100 ปี สืบสานและส่งต่อ

สิงหาคม 2022 : เดือนแห่งการระลึกสตรี

เทศนา ภาคเช้า 2012-06-17

By: ศึกษา เทพอารีย์.

Suksa Theparee หัวข้อ : สร้างกันต่อไป
เอสรา 4-6

โดย ศจ.ดร.ศึกษา  เทพอารีย์ 

เอสราเป็นผู้ฟื้นฟูระบบการนมัสการ ในพระธรรมนี้เป็นเรื่องราวต่อจากพระธรรมพงศาวดาร มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกลับมาจากบาบิโลนของเชลยศึกชาวยิวบางกลุ่ม เอสรานำการฟื้นฟูเรื่องการนมัสการมาสู่ชาวกรุงเยรูซาเล็ม เหตุการณ์ในพระธรรมเอสรานี้เป็นการอพยพกลับจากอาณาจักรเปอร์เซีย ซึ่งประกอบด้วย 3 เหตุการณ์ คือ

  1. การกลับของเชลยตามบัญชาของจักรพรรดิแห่งเปอร์เซีย 3 รอบใหญ่ๆ ( Zerubbabel-Temple/EZRA-people/Nehamiah-Wall )
  2. การบูรณะพระวิหารและการถวายพระวิหารแด่พระเจ้า—อุปสรรค / ศัตรู / พวกเดียวกัน / ระบบราชการ (ผู้มีอำนาจ)
  3. การกลับมาของเอสราผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์ (คนของพระเจ้า / ประชาชน / ผู้นำ ผู้เชียวชาญทุกระดับ)

   เราได้รับบทเรียนว่า เมื่อถึงเวลาของพระองค์ น้ำพระทัยของพระองค์จะสำเร็จ บทที่ 4-6 บรรยายว่า การต่อต้านของศัตรู อยู่ในรัชกาลของกษัตริย์อาหสุเอรัส เรื่อยมาจนถึงสมัยของกษัตริย์อารทาเซอร์ซิส เพื่อโจมตีขัดขวางเพื่อไม่ให้ชาวยิวสร้างเมืองและกำแพงเมือง (ข้อ 12-13) จนทำให้การก่อสร้างพระนิเวศน์ของพระเจ้าหยุดลง ไปจนถึงปีที่สองของการเปลี่ยนรัชกาล ที่มีชื่อว่า ดาริอัส ต่อมาในบทที่ 5 ผู้เผยพระวจนะฮักกัยและเศคาริยาห์ได้เผยพระวจนะ เศรุบบาเบลและเยชูอา ได้ตอบสนองและดำเนินการส่งหนังสือกราบทูลกษัตริย์ดาริอัส ขอให้ค้นดูหลักฐานว่ากษัตริย์ไซรัสได้ออกกฎหมายให้สร้างพระนิเวศน์ของพระเจ้าขึ้นใหม่ ในที่สุด กษัตริย์ดาริอัสทรงบัญชาให้ค้นดูในหอเก็บหนังสือ ได้พบม้วนหนังสือกฤษฎีกาอนุญาตจากกษัตริย์ไซรัสให้สร้างพระวิหารและให้คืนของและเครื่องใช้ที่เป็นทองคำและเงินคืนให้กับพระวิหาร และอนุมัติเงินค่าก่อสร้างพร้อมแบบจากพระคลังหลวง เอสราบทที่ 4-6 นี้ อยู่ในตอนที่สอง คือการสร้างและบูรณะพระวิหาร เราได้รับบทเรียนจากการสร้างและบูรณะ ดังนี้

1. ความจำเป็นในการสร้างพระวิหาร (การกลับของเชลยตามบัญชาของจักรพรรดิไซรัสแห่งเปอร์เซีย) 
   1.1 วิหารเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณชองชาวอิสราเอล 
   1.2 วิหารเป็นศูนย์กลางในการนมัสการพระเจ้า 
   1.3 วิหารบ่งบอกถึงความเป็นชาติและการปกครองของพระเจ้า 
   1.4 วิหารเป็นสัญลักษณ์แห่งพันธสัญญา และอาณาจักรของพระเจ้า
เราเห็นได้ว่าเมื่อถึงเวลา พระเจ้าทรงหันพระทัยของกษัตริย์อัสซีเรีย เพื่อทำให้แผนการของพระเจ้าสำเร็จ ดังนั้น เราเรียนรู้ว่าเมื่อถึงเวลา ก็จะมีระบบ มีคน มีวิธีการ เมื่อมีความพร้อม ผู้คนพร้อมปรารถนาที่จะนมัสการ ศึกษาพระวจนะ สามัคคีธรรม ประกาศ 
 
2. อุปสรรคที่มีอยู่ (ศัตรูที่ต้องการยับยั้งงาน) วิหารหลังนี้ใช้เวลาสร้างประมาณ 21 ปี (536-515 กคศ.) ชาวยิวถือว่าวิหารหลังนี้เป็นพื้นฐานแห่งความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนอิสราเอลกับพระเจ้า หลังจากกลับจากการเป็นเชลย แม้จะมีอุปสรรคขัดขวางมากมาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน แรงกดดันต่างๆ จากภายนอกที่เกิดจากชนเผ่าต่าง ๆ ที่ไม่ประสงค์ดี จึงกลายเป็นแรงผลักดัน ดังนั้นความพยายามของศัตรูที่ต้องการยับยั้งงาน มี 2 ยุทธวิธี คือ
   1 เสแสร้ง หรือแกล้งหยิบยื่นความช่วยเหลือ เพื่อต้องการแทรกซึมความคิดของผู้นำ ต้องการจะเบี่ยงเบนจุดประสงค์และเป้าหมายของการสร้างพระวิหารในที่สุด 
   2 เมื่อแผนการไม่ได้ผล เขาใช้วิธีข่มขู่เอาชีวิตช่างฝีมือ และว่าจ้างให้ที่ปรึกษาก่อเหตุความวุ่นวาย
ศัตรูของพวกเขาก็คือประชาชาติที่อยู่โดยรอบ ในพระคัมภีร์ใหม่เรียกคนเหล่านี้ว่า สะมาเรีย ซึ่งก็คืออิสราเอล 10 เผ่า (ฝ่ายเหนือที่ถูกกษัตริย์อาณาจักรอัสซีเรียตีแตกไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน) พวกเขาได้นำชนชาติอื่นๆ ให้เข้ามาแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์ เพื่อลดการรักชาติและป้องกันการแข็งข้อขึ้นในประเทศที่ตีได้
 
3. การจัดการแก้ไขปัญหา
   3.1 การตอบสนองต่อปัญหาของชาวอิสราเอลโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือ เศรุบบาเบล และเจ้าหน้าที่ทางศาสนาคือ เยชูอา ชัดเจนและเด็ดขาดมาก (4.3-5) เขาไม่ต้องการถูกชักใบให้เรือเสีย จากข้อเสนอให้ความช่วยเหลือของศัตรู เขาไม่ยอมประนีประนอมหลักความเชื่อและการนมัสการพระเจ้าพร้อมกับการนมัสการพระอื่น (2 พกษ. 17:29) จากการขัดขวางงานสร้างพระวิหารในสมัยของไซรัส ทำให้งานก่อสร้างชะงักไปนานถึง 18 ปี ข้ามจากแผ่นดินของไซรัส มาจนถึงแผ่นดินดาริอัสในปีที่สอง พระเจ้ากำหนดให้สำเร็จลงโดยกษัตริย์ของคนต่างชาติอนุมัติโครงการ และโดยการเร้าใจให้ผู้เผยพระวจนะสองคนคือ ฮักกัยและเศคาริยาห์ สร้างพระวิหารขึ้นใหม่ โดยฮักกัยและเศคาริยาห์ได้เทศนาตักเตือนและสั่งสอนความจริง
   งานก่อสร้างก็เริ่มต้นอีกครั้งจากความกระตือรือร้น ทันทีที่เริ่มต้นงานใหม่ก็มีการขัดขวางขึ้นอีก ครั้งนี้เกิดความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ดูแลแทนรัฐบาลเปอร์เซีย ชื่อ ทัทเธนัย ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ว่าการรัฐฟากแม่น้ำยูเฟรตีส เพราะเขาเข้าใจว่าการสร้างพระวิหารนี้ จะนำสู่การก่อกบฏ เมื่อเขาพึ่งพระเจ้า เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและยึดหลักการที่ถูกต้อง พระเนตรของพระเจ้าอยู่เหนืองานนี้ และพระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่เหนือพวกเขา ซึ่งมีความหมายว่า พระเนตรคือการเอาพระทัยใส่ และพระหัตถ์คือการช่วยและอำนวยพระพร จากความพร้อมใจและร่วมมือกัน ทำให้งานเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว พระเจ้าเป็นผู้ทำให้เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้น และนำไปสู่ความสำเร็จ 
   คนที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่มล้วนแต่เป็นเครื่องมือของพระเจ้าทั้งสิ้น แม้แต่ดาริอัสเอง ซึ่งเป็นจักรพรรดิแห่งเปอร์เซีย พระองค์ตระหนักดีว่า พระเจ้าได้ทรงตั้งพระนามของพระองค์ไว้ในเยรูซาเล็ม ในที่สุด แทนที่ทัทเธนัย จะสามารถหยุดยั้งงานสร้าง เขากลับจำต้องทำตามบัญชาของกษัตริย์ดาริอัส ปล่อยให้งานนั้นดำเนินต่อไป มิหนำซ้ำ ยังต้องช่วยเหลือด้านปัจจัยต่างๆ อีกด้วย ทำให้งานสร้างพระวิหารนี้เสร็จสิ้นลง ด้วยผู้นำชาวยิวที่ได้รับการหนุนใจจากคำเทศนาของผู้เผยพระวจนะฮักกัยและเศคาริยาห์ 
   3.2 การกลับมาของเอสราผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์ การกลับสู่มาตุภูมิรุ่นที่สองของเอสรา นำการฟื้นฟูระบบการนมัสการเพราะเหตุที่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องธรรมบัญญัติ คำว่า “ครู” (โซเฟร์) มีความหมายกว้าง ซึ่งหมายถึงผู้เก็บบันทึก ผู้คัดลอกพระคัมภีร์ หรือพวกอาลักษณ์ ซึ่งในสมัยต่อมาเรียกว่า “ธรรมาจารย์” เป็นผู้ชำนาญทางด้านพระบัญญัติ บทที่ 7:7-10 บันทึกว่าพระหัตถ์ของพระเจ้าอันประเสริฐอยู่กับเอสรา เพราะท่านตั้งใจที่จะศึกษาพระธรรม พระวจนะของพระเจ้า กระทำตาม และสอนกฎเกณฑ์ของพระเจ้า ซึ่งถือเป็นกฎแห่งความสำเร็จที่ท่านได้ตั้งใจ มุ่งมั่นปรารถนา อันเกิดจากใจที่เร่าร้อน เห็นได้ว่า คริสตจักรดำเนินไปด้วยหลักการและกฎเกณฑ์แห่งพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งเป็นภารกิจหลักในการสื่อสารน้ำพระทัย พระประสงค์ของพระเจ้า นอกเหนือจากโครงสร้างภายนอกซึ่งเป็นตัวอาคาร แต่เรายังมีโครงสร้างภายใน (software) ก็คือการนมัสการพระเจ้า และความหมายของการนมัสการพระเจ้า คือการทำสิ่งที่พระเจ้าพอพระทัยนั่นเอง
 
4. ผลลัพธ์ในที่สุด
   4.1 การขอบพระคุณ บทที่ 6:13-22 ความสำเร็จทำให้พวกเขาชื่นบาน เขานมัสการขอบคุณพระเจ้า พระคัมภีร์บันทึกว่าพระเจ้าทำให้เขาชื่นบาน ดังนั้นความชื่นบานมาจากพระเจ้า จากความยากลำบาก การต่อสู้กับศัตรูในทุกรูปแบบ ความมุ่งมั่นพยายามของเขา การเสียน้ำตา ความเจ็บปวด ทำให้เขาได้รับรางวัลจากพระเจ้าคือความชื่นบาน
   4.2 การกลับใจใหม่ เอสราได้นำประชากรอดอาหารและอธิษฐานสารภาพบาปของประชาชนในบทที่ 9 พวกเขายอมรับว่าได้ประนีประนอมกับคนที่อาศัยอยู่ในแผ่นดิน ซึ่งเป็นพวกพันธุ์ผสม จึงรับเอาหลักข้อเชื่อ แนวคิด และการปฏิบัติของพวกเขา มาผสมผสานกับความเชื่อดั้งเดิมของตนที่ได้รับมาจากพระเจ้า 
   โดยเหตุแรงจูงใจทางด้านความมั่งคั่ง ทรัพย์สินเงินทอง วัตถุสิ่งของ และเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของชีวิตทำให้แผ่นดินที่เขาครอบครองอยู่นั้นเป็นมลทิน ประชาชนอิสราเอลได้ร้องไห้ สารภาพ ทิ้งตัวลงต่อหน้าพระนิเวศน์ของพระเจ้าอย่างขมขื่น และเมื่อผู้เผยพระวจนะได้ประณามและปฏิเสธการแต่งงานข้ามเชื้อชาติ (ความเชื่อ) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่พวกเขาทำผิดจากบทบัญญัติของพระเจ้าและต้องกลับใจนั้น ถูกปฏิบัติจริง โดยที่พวกเขาได้ทิ้งและแยกตัวออกจากชนชาติต่าง ๆ และจากภรรยาต่างชาติ และทำการถวายบูชาเพื่อไถ่ความผิดบาปของเขาเสีย
สรุป บทเรียนที่เราได้รับคือ
  1. พระเจ้าต้องการให้เราพึ่งพระองค์ในทุกๆแผนการ โครงการ ทุกๆด้านของชีวิตเรา
  2. งานของพระเจ้าจะสำเร็จด้วยวิธีของพระองค์ พระเจ้าทรงทำงานในใจของจักรพรรดิ์เปอร์เซีย คนยิว ผู้นำ
  3. ศัตรูจะมีอิทธิพลขัดขวางงานของพระเจ้าได้ แต่เราต้องยืนหยัดต่อสู้ พระเจ้าใช้อำนาจทางโลกมาตีสอนประชากรของพระองค์ ในทำนองเดียวกัน พระองค์ก็ทรงใช้อำนาจทางโลกนั้นเป็นเครื่องมือกอบกู้ประชากรของพระองค์ได้
  4. การสำนึกผิดจะนำมาซึ่งความช่วยเหลือของพระเจ้าต่อไป การตีสอนของพระเจ้าทำให้ประชาชนบริสุทธิ์นำการฟื้นฟูกลับมาสู่ชนชาติ
คริสตจักรคือพระวรกายของพระเยซูคริสต์เจ้า ทั้งในแง่กายภาพและจิตวิญญาณ ซึ่งประกอบด้วยคนเป็นหลักคริสตจักรในยุคแรก เมื่อพระเยซูทรงคืนพระชนม์แล้ว อาจแตกต่างจากคริสตจักรในยุคปัจจุบัน ซึ่งสาวกในสมัยแรกไม่มีโอกาสเห็นอาคารคริสตจักรใหญ่โต เขานัดพบกันในที่ลับ หรือกลุ่มเล็กๆ ตามบ้าน แต่ยังคงไว้ซึ่งเนื้อหาสาระแก่นสารแห่งการเป็นพระกาย คือการนมัสการ ศึกษาพระวจนะ สามัคคีธรรม ประกาศ ซึ่งเป็น สี่พันธกิจหลักของคริสตจักร หากคริสตจักรใดในปัจจุบันมีสี่อย่างนั้น คริสตจักรเหล่านั้นก็สามารถดำรงไว้ตราบนานเท่านาน