100 ปี สืบสานและส่งต่อ

สิงหาคม 2022 : เดือนแห่งการระลึกสตรี

เทศนา ภาคเช้า 2012-07-01

By: ศึกษา เทพอารีย์.

Suksa Theparee หัวข้อ : ทดสอบด้วยไฟ
โรม 5:1-10

โดย ศจ.ดร.ศึกษา  เทพอารีย์

แครอท ไข่ เมล็ดกาแฟ

โรม 5: 1-10 "เหตุฉะนั้น เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้ว เราจึงมีสันติสุขในพระเจ้า ทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา โดยทางพระองค์เราจึงได้เข้าในร่มพระคุณที่เรายืนอยู่และเราชื่นชมยินดีในความไว้วางใจว่าจะได้มีส่วนในพระสิริของพระเจ้า ยิ่งกว่านั้น เราชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากของเราด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น ทำให้เกิดความอดทน และความอดทนทำให้เห็นว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้ และการที่เราเห็นเช่นนั้นทำให้เกิดมีความหวังใจ และความหวังใจมิได้ทำให้เกิดความเสียใจเพราะผิดหวัง เพราะเหตุว่าความรักของพระเจ้าได้หลั่งเข้าสู่จิตใจของเรา โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่เราแล้ว ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม"
   เมื่อข่าวประเสริฐของพระเจ้า อันหมายถึงการกลับใจ การสารภาพ ทูลขอการอภัยโทษ การอัญเชิญพระเยซูเข้ามาประทับในชีวิต เป็นพระเจ้าและเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และตัดสินใจในการตั้งใจติดตามพระเยซูตลอดไปซึ่งที่เรียกง่ายๆ ว่า “รับเชื่อ” หรือ “บังเกิดใหม่” ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบังเกิดใหม่นั้น เกิดขึ้นทันทีเมื่อเรารับเชื่อ ในพริบตาเดียว และเป็นประสบการณ์ถาวร เกิดครั้งเดียว ไม่เกิดหลายครั้ง และจะไม่สูญเสียสภาพแห่งการมีชีวิตนิรันดร์ เพราะชีวิตนิรันดร์จะเป็นชีวิตนิรันดร์ไม่ได้ ถ้าไม่คงอยู่ตลอดไป ซึ่งเป็นการขัดแย้งกันในตัวของมันเอง และถ้าพระเจ้าเลือกสรรแล้ว จะเปลี่ยนพระทัยหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้ (ยอห์น 5:24, 10:28 ฮีบรู 5:9) และถ้าไม่บังเกิดใหม่ จะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ (ยอห์น 3:3) พระเยซูให้ความมั่นใจกับสาวกที่บังเกิดใหม่แล้วว่า ชื่อของเขาจดไว้ในสวรรค์แล้ว (ลูกา 10:20) เขาเป็นของพระองค์ เขามีชีวิตนิรันดร์แล้ว หลังจากการรับเชื่อที่นำไปสู่การบังเกิดใหม่นั้น ทำให้เราเข้าสู่กระบวนการ 2 กระบวนการด้วยกันคือ
  1. การประกาศว่าเป็นผู้ชอบธรรม (justification) อ.เปาโล ใช้ศัพท์คำว่า “ถือว่าเป็นผู้ชอบธรรม” หรือ นับว่าเป็นผู้ชอบธรรม เพราะบริบท เบื้องหลังคดีในศาล ศัพท์คำนี้สามารถใช้คำว่า “นิรโทษกรรม” หรือ อภัยโทษ แต่ลึกซึ้งกว่า และมีความหมายมากกว่า คือ ประกาศว่าไม่ผิดอีกต่อไปแล้ว ได้รับการยกโทษให้พ้นจากการลงโทษแล้ว ได้คืนดีกับผู้พิพากษาคือพระเจ้า ได้รับการทรงโปรดให้เป็นบุตร และเป็นทายาทของผู้พิพากษาคือ พระเจ้านั่นเอง โดยมีทนาย หรือผู้เข้าข้างจำเลย คือพระเยซู และมีจำเลยคือเรา มีกฎหมายคือ พระบัญญัติของพระเจ้า และมีผู้ฟ้องคือ มารซาตาน ผลของการตัดสินลงโทษคนบาป คือ ค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่มีผู้สมัครใจที่จะรับโทษแทน โดยมีสิทธิและมีความสามารถในการรับโทษแทน คือ พระเยซู ดังนั้น เมื่อจำเลยซึ่งเป็นคนบาป ขอการอภัยโทษ จึงได้สิทธิ์นั้นทันที นี่คือกระบวนการการนับว่าเป็นผู้ชอบธรรม ซึ่งส่งผลต่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคตของคนคนนั้น สิ่งนี้ทำให้เรารู้ว่า เป็นพระคุณของพระเจ้าล้วนๆ ซึ่งเกิดจากพระเยซูที่ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราบนไม้กางเขน และเรารับเอาด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ด้วยการกระทำดีใดใด ดังนั้นเอง ความรอดของคริสเตียนจึงเชื่อมโยงกับกระบวนการนี้ 
  2. กระบวนการการชำระให้บริสุทธิ์ (sanctification) ก็เกี่ยวข้องกับความรอด เพราะเป้าหมายของพระเจ้าไม่ได้หมายความเพียงรอดจากนรก รอดจากพระพิโรธ รอดจากคำพิพากษา แต่หมายถึงรอดจากอำนาจของมาร หรืออำนาจบาป เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ ก็คือ มีชีวิตที่เป็นพระฉายาของพระเจ้า สะท้อนถึงพระลักษณะของพระเจ้าที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ก็คือ ความบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์ของพระเจ้านั้น คือ ความปราศจากบาป โดยความหมายของคำว่าบริสุทธิ์ ในภาษาเดิม ใช้กับของใช้ สถานที่ และบุคคลที่ถูกคัดกรอง แยกแยะ กันไว้จากการใช้งานชนิดธรรมดา เพื่อเป็นของสงวน เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่กันไว้ใช้สำหรับพระเจ้า ในพระคัมภีร์ใหม่ คริสเตียนมีชื่อว่า Saint หรือ ธรรมิกชน คือผู้ชอบธรรม (ที่มีชีวิตบริสุทธิ์) กระบวนการนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงเป็นขั้นตอน เป็นลำดับขึ้นไป มีความต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นประสบการณ์ทันทีทันใดเหมือนการนับว่าเป็นผู้ชอบธรรม
โรมบทที่ 5 ได้กล่าวถึงสิ่งล้ำค่าหรือทรัพย์สิน 10 ประการ ที่เราได้รับเนื่องด้วยความรอด อย่างไรก็ตาม พระวจนะของพระเจ้าตอนนี้ ทำให้เราเรียนรู้ว่าสิ่งที่เป็นของมีค่า ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์สินอันทรงคุณค่า 10 ประการนี้ คือ 
  1. สันติภาพ คือการคืนดีกันกับพระเจ้า จากเดิมเราเป็นศัตรูกับพระองค์ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้ระงับพระพิโรธของพระเจ้า ทำให้เกิดผลที่ตามมาคือ พระเจ้าทรงกลับคืนดีกับมนุษย์ (โรม 5:10) เป็นความสัมพันธ์แบบสันติ ฟื้นฟูสภาพความใกล้ชิดสนิทสนมกันแบบหน้าต่อหน้า เหมือนในสมัยอาดัมก่อนทำบาป ความตายของพระเยซูทำให้พระเจ้าพอพระทัย ขณะนี้พระองค์ทรงหันพระพักตร์ของพระองค์กลับมาคืนดีกับมนุษย์ ยังคงเหลือแต่มนุษย์ที่ต้องหันกลับมาหาพระเจ้า
  2. ช่องทางเข้าสู่พระเจ้า ให้เราเข้าใจว่า ปกติเราไม่มีทางเข้าถึงพระเจ้าได้เลย ถ้าพระเจ้าไม่เปิดตัวลงมาหาเราก่อน เพราะมีกำแพงใหญ่ คือบาปขวางกั้นระหว่างเรากับพระเจ้า เดิมเราอยู่ห่างจากพระเจ้า แค่ระยะใกล้นิดเดียว คือกำแพงนี้ซึ่งจะถูกทำลายได้ โดยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู การตายไถ่บาปของพระองค์ และเราตอบสนองด้วยการรับเชื่อ
  3. พระคุณ เมื่อเรารับเชื่อแล้ว เราจึงรับพระคุณของพระเจ้า นี่คือความโปรดปรานของพระเจ้าที่รักเรา พอพระทัยในการตอบสนอง เราไม่สมควรได้รับแต่เรายังได้ สิ่งนั้นคือการยกโทษ ดังนั้น เราจึงได้รับพระคุณผ่านทางพระเยซูอีกเช่นเดียวกัน จึงไม่มีเหตุผลใดที่เราจะไปไม่ถึงพระเจ้า หรือเข้าถึงพระองค์ไม่ได้ และโดยพระคุณนี้เอง รักษาชีวิตของเราไว้ โดยพระคุณนี้เอง ทำให้เราเติบโตในพระคริสต์ และโดยพระคุณนี้เอง ทำให้เรารับการฟื้นฟูจิตใจ กลับมาสู่ทางของพระเจ้า เมื่อเราหลงหรือสะดุดล้มลงในชีวิต ให้เราจำไว้ว่า เรายืนอยู่ใต้ร่มพระคุณของพระเจ้า มีชีวิตอยู่และเติบโตผ่านพ้นวิกฤตกาล ความทุกข์ยากลำบากสู่ความเป็นนิรันดร์
  4. ความชื่นชมยินดีในความหวัง ชีวิตคริสเตียนมีความหวัง และแม้ว่าเราอาจยังไม่สมหวัง ปัจจุบันยังมีภาวะเจ็บปวด มีบางสิ่งที่คุกคามเรา มีความกลัวความไม่แน่นอนของชีวิต ความทุกข์ยากลำบากที่เกิดจากผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา แต่เรากำลังนับถอยหลังเข้าสู่ความเป็นนิรันดร์ ระยะนับถอยหลังนี้เป็นระยะเตรียมการเข้าสู่ชีวิตที่พระเจ้าเตรียมให้กับเรา เพื่อที่เราจะชื่นชม นมัสการ เฉลิมฉลองในความงามและความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และมีสามัคคีธรรมกับองค์พระเยซูคริสต์ในความรักของพระองค์ ดื่มด่ำกับสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำเพื่อเรา
  5. ความชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากลำบาก เมื่อมีความเจ็บปวดทางร่างกาย บางคนมีภาวะพิการ อัมพฤกษ์อัมพาต ป่วยด้วยโรคร้าย ยาที่ใช้ที่ดีที่สุด ไม่ได้ผลอีกต่อไป กำลังก็ลดน้อยถอยลง หรือบางครั้งความตายกลายเป็นภาคบังคับที่ต้องเผชิญหน้า แต่เราสามารถมีความชื่นชมยินดี เพราะเหตุที่การทนทุกข์ยากลำบากเหล่านั้นจะกลายเป็นสง่าราศี เหมือนกับสง่าราศีของพระเยซูที่ได้ทนทุกข์ทรมานนั้น พระเจ้าบอกเราว่า คงจะไม่ทดลองเกินกว่าที่เราจะทนได้ และยังทรงสัญญาว่า จะทรงช่วยให้คนที่รักพระองค์เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง และทรงตรัสว่า “เราจะอยู่กับเจ้าเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค”
  6. ความอดทน ความอดทนเป็นเกณฑ์วัด หรือเป็นบททดสอบ ที่ทำให้เราเข้มแข็ง ภาษาไทย คำว่า “อด” คือการหักห้ามใจหรืออดกลั้นที่จะไม่โต้ตอบเมื่อถูกกระทำ คำว่า “ทน” คือ ความทนทานต่อความรุนแรง
  7. บุคลิกภาพ บุคลิกภาพที่ได้รับการพิสูจน์ว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้ ถ้าเป็นสินค้า ก็จะถูกตีตราว่า “พิสูจน์แล้ว” หรือ “ตรวจสอบแล้ว” (inspected) หรือ “ผ่าน“ (passed) การควบคุมคุณภาพแล้ว เราจะเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงใช้เป็นอย่างมากเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า
  8. ความมั่นใจ ความมั่นใจหมายความว่า ความหวังของเราจะเกิดขึ้นแน่ เราจะไม่ละอายเมื่อวันนั้นมาถึง เหมือนคนที่พยายามระบุวันเวลาการเสด็จกลับมาของพระเยซู พวกเขาได้รับความละอาย เสียหน้า เพราะระบุผิดจึงกลายเป็นคนที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะไม่สามารถไว้วางใจได้ แต่เรามีความมั่นใจเมื่อเราผ่านประสบการณ์ตรงกับพระเจ้าในการช่วยเหลือของพระองค์ ในการที่ทรงสัตย์ซื่อต่อพันธสัญญาและทรงเป็นที่ไว้วางใจได้ เมื่อเราตกทุกข์ได้ยาก ทรงเป็นที่ลี้ภัยในยามทุกข์ยากลำบาก
  9. ความรักของพระเจ้า ความรักของพระเจ้า คือการอดทนนานของพระองค์ การกระทำคุณให้ การเสียสละ การเห็นแก่ประโยชน์ที่มีต่อเราของพระเจ้า ฯลฯ ได้หลั่งไหลเข้าสู่จิตใจของเรา เติมเต็มจิตใจของเราโดยผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือ พระวิญญาณบริสุทธิ์
  10. พระวิญญาณบริสุทธิ์ พระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นทำพระราชกิจของพระองค์ ที่เรียกว่าเสาะแสวงหาผู้ที่หลงให้รอด ตอนนั้นเรายังไม่สนใจพระเจ้า ยังเป็นศัตรูของพระเจ้า และโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงช่วยให้เราสำนึกได้ ซึ่งธรรมชาติของมนุษย์นั้นไม่สามารถพบกับพระเจ้า รับความรอดได้เลย เพราะเราตายฝ่ายวิญญาณอยู่แล้ว จึงช่วยตัวเองไม่ได้ พระองค์ให้เราเริ่มสำนึกบาป สารภาพและกลับใจ ทรงช่วยให้เราเข้าสู่การบังเกิดใหม่ เสด็จเข้ามาในชีวิต ทรงเป็นมัดจำของการมีชีวิตนิรันดร์ และทรงเป็นพยานยืนยันว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้า และช่วยให้เราดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์โดยฤทธิ์เดชของพระองค์ และทรงบันดาลให้เกิดผลของพระวิญญาณ 9 ประการในที่สุด และยังโปรดประทานของประทานฝ่ายวิญญาณให้กับเราด้วย 19 อย่าง ที่ได้บันทึกในพระคัมภีร์
บทประยุกต์ เราสรรเสริญพระเจ้าได้ง่ายดายถ้าได้รับพระพรหรืออยู่ในสถานการณ์ที่ดี มีความสุข แล้วเราจะยังสรรเสริญพระเจ้าไหม ถ้าหากพบความขัดแย้งอย่างรุนแรง เรายังจะมีความเชื่อไหม หากรู้สึกว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้าเลย
 
คำถามเหล่านี้ ทำให้เราคิดถึงอุปมาเรื่องที่ว่าถ้าเราต้มหัวแครอท ไข่ และเมล็ดกาแฟ จะเกิดผลต่างกัน หัวแครอทจะอ่อนลง ไข่จะแข็ง เมล็ดกาแฟจะทำให้น้ำเปลี่ยนสีและส่งกลิ่นหอมน่าดื่ม น้ำกำลังเดือด อุปมาเหมือนปัญหาหรือแรงกดดันต่างๆ ในชีวิตเรา หัวแครอท ไข่ และกาแฟอุปมาเหมือนปฏิกิริยาของมนุษย์ที่มีต่อปัญหาและแรงกดดันต่างๆ หัวแครอทที่อ่อนลงเปรียบเหมือนคนที่ชอบบ่น ชอบโวยวายสงสารตัวเองเมื่อพบปัญหา ไข่ที่แข็งตัวเปรียบเหมือนคนหัวดื้อหัวรั้น ชอบกบฏ แข็งข้อและโกรธพระเจ้า เมื่อประสบความลำบากยากแค้น เมล็ดกาแฟเปรียบเหมือนคนที่เชื่อฟังและวางใจพระเจ้า เขาจะเปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวและส่งกลิ่นหอมของพระคริสต์ไปพร้อมกัน พระเจ้าประทานความเชื่อซึ่งใหญ่กว่าปัญหาใดๆ ที่เราพบ ขนาดของปัญหาไม่สำคัญเท่ากับปฏิกิริยาที่เรามีต่อสิ่งซึ่งเกิดขึ้น ความเชื่อคือตัวกำหนดว่าเราจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ขณะพบการท้าทายในชีวิตประจำวัน เราจะทำตัวเหมือนหัวแครอท ไข่ หรือว่าเมล็ดกาแฟ