ก้าวต่อไป || Moving Onward

มกราคม 2022 : เดือนแห่งการสืบสานชีวิตใหม่่

เทศนา ภาคเช้า 2012-12-30

คศ.ดารณี วราเศรษฐ์ หัวข้อ : เวลา
มาระโก 13:32-37

โดย คศ..ดารณี วราเศรษฐ์

เมื่อพอถึงสิ้นปีเมื่อไร เราก็มักจะชอบนึกขึ้นมาได้ว่า โอ นี่ถึงสิ้นปีอีกแล้วเหรอ รู้สึกเหมือนเพิ่งจะผ่านมกราคมมา เผลอนิดเดียวจะสิ้นปีอีกแล้ว สำหรับปี 2012 ที่ผ่านมาก็เป็นปีที่น่าสนใจ เพราะเป็นปีที่ผู้คนทั่วไปมีความตื่นเต้น ผู้คนทั้งโลกต่างตื่นเต้นกับข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับวันสิ้นโลก มีข่าวคราวมาเป็นระยะๆ สักสองสามปีมาแล้ว ถึงกำหนดวันที่มาด้วย ก็เป็นความตื่นตระหนกสารพัดรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

เช่นในเม็กซิโก ที่ Chichen Itza ก็มีการเตรียมตัวสำหรับวันสิ้นสุดตามปฏิทินของชาวมายา ก็มีคนมากมายไปร่วมกิจกรรม พิธีกรรมที่นั่น ส่วนในจีนก็มีกลุ่มของ Almighty God ที่มีการประกาศไปทั่วว่าโลกจะแตก และพระเจ้าจะเสด็จกลับมา ทำให้ทางการได้จับกุมกลุ่มลัทธินี้ได้ถึง 350 คน ซึ่งการชุมนุมของลัทธิเหล่านี้ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่ถูกกฏหมายของจีน แม้แต่ในยุโรปที่ฝรั่งเศส ก็มีชุมชนที่เชื่อกันว่ามีหมู่บ้านหนึ่งที่เชื่อกันว่าเป็นที่เดียวที่จะรอดพ้นจากวันสิ้นโลกนี้ได้ ทางการฝรั่งเศสก็จับตา และปิดกั้นเส้นทางสู่ยอดเขานี้ด้วยทำให้ไม่มีคนได้ไปร่วมชุมนุมกันมากมายนัก ผู้ที่เชื่อก็กล่าวว่าวันนั้นพระเจ้าจะเสด็จมาโปรดมนุษย์กลุ่มสุดท้าย ผู้ที่รอดชีวิตจากวันสิ้นโลกนี้ที่ภูเขา ที่หมู่บ้านนี้

ส่วนในอิตาลีก็มีการแจกเขาสัตว์สีแดง ให้ผู้คนเพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้าย และให้รอดจากพิบัติในวันสิ้นโลก ก็ทำให้หลายคนที่นั่นแม้แต่คนที่คิดว่าเป็นเรื่องตลกก็ยังแขวนเขาสัตว์นี้ไว้ที่หน้าบ้าน ทำให้เขาสัตว์จำลองนี้ขายดิบขายดี และคนที่ได้ประโยชน์ที่สุดก็คงจะเป็นพ่อค้า ผู้ผลิตมาขายนั่นเอง ในประเทศรัสเซียก็มีการเปิดหลุมหลบภัยนิวเคลียร์เก่า สมัย 50 ปีก่อน เพื่อเป็นที่หลบภัยวันสิ้นโลก โดยมีการเรียกเก็บเงินคนละประมาณ 30,000 บาท

