ก้าวต่อไป || Moving Onward

มกราคม 2022 : เดือนแห่งการสืบสานชีวิตใหม่่

เทศนา ภาคเช้า 2013-03-10

ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์ หัวข้อ : อ่าน อธิษฐาน อธิคม
เฉลยธรรมบัญญัติ 6:1-15

โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์

 “ต่อไปนี้เป็นบัญญัติ กฎเกณฑ์และกฎหมายซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย ทรงบัญชาให้สอนท่าน เพื่อท่านทั้งหลายจะได้กระทำตามในแผ่นดินซึ่งท่านจะ ข้ามไปยึดครองนั้น เพื่อว่าพวกท่านจะได้ยำเกรงพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านโดย รักษากฎเกณฑ์และพระบัญญัติของพระองค์ทั้งสิ้น ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่าน ทั้งตัวท่านและบุตรหลานของท่าน ตลอดวันคืนแห่งชีวิตของท่าน เพื่อว่าวันคืนของพวกท่านจะได้ยืนยาว โอ คนอิสราเอลทั้งหลาย เหตุฉะนั้นขอจงฟัง และจงระวังที่จะกระทำตามเพื่อพวกท่านจะไปดีมาดี และเพื่อท่านทั้งหลายจะทวีมากยิ่งนัก ในแผ่นดินที่มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์ ดังที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษ ของท่านได้ทรงสัญญากับท่าน “โอ คนอิสราเอล จงฟังเถิดพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลาย เป็นพระเจ้าเดียว พวกท่านจงรักพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่านด้วยสุดจิตสุดใจและสิ้นสุดกำลังของ ท่าน และจงให้ถ้อยคำที่ข้าพเจ้า บัญชาพวกท่านในวันนี้อยู่ในใจของท่าน และพวกท่านจงอุตส่าห์ สอนถ้อยคำเหล่านั้นแก่บุตรหลานของท่าน เมื่อท่านนั่งอยู่ในเรือน เดินอยู่ตามทาง และนอนลงหรือลุกขึ้น จงพูดถึงถ้อยคำนั้น จงเอาถ้อยคำเหล่านี้พันไว้ที่มือของท่านเป็นหมายสำคัญ และจงจารึกไว้ที่หว่างคิ้วของท่าน และเขียนไว้ที่เสาประตูเรือน และที่ประตูของท่าน “เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านจะ พาท่านมาถึงแผ่นดินซึ่ง พระองค์ทรงปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของท่าน คือแก่อับราฮัม อิสอัคและยาโคบว่าจะให้แก่ท่าน มีหัวเมืองใหญ่โตและดีซึ่งท่านไม่ได้สร้าง และเรือนที่มีของดีเต็ม ซึ่งพวกท่านมิได้สะสมไว้ และบ่อขังน้ำที่ท่านมิได้ขุดและสวนองุ่นกับสวนมะกอกเทศ ซึ่งท่านมิได้ปลูกไว้และเมื่อท่านได้รับประทานก็อิ่มหนำ แล้วจงระวังกลัวว่าพวกท่านจะลืมพระเยโฮวาห์ผู้ทรง พาท่านออกจากแผ่นดินอียิปต์ออกจากแดนทาสนั้น พวกท่านจงยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ท่านจงปรนนิบัติพระองค์และสาบาน โดยออกพระนามของพระองค์ ท่านทั้งหลายอย่าติดตามพระอื่น ซึ่งเป็นพระของชนชาติทั้งหลายที่อยู่ล้อมรอบท่าน เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่าน ผู้ทรงสถิตท่ามกลางท่าน เป็นพระเจ้าหวงแหน กลัวว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านจะทรงพิโรธต่อท่าน และทำลายท่านเสียจากพื้นแผ่นดินโลก"

