ก้าวต่อไป || Moving Onward

มกราคม 2022 : เดือนแห่งการสืบสานชีวิตใหม่่

เทศนา ภาคเช้า 2012-12-23

ศจ.ดร.ศึกษา เทพอาีรีย์ หัวข้อ : คริสตมาสแห่งพระพร
ยอห์น 1:9-14

โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์

การที่เราเฉลิมฉลองถึงวันที่พระเจ้าทรงประสูติ ขอให้ความชื่นชมยินดีนี้จะเกิดขึ้นตลอดชีวิตของเรา เมื่อ วันศุกร์ที่ผ่านมาเราได้ไปร้องเพลงตามบ้านและ ร้องเพลงที่โรงพยาบาลจุฬา หลายๆ คน ไม่มีพี่น้องมาเยี่ยม แต่เมื่อได้ยินถึงความรักของพระเจ้าพวกเขาเหล่านั้นก็ยังร้องไห้ออกมา

พระวัจนะของพระเจ้าตอนนี้ มีพระคัมภีร์อยู่สองข้อที่เศร้าที่สุดในพระคัมภีร์ทั้งเล่ม และในข้อถัดมา ก็มีความชื่นชมยินดีที่สุดในทั้งเล่มคือในยอห์น 1:11-12 “พระองค์ได้เสด็จมาบ้านเมืองของพระองค์ แต่ชาวบ้าน ชาวเมืองของพระองค์ไม่ได้ต้อนรับพระองค์” นี่คือข้อที่เศร้าที่สุด พระองค์ไม่ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ สมศักดิ์ศรี และในข้อถัดมา “แต่ส่วนบรรดาที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ ให้เป็นบุตรของพระเจ้า” นี่คือข้อที่น่าชื่นชมยินดีที่สุด เพราะเราได้รับสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า ในขณะที่ หลายๆ คน ไม่ได้รับสิทธินั้น เมื่ออธิบายในเชิงลึก เดิม คนยิวนั้นเป็นชนชาติที่พระเจ้าเลือกสรรไว้ตั้งแต่อับราฮัม แต่พระองค์ไม่ได้รับการต้อนรับจากคนยิว ที่เป็นชนชาติ ของพระองค์ ในขณะที่เราที่เป็นคนต่างชาติได้รับสิทธินั้น แทนคนยิวเหล่านั้นที่ไม่ต้อนรับพระเจ้า จะยกพระคัมภีร์ อีกข้อหนึ่ง อยู่ในโรม 6:23 “เพราะว่าค่าจ้างของความ บาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิต นิรันดร์ ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” วันนี้ เราเห็นผู้ร่วมเรียนระวีฯ ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ เราพบว่า พี่น้องเหล่านี้เมื่อเขาเติบโตขึ้น พี่น้องเหล่านี้ทำให้พระวัจนะ ของพระเจ้าเกิดขึ้นจริงในชีวิตของเขา เมื่อเรารู้จักพระเจ้า ในพระวัจนะเราจะรักพระองค์มากยิ่งขึ้นและอยากจะรับใช้มากยิ่งขึ้น

คริสตมาสเป็นเทศกาลแห่งความชื่นชมยินดี ในเวลาเดียวกัน เรานึกถึงพระเจ้าที่ประทานพระเยซูลงมา เป็นของขวัญที่ให้กับเรา เป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่มนุษย์ได้รับจากพระเจ้า เรารู้ว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของ พระเจ้าในการเสด็จมาเป็นมนุษย์และตายแทนเรา เพื่อเราจะไม่ตายจากพระเจ้า คำว่าค่าจ้างมีความหมาย ว่าผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากการกระทำ ค่าจ้างของความบาปคือความตาย ถูกกำหนดไว้แล้วตั้งแต่ยุคของ อาดัมและเอวา “หรือถ้าเจ้าไม่เชื่อฟัง หรือทำบาปเมื่อใด โทษนั้นคือความตาย” จนกระทั่งมาถึงพวกเราทุกวันนี้ เชื้อแห่งความบาปก็ยังตกทอดไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะบาปเล็กหรือใหญ่ เราทุกคนเป็นคนบาปและเสื่อมจากพระสิริ แต่พระคัมภีร์ได้พูดอีกว่า “แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์” การที่เราจะรับของขวัญชิ้นใหญ่ที่สุด เข้ามาในชีวิตเรา เราจะต้องสำนึกว่าเราเป็นคนบาปและช่วยตัวเองไม่ได้ ให้พระเจ้าให้อภัยเรา และตัดสินใจ ติดตามพระเจ้าตลอดไป เมื่อใครก็ตามที่รับของขวัญนี้ ตัวของเขานั้นได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว นี่คือสิ่งที่สำคัญ ที่เราจะชดใช้ความบาปที่เราได้ทำโดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ พระองค์รับความตายของเราทั้งหลายไว้กับ พระองค์ และตายแทนเรา ในขณะเดียวกันมีคนหลายคนถามผมว่า ทำไมพระเยซูพระองค์เดียวถึงตาย แทนคนทั้งโลกได้ เพราะว่าความบาปที่เข้ามาในโลกเพราะคนๆ เดียวฉันใด (อาดัม) แต่พระเยซูที่ตายแทน เราเพียงพระองค์เดียว ก็ทำให้เรารอดฉันนั้น

สิ่งที่เราทั้งหลายจะต้องสำนึกคือ เราต้องมอบชีวิตให้กับพระเจ้า เราตั้งหัวข้อในวันนี้ว่า คริสตมาสแห่ง พระพร ให้คริสตมาสที่เราจะสำนึกในพระพรชิ้นนี้ เมื่อเรารู้เหตุผลที่พระเยซูเข้ามาในโลก เราจะตอบสนอง อย่างไร ในยอห์น 14:6 “พระเยซูตรัสว่า เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต”  หากท่านใดที่ได้ฟังคำ เทศนาในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา พระเยซูบอกกับเราว่า “เราเป็น” ถึง 7 หนด้วยกัน และ “เราเป็นทางนั้น” ก็คือหนึ่งในพระพร 7 อย่างนั้น นี่เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะสมัครใจโดยการต้อนรับพระเยซูเข้ามาในชีวิตของเรา เราจะได้รับพระพรทั้งเจ็ดประการนี้เมื่อเราต้อนรับพระเยซูคริสต์

พระพรประการแรก พระพรแห่งการยกโทษบาป 1 ยอห์น 1:9 “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรมก็จะทรงยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” ถ้าเรา สำนึกและสารภาพบาปด้วยใจของเราพระเจ้าจะทรงอภัยให้กับเรา

พระพรประการที่สอง พระพรที่เราได้รับบ้านถาวร พระเยซูบอกว่าเราจะมีบ้านที่ถาวรบนแผ่นดินสวรรค์ เมื่อเรารับพระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิต “อย่าให้ใจของท่านวิตกเลย ท่านวางใจในพระเจ้า จงวางใจในเราด้วย ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่มาก ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่าน ทั้งหลาย”

พระพรประการที่สาม เราจะได้รับการบังเกิดใหม่ “เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ใน พระคริสต์ ผู้นั้นก็ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งเก่าๆ ก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” เมื่อเรารับพระเยซูคริสเข้ามา เราก็ถูกสร้างใหม่แล้ว

พระพรประการที่สี่ ชีวิตที่ครบบริบูรณ์ “ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อลักและทำลาย เสีย เรามาเพื่อประทานชีวิตที่ครบบริบูรณ์” พระเยซูประทานชีวิตที่ครบบริบูรณ์ คือ ร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ และสังคม ไม่ใช่ชีวิตที่มีเงินทอง เป็นชีวิตที่มีสันติสุข

พระพรประการที่ห้า เป็นความหวังในปัจจุบันและอนาคต 1 ทธ. 4:8 “เพราะ ถ้าการฝึกทางกายนั้นมีประโยชน์อยู่บ้าง ทางของพระเจ้าก็มีประโยชน์ในทุกทาง เพราะทรงไว้ซึ่งประโยชน์สำหรับชีวิตปัจจุบัน และชีวิตอนาคตด้วย” ชีวิตในโลก นี้เราจะมีชีวิตที่ครบบริบูรณ์ เมื่อเราตายไปเราจะไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาอีกต่อไป กายนั้นจะไม่มีการเสื่อม หรือ เปลี่ยนแปลงอีก

พระพรประการที่หก ช่องทางผ่านทางการอธิษฐาน 1 ทธ. 2:1 “เหตุฉะนั้นก่อนสิ่งอื่นใด ข้าพเจ้าขอ ร้องท่านทั้งหลายให้วิงวอนอธิษฐานทูลขอเพื่อคนทั้งปวง” เรามีเครื่องมือที่สำคัญที่สุด ในการที่เราจะเข้าถึงพระเจ้า คือการอธิษฐาน และพระองค์ทรงสดับฟัง เมื่อเราบังเกิดใหม่และกลายเป็นผู้ชอบธรรม เราได้สิทธิที่จะอธิษฐาน เพื่อคนทั้งปวง และเราจะอธิษฐานเผื่อคนอื่นมากขึ้นๆ เพราะเรารู้และเข้าใจในความเพียงพอที่เรามี และสัมผัส ถึงความทุกข์ในพี่น้องรอบตัวเราได้ ยิ่งเราอธิษฐานเผื่อคนอื่นมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะเติบโตในพระเจ้ามากขึ้น เท่านั้น

พระพรประการที่เจ็ด สันติสุขและความชื่นชมยินดี ฟป. 4:6-8 “อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆ เลย แต่จงทูลเรื่อง ความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐานการวิงวอนและการของพระคุณ แล้วสันติสุขของพระเจ้าที่เกินความเข้าใจ จะคุ้มครอง รักษาจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” เมื่อเรารับของ ขวัญที่ได้รับจากพระเจ้า เราจะได้รับพระพรทั้งเจ็ด ประการนี้ และพระพรเหล่านี้จะไม่หายไปเลย 

อยากจะแบ่งปันอีกสักเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่เกี่ยว กับวันคริสตมาส คนที่เขียนเรื่องนี้ เขียนว่า ใกล้ถึงวันคริสตมาสแล้วแต่ฉันยังเตรียมตัวไม่พร้อม ฉันต้องออก มาซื้อของในคืนคริสตมาสอีฟ ฉันไม่มีคุณพ่อคุณแม่ เพราะท่านได้หย่าร้างกัน ฉันพบเด็กคนหนึ่ง กำลังถูกแม่ ดุว่าเพราะเธอกำลังเอาตุ๊กตาพระกุมารเยซูไว้ที่ปากเธอ เด็กคนนี้บอกว่าเธออยากได้ตุ๊กตาตัวนี้ ฉันไม่กล้ามอง ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ด้วยความประหลาดใจ ฉันเห็นผู้เป็นแม่และลูกที่แต่งตัวปอนๆ และเด็กคนนั้นกำลัง ขอโทษผู้เป็นแม่ว่าเธอไม่น่างอแง แต่ผู้เป็นแม่สัญญาว่าถ้าลูกยอมเป็นเด็กดี แม่จะยอมอดเพื่อซื้อตุ๊กตาตัวนี้ให้ แต่เด็กคนนั้นตอบว่าเธอไม่อยากได้แล้ว เพราะคุณครูที่โรงเรียนบอกกับเธอว่า “พระเยซูอยู่ในหัวใจของหนู ต่างหาก” ฉันจึงหยิบตุ๊กตาชุดนั้น และโรงวัวไปจ่ายเงินให้กับเด็กคนนั้น และฉันก็คิดถึงคำพูดของเด็กคนนั้น มาตลอด

พระเยซูก็อยู่ในใจของผู้ที่้ต้อนรับพระองค์ทุกๆ คน เราจะมีท่าทีในการตอบสนองพระองค์อย่างไร