มนุษย์เป็นสิ่งที่มีชีวิตเดียวที่นับวันเวลา และเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่คอยเฝ้านับถึงชั่วโมง นาที วินาที นั่นก็ทำให้มนุษย์ต้องทนทุกข์อยู่กับความกลัวว่า เวลาจะหมดลง มนุษย์อยากจะรู้ว่าวันสุดท้ายนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ มนุษย์อยากจะกำหนดเวลา อยากจะจัดการเวลา  อยากจะกำหนดชีวิต  อยากจัดการทุกสิ่งทุกอย่าง อยากจะรู้ว่าเวลาของตนเองนั้นมีอยู่อีกเท่าไหร่ ท่านทั้งหลายมีความกังวลในวันเวลาของท่านบ้างหรือไม่ จะมีจนถึงเมื่อไหร่ กระแสของเรื่องวันสิ้นโลกก็ทำให้ผู้คนบางส่วนนั้นมีความตื่นตระหนก ต้องหาของกินของใช้มากักตุน แต่ในความเป็นจริงแล้วก็เห็นได้ว่าไม่ว่าโลกจะแตก หรือไม่แตก มนุษย์เราก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิมอยู่ดี เราแค่ตื่นตระหนก แล้วเราก็กลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม ฉะนั้นแล้ววันเวลาของโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา เราไม่มีทางที่จะรู้ว่าวันเวลานั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ ในพระธรรมมาระโก 13:32 ก็กล่าวว่า "แต่วันนั้น โมงนั้นไม่มีใครรู้ ถึงบรรดาทูตสวรรค์หรือพระบุตรก็ไม่รู้ รู้แต่พระบิดาองค์เดียว จงเฝ้าระวังและอธิษฐานอยู่ เพราะท่านไม่รู้ว่าเวลาวันนั้นจะมาถึงเมื่อไร" พระวจนะของพระเจ้าได้กล่าวกับเราเรื่องวันเวลาสุดท้ายหลายครั้ง และทุกครั้งที่เหล่าสาวกเฝ้าถามพระเยซูเรื่องวันและโมงนั้น พระเยซูก็จะตรัสบอกเหล่าสาวกว่า "จงเฝ้าระวังและอธิษฐานอยู่ เพราะท่านไม่รู้ว่าเวลานั้นจะมาถึงเมื่อไหร่" มีสองสิ่งที่มาพร้อมกันในพระดำรัสของพระเยซูก็คือ "จงเฝ้าระวัง" และ "อธิษฐาน" ให้เราพิจารณาสิ่งสำคัญสองอย่างนี้ด้วยกัน

1.จงเฝ้าระวัง ในสมัยโนอาห์และโลท ในการชำระความบาปในแผ่นดินด้วยน้ำและด้วยไฟ ในขณะที่มนุษย์นั้นสาละวนอยู่กับการใช้ชีวิต การกินดื่ม โดยไม่คำนึงถึงความถูกผิด สิ่งที่มีความหมาย สิ่งที่มีคุณค่าต่อชีวิต ซึ่งก็น่าเสียดายที่ในที่สุดแล้วสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์คิดว่าถูกต้องเหมาะสมกลับนำมาซึ่งหายนะและความสูญสลาย ทุกวันนี้ความบาปของมนุษย์ทวีขึ้นไม่แน่ใจว่าใกล้จะถึงจุดสูงสุดแล้วหรือยัง มนุษย์ยังคงทำความบาปซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในสมัยโนอาห์และโลท จะไม่เกิดขึ้นอีกหรือ

เราใช้ชีวิตด้วยความเสี่ยงและไร้สติขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อเพื่อนมนุษย์ ขาดการใคร่ครวญถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่ ถึงหน้าที่ความเป็นมนุษย์ที่เราควรกระทำ พระธรรมมาระโก 13:35-37 "เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านไม่รู้ว่าเจ้าของบ้านจะมาเมื่อไร จะมาเวลาค่ำ หรือเที่ยงคืน หรือเวลาไก่ขัน หรือรุ่งเช้า จงเฝ้าระวังอยู่ กลัวว่าจะมาฉับพลันและจะพบท่านนอนหลับอยู่ ซึ่งเราบอกพวกท่าน เราก็บอกคนทั้งปวงด้วยว่าจงเฝ้าระวังอยู่เถิด" แล้วพวกเราทั้งหลายมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ในความ "เฝ้าระวังอยู่" หรือไม่ ถ้าเรามีชีวิตอยู่อย่างเฝ้าระวัง มีสติในการดำเนินชีวิต ไม่ดำเนินชีวิตในความประมาท เพราะเวลาที่พระเจ้าประทานให้กับเรานั้นมีจำกัด เราแต่ละคนไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่จนถึงวันสุดท้ายที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมาหรือไม่ จงใช้เวลาแต่ละวินาที่ให้สมกับที่พระเจ้าได้ประทานให้ จงใช้ชีวิตที่ยำเกรงพระเจ้ารักษาพระบัญญัติของพระองค์ เพราะนี่เป็นหน้าที่ของมนุษย์ แล้วพระเจ้าจะเอาการงานทั้งสิ้นของเขาเข้าสู่การพิพากษา ผู้ที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองมีหน้ายิ่งกว่า นอกจากจะเฝ้าระวังและใช้ชีวิตของตนเองแล้ว ยังต้องตักเตือนสั่งสอนลูกหลานให้มีชีวิตเดินอยู่ในทางของพระเจ้า

2.จงอธิษฐาน  ท่านทั้งจงเฝ้าระวังและอธิษฐานเพื่อท่านจะไม่ถูกทดลองจิตใจ จิตวิญญาณพร้อมแล้วก้จริงแต่กายยังอ่อนกำลัง ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่ท่านจะเตรียมตัวสำหรับวันสุดท้าย แต่เป็นการเตรียมพร้อมชีวิตที่จะพบความยากลำบาก เพราะถ้าหากจิตวิญญาณอ่อนกำลังท่านก็พ่ายแพ้ต่อการทดลอง นอกจากเฝ้าระวังชีวิตของท่านด้วยชีวิตแห่งการอธิษฐาน จอห์น นอกซ์ผู้ก่อตั้งคริสตจักรในประเทศสก็อตแลนด์ขณะที่ท่านกำลังป่วยอยู่นั้นท่านได้ขอให้ภรรยาอ่านพระคัมภีร์ให้ท่านฟัง ภรรยาของท่านอ่านคำอธิษฐานของพระเยซูเพื่อสาวก หลังจากเขาได้ฟัง ทำให้เขาเริ่มอธิษฐานเหมือนที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำ เขาอธิษฐานเพื่อผู้ร่วมงาน เพื่อคนที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า มีทหารคนหนึ่งที่เคยได้ยินคำอธิษฐานของเขา ทหารผู้นี้กล่าวว่าเขากลัวคำอธิษฐานของจอห์น นอกซ์ มากกว่าสู้รบในสนามรบ ท่านอธิษฐานเผื่อคนอื่นๆ จนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตของท่าน เวลาที่เราอธิษฐานพระเจ้าไม่ได้สอนแค่ให้อธิษฐานเพื่อตัวเราเอง แต่พระเยซูคริสต์ได้อธิษฐานเพื่อคนอื่นๆ จอห์น นอกซ์เริ่มต้นรับแบบอย่างของพระเยซูคริสต์ การอธิษฐานเป็นลมหายใจของคริสเตียน คือการพูดคุยกับพระเจ้า มีคำกลอนหนึ่งที่ข้าพเจ้าอ่านแล้วประทับใจ และอยากจะแบ่งปัน ชีวิตที่ปราศจากจุดมุ่งหมายคือความแห้งแล้วเราจะเก็บเกี่ยวสิ่งใดได้ถ้าหากเราไม่ลงแรงปลูก แต่ถึงกระนั้นมันจะไม่สำเร็จถ้าปราศจากเป้าหมาย มนุษย์แตกต่างจากหุ่นยนต์ที่มีจิตวิญญาณ ถ้าเราไม่ส่งเรือออกไป ก็ไม่มีเรือที่จะเข้ามา ถ้าไม่มีการแข่งขันจะไม่มีใครชนะและการอธิษฐานจะไม่ได้รับคำตอบนอกจากเราจะอธิษฐาน ในชีวิตของเราไม่ว่าจะผิดพลาดอย่างไร ให้เราคุกเข่าลงและอธิษฐานไม่ใช่เพื่อความสบาย ความร่ำรวย หรือสุขภาพดี แต่การอธิษฐานเพื่อเป้าที่จะทำให้ชีวิตมีคุณค่า ให้จุดมุ่งหมายในชีวิตของเราอยู่ในทางแห่งพระเจ้า บุคคลที่พระเจ้าทรงใช้ได้คือบุคคลที่มีชีวิตแห่งการอธิษฐาน ขอให้เราใช้ทุกวินาทีในชีวิตเพื่อการเฝ้าระวัง และอธิษฐาน การที่เรารับรู้ในบางอย่างไม่เหมือนกับการที่เราเข้าใจด้วยชีวิตและรับไปใช้ ข้าพเจ้ามีความหวังใจว่า ในปีที่กำลังจากผ่านไป ขอให้เป็นอีกปีที่เราอยากจะรู้จักพระเจ้ามากขึ้น รักพระเจ้ามากขึ้น รักคนอื่นมากขึ้น ใช้เวลาของเราให้คุ้มค้ากับที่พระเจ้าประทานเวลาให้ ให้เราใช้ชีวิตของเราที่จะเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าในทุกๆ ลมหายใจของชีวิตเรา

ข้าพเจ้าอยากจะจบคำเทศนานี้ด้วยพระธรรม 2 เปโตร 3:17-18 "เพราะเหตุนั้นดูก่อนพี่น้องที่รักเมื่อท่านทั้งหลายรู้เรื่องนี้ก่อนแล้ว ท่านก็จงระวังให้ดีท่านอาจจะหลงไปกระทำผิดและสูญเสียความหนักแน่นมั่นคงของท่าน แต่ขอท่านจงจำเริญขึ้นในพระคุณในความรู้ซึ่งมากจากพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของเรา พระเกียรติจงมีแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าทั้งในปัจจุบันนี้ และจนตลอดไปเป็นนิตย์ อาเมน"