บนเครื่องบินขากลับจากทัศนศึกษา “ตามรอยพระบาท” จากอิสราเอล เมื่อวันที่ 7 มีค.ที่ผ่านมา ได้เห็นภาพที่ประทับใจบนเครื่องบิน (สายการบิน EL AL) ที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นเงื่อนไขแห่งพระพรที่ชนชาติอิสราเอลได้รับจวบจนทุกวันนี้ และจากเหตุการณ์ที่ได้เห็น ทำให้เกิดความซาบซึ้ง ในอีกด้านหนึ่งก็เกิดความเศร้าใจ ภาพที่ได้เห็นนั้นคือ ผู้ชายชาวยิวเดินมาที่ท้ายเครื่องบิน เปิดหน้าต่าง นมัสการพระเจ้าด้วยชุดที่ใส่ ซึ่งเอาออกจากถุง และมีกลักพระธรรม คาดไว้ที่หน้าผากและผูกไว้ที่ข้อมือ พวกเขาอ่านพระวจนะของพระเจ้าและอธิษฐาน ก่อนเครื่องบินจะลง พนักงานต้อนรับก็จะถือถุงบริจาคโดยการประกาศของกัปตันและลูกเรือ ถึงการช่วยเหลือเด็กพิการยากไร้ ทำให้คิดถึงว่าคนเหล่านี้ได้ถูกสอนจนบรรลุความสำเร็จคือการแสดงออกมา ซึ่งถือว่าเป็นการได้มาซึ่งความสำเร็จของการศึกษาด้านศาสนาของประเทศอิสราเอล และที่เศร้าใจก็คือ เมื่อมองกลับมาดูตัวเอง ก็มีความรู้สึกว่า เรายังประกาศตัวเองว่าเป็นคริสเตียนและพูดเรื่องราวของพระเจ้ายังไม่พอ

อีกประการหนึ่ง ได้เห็นว่าธรรมศาลาของเขาได้สร้างระบบการสอนพระคัมภีร์ของชาวยิวอย่างแน่นแฟ้น โดยวางรากฐาน ใช้ระบบการศึกษาพระวจนะในธรรมศาลาเป็นอย่างดี อย่าลืมว่าประเทศอิสราเอลไม่มีพระวิหารที่ใช้สำหรับการถวายบูชาเหมือนอย่างในสมัยก่อน ดังนั้น ระบบธรรมศาลาจึงจำเป็นต่อการกระจัดกระจายของชาวยิว ชาวยิวได้ทำกล่องเล็กๆ ที่เรียกว่า Phylactery ผูกไว้ที่หน้าผากและที่แขน และยังมีกล่องรูปยาวๆ เรียกว่า Mezuzah ติดไว้ที่ขอบประตู ชาวยิวที่เคร่งครัดจะต้องแตะกล่อง เมซูซาห์ เมื่อเข้าบ้านหรือออกจากบ้าน สิ่งเหล่านี้เป็นการปฏิบัติที่ช่วยเตือนความจำของชาวยิวในการที่พวกเขาจะรักษาพระบัญญัติของพระองค์ 

แต่มีปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ชาวยิวมากมายได้ลืมพระบัญญัติของพระเจ้า และได้เริ่มใส่ความเชื่อของพวกเขาลงไปที่กล่องเล็กๆ เหล่านั้น ซึ่งเล็กจนไม่สามารถจะบรรจุพระบัญญัติลงไปได้ทั้งหมด ตัวอย่างเช่น เมซูซาห์ จะใส่เพียง ฉธบ.6.1-8 และ ฉธบ.11.18-21-ที่เรียกว่า Shema (หรือการได้ยิน) ใน Shema นี้พระเจ้าต้องการให้อิสราเอล “และจงให้ถ้อยคำที่ข้าพเจ้าบัญชาพวกท่านในวันนี้อยู่ในใจของท่าน” ไม่ใช่ใส่ไว้ในกล่อง (กลักพระธรรม) ฉธบ.6.6 

