระเจ้า ไม่ว่าจะวัยรุ่นหรือคนสูงอายุต่างดูแลซึ่งกันและกัน หนุนใจกันและกัน แม้ว่าเวลาที่เหลือนั้นอีกไม่นาน นี่คือสันติสุขของพระเจ้าได้ให้กับคนของพระเจ้า

มิติที่ 4. ความอดกลั้นใจ คือความอดทนได้นานต่อความเจ็บปวด ที่เราอดทนได้นานขึ้น รู้จักปฎิเสธที่จะไม่ตอบโต้หรือแก้แค้นในขณะที่คนอื่นมองเรา หรือเข้าใจเราผิด ในหนังสือเล่มหนึ่งกล่าวว่า

  • ถึงอย่างไรก็ทำไปเถอะ เมื่อคนอื่นไร้เหตุผลเอาแต่อารมณ์ตามใจตัวเอง
  • ถึงอย่างไรก็ให้อภัยเถอะ เมื่อคุณเอื้อเฟื้อทำดีแก่คนอื่นกล่าวหาคุณเห็นแก่ตัวมีผลประโยชน์แอบแฝง
  • ถึงอย่างไรก็ให้เขาว่าต่อไปเถอะ เมื่อคุณประสบความสำเร็จคุณมีเพื่อนจอมปลอมและศัตรูตัวฉกาจ
  • ถึงอย่างไรคุณมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จเถอะ เมื่อคุณสัตย์ซื่อตรงไปตรงมา คนอื่นอาจจะเอารัดเอาเปรียบโกงคุณ
  • ถึงอย่างไรก็สัตย์ซื่อตรงต่อไปเถอะ เมื่อคุณใช้เวลานับปีบรรจงสร้างแต่คนอื่นทำลายงานของคุณภายในพริบตา
  • ถึงอย่างไรก็จงสร้างสรรค์ต่อไปเถอะ เมื่อคุณพบความสงบสุข คนอื่นอิจฉาคุณ
  • ถึงอย่างไรก็จงมีความสุขสงบเถอะ ความดีที่คุณทำในวันนี้คนอื่นอาจจะลืมในวันพรุ่งนี้
  • ถึงอย่างไรก็จงทำดีต่อไปเถอะ คุณให้สิ่งที่ดีที่สุดกับโลกนี้แต่มันไม่เพียงพอ
  • ถึงอย่างไรก็จงให้สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณมีต่อโลกนี้ต่อไปเถอะ

คุณรู้ไหม? ว่าในที่สุดแล้วเป็นเรื่องระหว่างคุณกับพระเจ้าเท่านั้น มันไม่เคยเป็นเรื่องระหว่างคุณกับคนอื่นเลย นี่แหละ จะทำให้เราสามารถอดกลั้นใจได้ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นรอบตัวของคุณ จงตระหนักอยู่เสมอว่าเป็นแค่เรื่องเรากับพระเจ้าเท่านั้น คือสิ่งที่เราทำให้เราอดทนอดกลั้นได้

มิติที่ 5 และ 6. ความปราณีและความดี ทั้งสองคำนี้ มีคำๆ หนึ่งที่เชื่อมไว้คือว่า ต้องไปด้วยกัน ต้องควบคู่กันเพราความปราณีที่นี้หมายถึงความดี ความกรุณา ที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าเราจะเป็นคนชอบธรรม คนอธรรม คนดี คนไม่ไดี พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานให้สิ่งต่างๆ เท่าเทียมกันหมด ใน มธ.5.45 กล่าวว่า "ดังนั้นท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้สถิตในฟ้าสวรรค์ เพราะว่าพระองค์ได้ืทรงโปรดให้ดวงอาทิตย์ของท่านขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน ให้ฝนตกแก่คนชอบธรรรมและคนอธรรม พระองค์ให้โอกาสทุกคน เท่าเทียมกันหมด นี่คือความดีความปราณีที่พระเจ้ามีต่อทุกคน เราปฎิเสธไม่ได้ว่าพระองค์ไม่ยุติธรรม พระองค์เท่าเทียมกัน

มิติที่ 7. ความสัตย์ซึอ เป็นพระลักษณะของพระเจ้าคือพระเจ้าไม่เคยยกท้อถอย พระองค์ต่อสู้เสมอ เพื่อเราที่วางใจในพระเจ้า นั่นคือบุคลิกที่พระเจ้าได้ให้ และเราได้สัตย์ซื่อกับพระองค์อย่างจริงจังหรือไม่

มิติที่ 8. ความถ่อมตน บุคลิกนี้เป็นสิ่งที่พระองค์ได้สำแดงตั้งแต่พระองค์มาอยู่บนโลกนี้ จนวันที่พระองค์ขึ้นสู่สวรรค์ เป็นความเข้มแข็งที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน เราไม่เคยเห็นพระองค์อวดอ้างสิ่งที่พระองค์กระทำ แต่ทุกๆ การกระทำนั้นแสดงถึงความอ่อนโยนของพระองค์

มิติที่ 9. การรู้จักบังคับต้น อ.เปาโลใช้คำว่า เป็นการบังคับตนที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของมนุษย์ เพราะสิ่งเหล่านี้ทำความพินาศมากมายในสังคมโรมัน คนในอณาจักรนั้นคิดว่าเป็นเรื่องปกติ สิ่งนี้ อ.เปาโลกำลังบอกว่า ที่เราจะรู้จักอดกลั้นในสิ่งที่เราเผชิญอยู่ทุกเมื่อ นี่คือสิ่งที่พระองค์ได้ให้เราในชีวิตแต่ละคน และผลของพระวิญญาณจะเติบโตขึ้นโดยการที่เราใช้เวลากับพระองค์มากขึ้นส่วนตัว สิ่งหนึ่งในข้อที่ 24 คือ อย่ากลับไปใช้ขีวิตเก่าๆ เพราะเรามีชีวิตใหม่แล้ว ที่พระเจ้าได้ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้กับเรา

ในบทที่ 6:5 อ.เปาโลเตือนว่าให้เราตระหนักอยู่เสมอ และถ้ามีบางคนล้มลงในความบาปนี้ อย่าซ้ำเติมเขา ถ้าเขาเสียใจในสิ่งที่ได้ทำ ให้ช่วยเขาให้กลับตั้งตัวขึ้นมาใหม่ ให้กลับมาใช้งานได้อีก ที่เราจะประคับประคองเขาและใช้งานได้ในพันธกิจพระเจ้าต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน ชุมชนของพระเจ้าเราไม่อ่อนข้อ โดยเราต้องตั้งคำถามก่อนที่เราจะชี้ว่าใครผิด 3 ข้อด้วยกันคือ

  1. เรารู้ไม้ว่าคนที่ล้มลงในความผิดเขาต่อสู้ขนาดไหน?
  2. เรารู้ไม้ว่าพลังที่กดดันในเขาทำความบาปรุนแรงขนาดไหน?
  3. ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขา เราจะทำอย่างเขาไหม?

สิ่งที่ อ.เปาโลกำลังเตือนคือ ชุมชนของคริสตจักรต้องดูแลซึ่งกันและกันแบกภาระซึ่งกันและกัน และที่รับคำสอน จงแบ่งปันสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ผู้สอนเถิด คือสนับสนุนเลี้ยงดูผู้สอน เพราะว่าศาสนาต่างๆ ในเวลานั้นในอณาจักรโรม ศาสนาเหล่านั้นไม่มีพระ หรือคนอธิบายหลักคำสอนต่างๆ ในการดำเนินชีวิต เขาใช้วิธีการต่อรอง บนบาน เพื่อตัวเองแค่นั้น แต่เรามีพระเจ้า ที่ต้องการมีส่วนร่วมกับคนของพระองค์เสมอในการดำรงชีวิต ดำเนินตามพระประสงค์ของพระเจ้า ที่จะเป็นเกลือแห่งแผ่นดินโลก จึงต้องมีคนสอน มีคนอธิบาย เราจึงต้องแบ่งปันสิ่งที่ดีที่สุดที่มี ให้เป็นเรื่องใหม่แก่ผู้อื่นในการสอนต่อๆ ไป

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำอย่าลืมว่าวันหนึ่งเราต้องยืนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า ให้การทุกสิ่งที่เราได้กระทำไปต่อพระองค์ ให้เราพิจารณาดูว่าผลของพระวิญญาณที่พระเจ้าได้ให้เราแต่ละคนนั้นมีผลกับเราอย่างไร? และมีผลกับคนรอบข้างอย่างไร?

สิ่งที่ อ.เปาโลย้ำเสมอ คือเลี้ยงดูผลของพระวิญญาณรักษาไว้ให้เติบโตขึ้น เพราะนั่นคือธรรมชาติที่อยู่ในตัวของเราทุกคนไม่ใช่ในเรื่องของการใช้ของประทาน ก่อนที่เราจะใช้ของประทานนั้นๆ ให้เรามองดูผลของพระวิญญาณในตัวเราก่อน

ความเชื่อวันหนึ่งก็ต้องหมดไปเมื่อวันนั้นมาถึง เพราะวันนั้นเราเห็นพระองค์และความเชื่อของเราบนโลกนี้ไม่มีอีกต่อไป ความหวังบนโลกนี้เมื่อวันนั้นมาถึงจึงเปลี่ยนเป็นความชื่นชมยินดี นมัสการพระองค์ตลอดไป แต่ความรักซึ่งเป็นผลของพระวิญญาณตามพระลักษณะของพระเจ้า ณ เวลานั้น พระลักษณะของพระเจ้าจะยังอยู่กับเราตลอดไป

นี่คือสิ่งที่อ.เปาโลบอกใน 1 โครินธ์ 3.33 ว่า "ดังนั้นยังตั้งอยู่สามสิ่งคือ ความเชื่อ ความหวังใจและความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด"