ก้าวต่อไป || Moving Onward

มกราคม 2022 : เดือนแห่งการสืบสานชีวิตใหม่่

เทศนา ภาคเช้า 2012-12-09

ศจ.ดร.ศึกษา เทพอาีรีย์ หัวข้อ : รับเสด็จพระเยซู
อิสยาห์ 9:6-7, ฟิลิปปี 2:5-11

โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา ก็เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทราบว่ามีพี่น้องหลายคนได้ไปร่วมเฉลิมฉลองและรอรับเสด็จพระที่นั่งอนันตสมาคมด้วยเช่นกัน ก็ทำให้นึกถึงเมื่อครั้งที่พระเยซูของเราเสด็จมาเมื่อกว่าสองพันปีที่แล้วนั้นมีใครบ้างที่มาต้อนรับพระองค์ จากพระวจนะของพระเจ้าก็บอว่ามีเพียงคนที่ต่ำต้อย เช่นพวกคนเลี้ยงแกะ แล้วบรรดาพวกกษัตริย์ โหราจารย์ต่างๆ คนส่วนใหญ่หายไปไหน คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าพระเยซูจะเสด็จมาในฐานะต่ำต้อยเช่นนี้ หลายๆ ครั้งในชีวิตของเรามองแต่ของที่สูงค่า เรามักลืมของที่ต่ำต้อย คนที่ต่ำต้อย คนที่หิวกระหาย คนที่เหน็ดเหนื่อย ทำให้เราพลาดจากน้ำพระทัยของพระเจ้าในการรับใช้พระองค์ไป ในเทศกาลคริสตมาสนี้อยากจะเตือนพี่น้องว่าอย่าให้เราพลาดบางอย่างที่พระเจ้าต้องการให้เราทำ ในโบสถ์ของเราก็จะมีการเฉลิมฉลองต่างๆ ในเทศกาลคริสตมาส ถ้าถามถึงคนที่เฉลิมฉลองทุกเดือนทุกปีมานานๆ สิ่งหนึ่งที่พบก็คือความเบื่อในการเตรียมการเฉลิมฉลอง เพราะงานก็จะซ้ำๆ แต่เปลี่ยนคนสั่งไปเรื่อย เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรที่จะแก้ไข ขจัดความรู้สึกด้านลบเหล่านี้ที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

คุณครูหลายๆ ท่านที่ทำงานในโรงเรียน ผู้นำ ศิษยาภิบาลทั้งหลายก็ต้องทำงานจัดเตรียมงานคริสตมาส คณะนักร้องต้องซ้อมเพลง เราจะทำให้ความหมายที่แท้จริงเกิดขึ้นกับเราอย่างไร คริสตมาสจึงเป็นคริสตมาสที่แท้จริง คริสตสมภพจึงจะเป็นคริสตสมภพที่แท้จริง ในการรับเสด็จองค์พระเยซู หากเราไม่รู้จักพระเยซูดีพอแล้วเราจะไม่มีวันที่จะเข้าใจและหาความหมายที่แท้จริงของวันคริสตสมภพได้เลย

เรารับเสด็จองค์พระเยซูคริสต์อย่างไรบ้าง สำหรับพี่น้องที่ยังไม่เคยต้อนรับพระเยซูเข้ามาในชีวิตเลย การรับเสด็จพระเยซูหมายความว่าเราจะต้องเชิญพระเยซูเข้ามาในชีวิตของเรา ให้พระเยซูบังเกิดในชีวิตของเราอย่างแท้จริง แล้วเราจะบังเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณ มีการคืนดี มีสัมพันธภาพกับพระองค์ สำหรับผู้ที่ต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว การเฉลิมฉลองรัยเสด็จพระเยซูนั้นเราจะต้องถือเป็นการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ ได้รับการเสริมเรียวแรง ได้รับความสดชื่น มีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่งผ่านเทศกาลคริสตสมภพ ไม่ว่าเราจะมีภาระหน้าที่ ความรับชอบมากมายเพียงไร ขออย่าให้สิ่งเหล่านั้นทำให้เราเหนื่อย เป็นอุปสรรคที่กีดขวางเราไม่ให้เข้าไปถึงความหมายที่แท้จริงของวันคริสตมาส เมื่อไหร่ที่เราพบกับองค์พระเยซูคริสต์สิ่งหนึ่งที่เราจะได้รับคือการฟื้นความสัมพันธ์ มีน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต มีชีวิตที่ใกล้ชิดกับพระองค์ เพราะฉะนั้นการที่เราจะมีชีวิตส่วนตัวที่จะรับใช้พระองค์นั้นชีวิตของเราจะต้องถูกรื้อฟื้นขึ้น ต้องถอยชีวิตของเราออกมาจากความยุ่งยากวุ่นวาย จาการงานต่างๆ ของเรา อยู่ยิ่งสงบ เป็นส่วนตัวกับพระผู้เป็นเจ้า เวลานั้นแกละเราจะพบกับความหมายที่แท้จริงของวันคริสตมาส

ในพระคัมภีร์ยอห์น ท่านอัครทูตยอห์นได้ให้คำตอบแก่คำถามที่ว่าพระเยซูคือผู้ใด ท่านยอห์นที่ใด้ติดตามพระองค์มาตลอดสามปีครึ่งได้มีคำตอบอยู่ 7 ประการที่พระเยซูได้บอกแก่ท่านว่าพระองค์คือผู้ใด พระองค์ได้บอกว่า "เราเป็น" ทั้ง 7 ประการนั้น (7 I am) แต่จะขอแบ่งปันให้ทราบเพียง 4 ประการก่อนดังนี้

   1.เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ยน. 6:35 "พระเยซูตรัสกับเขาว่า 'เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่วางใจในเรา จะไม่กระหายอีกเลย'" อาหารที่พระองค์ตรัสนี้หมายถึงอาหารฝ่ายจิตวิญญาณที่จะจรรโลงจิตวิญญาณของพวกบรรดาผู้ที่ได้ติดตามพระองค์ และมีความหิวกระหายฝ่ายร่างกาย บรรดาผู้ที่ติดตามก็ได้รับรู้ถึงอาหารฝ่ายวิญญาณ อาหารแห่งชีวิตนั่นก็คือตัวของพระเยซูคริสต์เอง พระองค์จะเป็นอาหาร เป็นน้ำแห่งชีวิตที่จะหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของเราและเราจะไม่หิวกระหายอีกเลย

ยน.4:13-14 "พระเยซูตรัสตอบว่า 'ทุกคนที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก แต่ผู้ที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้น จะไม่กระหายอีกเลย น้ำซึ่งเราจะให้เขานั้น จะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์'" น้ำที่พระองค์จะประทานให้นั้นจะเป็นบ่อน้ำพุในชีวิตเขาพุ่งขึ้นจนถึงชีวิตนิรันดร์

สดด.42:1 "กวางกระเสือกกระสนหาลำธารที่มีน้ำไหลฉันใด ข้าแต่พระเจ้า จิตวิญญาณของข้าพระองค์ ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น" คนที่หิวกระหายฝ่ายวิญญาณก็คือคนที่รู้จักตัวเองอย่างแท้จริง ถ้าเรากำลังจะผ่านเทศกาลรับเสด็จองค์พระเยซูแล้วเราไม่ได้รู้สึกกระหายหาพระเยซูแล้ว เราน่าจะมีความผิดปกติเกิดขึ้นในจิตวิญญาณของเราแล้ว เราหิวกระหายอะไร เราก็จะหาสิ่งนั้นมาเติมเต็มในชีวิต แต่เรามีจิตวิญญาณที่ยังหิวกระหายในฝ่ายวิญญาณได้ มธ.5:3 "บุคคลผู้ใด รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา" มธ.5:6 "บุคคลผู้ใดหิวกระหายความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงให้อิ่มบริบูรณ์" ถ้าเรายังหิวกระหายหาพระเจ้าอยู่ นั่นคือความรู้สึกที่ถูกต้องแล้ว เรากำลังจะได้แผ่นดินของพระเจ้า

   2.เราเป็นความสว่างของโลก ยน. 8:12 "อีกครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า 'เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต'" เมื่อเรามีพระเยซูในชีวิตของเรา เราจะเกิดความสว่าง เราจะมีความเข้าใจ และยอมรับในความกังวล ท้อใจในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต ฟป 4:4-7 "จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด จงให้จิตใจที่อ่อนสุภาพของท่านประจักษ์แก่คนทั้งปวง องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆ เลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์" มีเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่พระเจ้าที่ได้ทรงประทานให้ก็คือการอธิษฐาน เราต้องอธิษฐานเผื่อกันและกัน อธิษฐานสารภาพบาปต่อกันและกัน อธิษฐานขอการทรงรักษาเพื่อกันและกัน พระองค์จะเป็นเสาเมฆ เสาไฟแห่งชีวิตเพื่อนำทางเราในชีวิตทุกๆ วัน

   3.เราเป็นประตู ยน. 10:9 "เราเป็นประตู ถ้าผู้ใดเข้าไปทางเราผู้นั้นก็จะรอด เขาจะเข้าออกแล้วก็จะพบอาหาร" มีสามความหมายของประตูคือ

  1. ทางแห่งความรอด
  2. การแบ่งอาณาเขต แผ่นดินของพระเจ้าว่าใครที่อยู่นอกเขต นอกบริเวณก็อยู่นอกแผ่นดินของพระเจ้า
  3. เป็นคนที่ถูกคัดสรร ถูกเลือกให้บริสุทธิ์แยกจากโลกภายนอก

   4.เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ยน.10:11 "เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ" ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ และจะรับผิดชอบความปลอดภัย ดูแลฝูงแกะ ผู้เลี้ยงที่ดีมีคุณสมบัติคือ เขาบริบาลเรา เขาจะเฝ้าประตูเข้าออก รู้จักแกะของเขาทุกตัว เขาจะเดินนำแกะไปในที่ๆ ไว้ใจได้ เขายอมสละชีวิตของตนเพื่อปกป้องแกะ เขาจะหาแกะที่หายไปจนพบ

มีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เกี่ยวกับชีวิตของหมอบรัดเลย์ และอยากจะแบ่งปันให้กับพี่น้องได้ฟังด้วยเช่นกัน ผู้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 4 ได้บอกว่าเป็นฝรั่งที่รักเมืองไทยเสียยิ่งกว่าคนไทยหลายๆ คน ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ 2355 ตอนนี้ก็จะเป็นปีที่ครบ 200 ปีของท่าน ท่านเป็นมิชชันนารีเดินทางมารับใช้ในไทยเป็นรุ่นที่สามของคณะมิชชัน ในช่วงรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 3 โดยองค์กรรวมของคณะเพรสไบทีเรียนและคณะแบ็บติสท์ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่หมอบรัดเลย์ได้ริเริ่มทำ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาล การเริ่มการพิมพ์หนังสือด้วยการสั่งแท่นพิมพ์มาใช้ จนถึงแก่กรรมเมื่ออายุ 71 ปี ในสมัยรัชกาลที่ 5

มิชชันนารีอีกคนหนึ่งซึ่งก็คือลูกเขยของหมอบรัดเลย์ ชื่อ นายแพทย์มาริออน ชีค ก็ได้ประกาศพระกิตติคุณในท้องที่ภาคเหนือ ที่เชียงใหม่ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งเป็นที่ยอมรับ สมัยนั้นบริษัทอังกฤษก็เข้ามาทำไม้ที่อุดมสมบูรณ์มาก ก็เลยว่าจ้างหมอชิด (ที่คนไทยเรียกขาน) ให้ทำงานกับบริษัทบอร์เนียวแทนการรับใช้พระเจ้า แล้วท่านก็เปลี่ยนไปมีชีวิตที่ร่ำรวย สำเริงสำราญ จนเป็นที่เลื่องลือ และก็มีปัญหากับบริษัทบอร์เนียวจนต้องลาออกจากบริษัท แล้วตั้งบริษัทค้าไม้กับรัฐบาลสยามเสียเอง โดยกู้เงินจากรัฐบาลสยามด้วย แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวทำให้การค้าเสียหาย ไม่สามารถใช้เงินที่กู้ได้เลยต้องขายกิจการให้กับนายหลุยส์ ตีเลียวโนเวนไป และก็เลยไปหาบริษัทอังกฤษในพม่าเข้ามาทำธุรกิจต่อ เมื่อทำธุรกิจไปได้สักพัก รัฐบาลสยามก็ไม่ไว้วางใจอีกต่อไป จนยึดไม้ ทรัพย์สินต่างๆ ของบริษัทของหมอชิดไว้ หมอชิดก็ยื่นฟ้องรัฐบาลสยามเรียกร้องค่าเสียหาย โดยกงศุลอังกฤษประจำจีนและญี่ปุ่นเป็นผู้ตัดสินให้หมอชิดคณะคดี แต่หมอชิดก็เสียชีวิตไปก่อนที่จะได้รับเงินนั้น

เปรียบให้เห็นในชีวิตของคนสองคนที่คนหนึ่งมีพระเยซูอยู่กับเขาตลอด แต่อีกคนหนึ่งนั้นได้ละทิ้งพระเยซูคริสต์ไป มีชีวิตของมิชชันนารีสองท่านอยู่ต่อหน้าเรา ให้พิจารณาดูว่าเราจะเลือกชีวิตของใคร