ฉธบ. 11:18-21 “เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงจดจำถ้อยคำเหล่านี้ของข้าพเจ้าไว้ในจิตในใจของท่านทั้งหลาย จงเอาถ้อยคำเหล่านี้พันไว้ที่มือของท่านเป็นหมายสำคัญ และจารึกไว้ที่หว่างคิ้วของท่านและท่านจงสอนถ้อยคำเหล่านี้แก่บุตรหลานของท่านทั้งหลาย จงพูดถึงถ้อยคำเหล่านี้เมื่อท่านอยู่ในเรือน และเมื่อท่านเดินอยู่ตามทาง เมื่อท่านนอนลงหรือลุกขึ้น ท่านจงเขียนคำเหล่านี้ไว้ที่เสาประตูเรือน และที่ประตูของท่าน เพื่ออายุของท่านและอายุของบุตรหลานของท่านจะได้ยืนนานในแผ่นดิน ซึ่งพระเจ้าทรงปฏิญาณที่จะประทานแก่บรรพบุรุษของท่าน ตราบเท่าที่ฟ้าสวรรค์อยู่เหนือโลก"

ความสัตย์ซื่อของอิสราเอลได้มาถึงจุดที่พวกเขาได้เน้นมากไปที่กล่อง (พิธีภายนอก) มากกว่าที่ข้อความข้างใน ยกตัวอย่างเช่น มีเคล็ดที่เขียนเกี่ยวกับ เมซูซาห์ว่า การติดนั้นต้องติดที่ขอบประตูด้านขวาเมื่อเดินเข้าบ้าน โดยติดเฉียงให้ด้านบนชี้เข้าบ้าน ด้านล่างชี้ออกนอกบ้าน จะต้องติดทุกห้องในบ้าน (ยกเว้นห้องน้ำ) และข้อความข้างในจะต้องได้รับการตรวจจากธรรมาจารย์ที่เชื่อถือได้อย่างน้อย 2 ครั้งทุกๆ 7 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าสีของหมึกจะไม่จางลง ถ้าไม่ทำตามนี้ “จะไม่ได้รับพระพร” ในอีกแง่หนึ่ง ถ้าคุณไม่ทำให้ถูกต้อง พระเจ้าจะไม่ชอบคุณ และพระองค์จะไม่อวยพรคุณ 

การยึดถือจนตกขอบนี้ ทำให้กลักพระธรรมกลายเป็นการย้ำเตือน ไม่ใช่ต่อพระคำของพระเจ้า แต่เป็นความเชื่อที่ตายแล้ว ต่อกล่องเล็กๆ เหล่านั้น ขณะที่พวกเขาแตะที่กล่องและทำพิธีทางศาสนา เขาอาจจะเกลียดชังผู้อื่น โกหกเพื่อน ทรยศต่อคู่สมรส เต็มไปด้วยราคะตัณหาและความขมขื่น พวกเขาได้รู้สึกถึงการที่พวกเขาได้เติมเต็มทางศาสนา และกล่องนี้ก็กลายเป็นอนุสรณ์ของความเชื่อที่ตายแล้ว 

ในขณะที่เรานั่งอยู่ในพระวิหารนี้ มีคริสเตียนมากมายที่ได้วางความเชื่อของพวกเขาไว้ในกล่องเล็กๆ ซึ่งอาจจะไม่ใช่กล่องที่มีตัวหนังสืออยู่ แต่อาจเป็นการปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาที่จะลบล้างความประพฤติที่ไม่ดีของเราออกไปได้ โดยเราอาจจะคิดว่า

  • การโกหกสามารถลบล้างได้เมื่อเรามาเข้าโบสถ์ 
  • การเป็นภรรยาที่ไม่สัตย์ซื่อสามารถทำให้สมดุลได้ด้วยการสอนรวีวารศึกษา
  •  ถ้าคุณทำร้ายภรรยา คุณอาจจะแก้ตัวโดยการเข้ากลุ่ม Care 
  • การนินทาสามารถลบล้างด้วยการถวายเงินไปช่วยมิชชันนารี 
  • เมื่อคุณปฏิเสธที่จะยกโทษให้กับศัตรูคุณแก้ด้วยการช่วยเหลือคนยากจน
  • เมื่อคุณเกลียดใครบางคนที่ทำผิดต่อคุณ คุณแก้ด้วยการรักพระเยซู
  • ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบวิจารณ์ คุณแก้ดวยการเป็นคนรักการร้องเพลงนมัสการ

ในข้อ 7 ได้กล่าวว่า "และพวกท่านจงอุตส่าห์ สอนถ้อยคำเหล่านั้นแก่บุตรหลานของท่าน เมื่อท่านนั่งอยู่ในเรือน เดินอยู่ตามทาง และนอนลงหรือลุกขึ้น จงพูดถึงถ้อยคำนั้น" พระเจ้าได้ตรัสให้อิสราเอลนำถ้อยคำเหล่านี้พันไว้ที่มือ และจารึกไว้ที่หว่างคิ้ว แต่พระองค์ไม่ได้หมายความว่าให้เอาไว้ในกล่องแล้วติดที่หน้าผากหรือที่แขนแบบตามตัวอักษร ซึ่งถ้าทำได้ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ที่แท้จริงนั้นพระองค์หมายถึงให้แสดงความเชื่อออกมาอย่างชัดเจนให้คนอื่นเห็น และรู้ว่าพวกเขาเป็นของพระองค์ พระเจ้าทรงบอกให้พวกเขาเขียนไว้ที่ประตู และขอบประตูเรือน ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องเอาปากกาเมจิมาเขียนไว้ที่ขอบประตู แต่หมายถึงพวกเขาจะต้องสำแดงความเชื่อออกมาให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และทุกคนจะสัมผัสได้เมื่อก้าวเข้ามาในบ้าน 

พวกเรามักจะใช้เวลากับพระเจ้าเฉพาะเช้าวันอาทิตย์ และรู้สึกว่าพอแล้ว แล้วตลอดทั้งอาทิตย์ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับพระเจ้าเลย ซึ่งที่จริงนั้นไม่เพียงพอ 

  • เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบโดยเฉลี่ย ในหนึ่งอาทิตย์จะได้ดูโฆษณา 700 ครั้ง 
  • เด็กอายุเฉลี่ย 12 ปี ใช้เวลาในการดูทีวีวันละ 4 ชั่วโมง 

มีครอบครัวหนึ่งได้ใช้เกมจากข้อพระคัมภีร์สอนลูก คืนวันหนึ่งที่ร้านพิซซ่า คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจที่จะใช้เวลาที่รออาหารในการสอนลูก โดยได้นำเอากระดาษและดินสอให้แก่ลูกแต่ละคนเขียนข้อพระธรรมใหม่ๆ คส. 3:23 ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์ แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็พูดขึ้นว่า “ให้เรามาดูพนักงานเสิร์ฟว่าพวกเขาทำงานกันอย่างไร? ลูกๆ คิดว่าพวกเขาทำด้วยความเต็มใจหรือเปล่า?” พวกเด็กๆ ไม่ละสายตาไปจากพนักงานเสิร์ฟเลย พร้อมกับแสดงความคิดเห็นต่างๆ “เธอดีมากเลยที่นำกระดาษเช็ดปากมาคอยเติมให้เรื่อยๆ” “เธอจะต้องยืนตลอดเวลาและไม่อารมณ์เสีย” พนักงานเสิร์ฟไม่รู้ว่าถูกจับจ้องอยู่ จนรับประทานอาหารเสร็จ เด็กๆ ไม่เพียงแต่มีพระคำที่ฝังอยู่ในใจเท่านั้น แต่ยังได้รับการสอนถึงความหมายของพระคำนั้นด้วยจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง 

เราไม่สามารถนำความเชื่อของครอบครัวทั้งหมดไปฝากไว้กับผู้อื่น (ครู/นักเทศน์) และคิดว่าเพียงพอแล้ว เราอาจจะมีเจ้าหน้าที่พันธกิจที่ทำงานกับอนุชนได้ดี และมีครูรวีวารศึกษาที่ดี หรือมีกลุ่มแคร์สำหรับอนุชนในคืนวันอังคาร แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่มีอะไรสามารถมาแทนที่สิ่งที่เด็กเห็นการใช้ชีวิตของเราในความเชื่อทุกๆ วันได้ 

ถ้าบรรพบุรุษของเราส่งต่อสิ่งที่ดีทีเป็นพระพรมาถึงเราซึ่งเป็นคนรุ่นหลัง เพราะเหตุที่พวกท่านเหล่านั้นเชื่อฟังพระเจ้า ระวังที่จะทำตามพระบัญญัติของพระองค์ เราเห็นชีวิตของท่านไปดีมาดี และมีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลมาถึงชีวิตของเรา จงระวังอย่าลืมตัว ลืมพระเจ้า จงรัก จงฟังและจงระวังที่จะกระทำตาม รักษาสิ่งดีของพ่วกท่านไว้และส่งต่อไปถึงลูกหลาน จงกระทำการที่ชอบและที่ดีในสายพระเนตรของพระเจ้า และสอนบุตรหลานของตนให้ยำเกรงพระเจ้า ซึ่งจะทำให้เกิดผลดีต่อครอบครัวและพงศ์พันธุ์ของเรา เราจะไปดีมาดีและได้ครอบครองแผ่นดินที่ดีปราศจากศัตรูและโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นมรดกที่ล้ำค่ามากกว่าเงินทอง นั่นก็คือความเชื่อความศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้า 

มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่มักกลับจากโรงเรียนมาบ้านสายเสมอ พ่อแม่เตือนเขาว่าควรจะกลับให้เร็วกว่านี้ แต่ยังไงเขาก็มาช้าอยู่ดี เมื่อเขาพบแม่ที่ประตู แม่ไม่ได้พูดอะไร เมื่อพบพ่อในห้องนั่งเล่น พ่อก็ไม่ได้พูดอะไร เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น เด็กชายคนนี้มองที่จานของตนเอง มีขนมปังเปล่าๆ 1 แผ่น กับน้ำเปล่า แต่เมื่อเขามองที่จานของพ่อ ที่มีอาหารเต็มจานแล้วมองหน้าพ่อ แต่พ่อก็ยังเงียบอยู่ เด็กผู้ชายเหมือนถูกกดดัน พ่อรอจนกระทั่งให้ลูกชายรู้สึกตัว แล้วก็นำจานของตนเองที่เต็มไปด้วยเนื้อและมันฝรั่งไปวางไว้ที่ข้างหน้าลูกอย่างเงียบๆ เมื่อเด็กชายคนนี้โตขึ้นมา เขากล่าวว่า “ตลอดชีวิตของผม ผมรู้จักพระเจ้าจากสิ่งที่พ่อผมทำให้ผมในคืนนั้น” 

ตัวอย่าง : ราชินีเอสเธอร์ Queen Esther อสธ. 4: 13-14 โมรเดคัยจึงบอกเขาให้กลับไปทูลตอบพระนางเอสเธอร์ว่า “อย่าคิดว่าเธออยู่ในราชสำนักจะรอดพ้นได้ดีกว่าพวกยิวอื่นๆ เพราะถ้าเธอเงียบอยู่ในเวลานี้ ความช่วยเหลือและการช่วยกู้จะมาถึงพวกยิวจากที่อื่น แต่เธอและครัวเรือนบิดาของเธอจะพินาศ ที่จริงเธอมารับตำแหน่งราชินีก็เพื่อยามวิกฤตเช่นนี้ก็เป็นได้นะ ใครจะรู้” แม้เธอจะเป็นลูกยิว แต่เธอเป็นถึงราชินีในดินแดนของกษัตริย์เปอร์เซียที่ยิ่งใหญ่มากๆ เหตุใดเธอถึงยอมเสี่ยงชีวิตของตนช่วยชาวยิว เป็นเพราะลุงของเธอที่สอนเธอเกี่ยวกับเรื่องราวของพระเจ้าและชาติพันธุ์ของเธอ ในที่สุดเธอได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จนพระคัมภีร์ได้บันทึกเรื่องราววีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของวีรสตรีเอสเธอร์