ก้าวต่อไป || Moving Onward

กันยายน 2021 : เดือนก้าวแห่งการศึกษาพระวจนะ

เทศนา ภาคเช้า 2012-05-27

By: วิรัช เศรษฐ์โสภณกุล.

Rev.Wirat Setsoponkulหัวข้อ : ขอบคุณพระเจ้าสำหรับผู้อาวุโส
เลวีนิติ 19:32
โดย ศจ.วิรัช เศรษฐ์โสภณกุล

มีความสำคัญอยู่ 3 ประการที่เราจะขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับผู้อาวุโส คริสตจักรเป็นครอบครัวของพระเจ้าครอบครัวใหญ่ที่ประกอบด้วยคนหลากหลายวัย ในพระธรรม 1ยอห์น 2 ได้กล่าวถึงผู้สูงวัย ผู้อาวุโสกว่าจะถึงวันนี้ท่านได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตมากมาย ทั้งดีและไม่ดี ได้กลั่นกรอง เก็บสิ่งดีๆ ในชีวิตและเป็นแบบอย่างที่ทรงคุณค่าให้ลูกหลานได้เรียนรู้ หลายๆ อย่างไม่มีในตำราเรียน เช่น

ประการแรก ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับผู้อาวุโสที่เป็นแบบอย่างที่ดี ต้นแบบความเชื่อที่มั่นคง ผู้อาวุโสที่รักษาความเชื่อได้อย่างมั่นคงจนถึงทุกวันนี้ แน่นอนว่ามีคำตอบ มีเหตุมีผล มีผู้อาวุโสท่านหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านมาจากครอบครัวคริสเตียนที่รักษาความเชื่อเป็นอย่างดี แล้วได้แต่งงานกับสามีจากอีกครอบครัวหนึ่งที่ไม่มีใครเป็นคริสเตียนเลย แถมยังต่อต้านคริสเตียนอีกด้วย เมื่อหลังแต่งงานท่านอยากจะไปโบสถ์ แต่ก็ถูกห้ามไว้ สามีก็ไม่ได้ช่วยเหลือให้การสนับสนุนในเรื่องนี้ ท่านก็เฝ้าขอด้วยความพยายาม และอธิษฐานทูลขอกับพระเจ้ามาโดยตลอด จนมาช่วงหนึ่งในชีวิตที่ต้องเจ็บป่วยอย่างหนักจนถึงกับต้องเตรียมตัวเตรียมใจกัน แต่ท่านก็เชื่อว่าพระเจ้าทรงอยู่กับท่านและจะรักษาท่านได้ จนกระทั่งแม่สามีก็เริ่มสงสาร บอกว่าถ้าหายป่วยก็จะอนุญาตให้ไปโบสถ์ได้ ท่านก็ดีใจมาก แต่แม่สามีก็มีคำพูดท้าทายว่า ถ้าพระเจ้าของเธอดีจริงก็ให้เธอลุกขึ้นสิ ให้โรคร้ายหายไปแล้วจะได้ไปโบสถ์ได้ ตัวท่านก็ขอพึ่งกำลังจากพระเจ้า ลุกขึ้นมาได้จริงๆ ขอบคุณพระเจ้า มีความรู้สึกดีจนสามารถเดินไปทำงานต่างๆ ได้ จนแม่สามีถึงกับตกใจ จากนั้นท่านก็ขอกับแม่สามีว่าอาทิตย์นี้จะไปโบสถ์นะ จนท่านได้มีโอกาสไปโบสถ์ดังที่ได้ตั้งใจว่า ด้วยชีวิตที่ดีงาม ด้วยความเชื่อที่มั่นคง สามี พ่อแม่ของสามี รวมจนถึงทุกๆ คนในบ้านก็ได้มาเชื่อในพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้าทรงอวยพระพรชีวิตของท่าน

อีกตัวอย่างหนึ่งเป็นต้นแบบของความสัตย์ซื่อในการรับใช้พระเจ้า ระลึกถึงท่านอาจารย์ที่เคยสั่งสอนที่สถาบันพระคริสต์ธรรมกรุงเทพ ที่ปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า จนแม้ท่านอายุ 90 กว่าปี ท่านก็ยังไม่ยอมหยุดรับใช้พระเจ้า ยังเทศนาแบ่งปันให้กับพี่น้องอยู่ อีกท่านหนึ่งเป็นอดีตศิษยาภิบาลคริสตจักรสะพานเหลือง ที่ปัจจุบันก็ได้ล่วงหลับไปแล้ว หลายคนอาจรู้จักท่านในนาม "แปะหมกซือ" ท่านก็ได้รับใช้พระเจ้าจวบจนกระทั่งอายุได้ 90 กว่าปีเช่นกัน ท่านมีประวัติที่อัศจรรย์มาก ท่านเกิดและเติบโตที่เมืองจีน ในยุค 1950 ในจีนสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ท่านได้รับใช้ที่ไหหนานจนคณะมิชชันขอให้ย้ายออกจากจีนเพื่อความปลอดภัย จากนั้นท่านก็ได้เข้ามาทำงานในประเทศไทย ในคริสตจักรทางภาคที่ 7 ไปทำงานที่ภาคใต้ 13 ปีแล้วมาทำงานที่คริสตจักรสะพานเหลือง 14 ปี เมื่อใกล้จะเกษียณก็ไปรับใช้ที่สิงคโปร์อีก 6 ปี หลังเกษียณแล้วยังไปรับใช้ที่อเมริกาอีก 10 กว่าปีจนอายุเกือบ 80 ปีจึงไปพักที่บ้านเกษียณของผู้รับใช้ กระนั้นก็ยังได้รับใช้พระเจ้าที่นั่นอีกประมาณ 10 ปีจนกระทั่งอายุ 90 ปี นี่คือแบบอย่างของการสัตย์ซื่อในการรับใช้พระเจ้า ท่านเหล่านี้คือต้นแบบที่พวกเราต้องเลียนแบบ เจริญรอยตามที่ท่านเหล่านี้ได้กระทำไว้
ประการที่สอง ขอบพระคุณพระเจ้าเพราะผู้อาวุโสเป็นหลักชัยสำคัญของเราทั้งหลาย สังคมไทยมีขนบธรรมเนียมในการเคารพผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส เพราะผู้อาวุโสเป็นผู้ที่มีพระคุณ มีประสบการณ์ชีวิตสั่งสม สืบทอดภูมิปัญญาจากอดีตสู่ปัจจุบัน จึงได้รับการยกย่องเป็นสถาบันหนึ่งในสังคมมาตลอด หลักชัยที่เราจะได้เรียนรู้จากผู้อาวุโสมีดังนี้
  1. หลักชัยที่เป็นอุดมคติ พระเจ้าประทานสิ่งดีงามผ่านผู้อาวุโส ให้เรามีคุณธรรม มีชีวิตที่ดีงาม อาจจะมีการตีสอนบ้างเพื่อให้เราได้รับสิ่งที่ดีงามตามที่คาดหวัง ในสังคมไทยผู้อาวุโสจะอยูในครอบครัวในชุมชน โดยชุมชนเป็นผู้ดูแล ผู้อาวุโสเป็นเสาหลัก เป็นที่พึ่ง เป็นคลังปัญญาของชุมชน ในอิสราเอลครั้งอดีตผู้อาวุโสจะเป็นผู้ตัดสินเรื่องราวต่างๆ ในสังคมที่เกิดขึ้น เราทั้งหลายต้องสำนึกว่าผู้อาวุโสเป็นบุคลากรที่ทรงคุณค่า
  2. หลักชัยที่มั่นคง ท่านเป็นผู้สร้างครอบครัวของเรา เรามีวันนี้เป็นเพราะท่านผู้อาวุโสเหล่านี้ที่เลี้ยงดูเรา เรายืนหยัดมั่นคงได้เพราะมีท่านเป็นเสาหลักที่สำคัญมั่นคงและอบอุ่นให้กับเรานั่นเอง
  3. หลักชัยที่ผูกพันทุกชีวิตในครอบครัว พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้ครอบครัวอยู่อย่างสันติสุขเลยสอนไว้ในพระคัมภีร์ว่าลูกนั้นต้องเชื่อฟังพ่อแม่ เด็กๆ ต้องให้เกียรติแก่ผู้ใหญ่ ลูกหลานต้องกตัญญูกตเวทีไม่ทอดทิ้งผู้สูงวัย ในฐานะที่ท่านเป็นหลักชัยของครอบครัว
ประการที่สาม ขอบพระคุณพระเจ้าเพราะผู้อาวุโสเป็นพระพรของเราและครอบครัว พระเจ้าประทานพระพรเราที่อยู่ในครอบครัว มีความกตัญญูกตเวที ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือครอบครัวมีสันติสุข ยิ่งกว่านี้พระองค์เทพระพรให้กับหลายๆ ครอบครัว จนเป็นที่สัมผัสได้เลยว่าพระพรของพระเจ้านั้นช่างมีมากมายเหลือเกิน ปัจจุบันครอบครัวของพวกเราค่อนข้างแห้งแล้งขาดผู้สูงวัย มีบทความหนึ่งเขียนไว้ว่า
  เด็กๆ ขาดแบบอย่างและคำสอนของผู้สูงวัย จึงทำให้ไม่รู้เรื่องราวในอดีต
  เด็กๆ ขาดประสบการณ์การอยู่กับคนหลายวัย จึงมักปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้ยากและไม่รู้จักดูแลคนแก่
  เด็กๆ ขาดการเรียนรู้วัฒนธรรมประเพณีจากผู้เฒ่าผู้แก่ จึงทำให้กลายเป็นคนไม่รู้ธรรมเนียมประเพณี
การมีผู้สูงวัยในครอบครัวจะช่วยเติมเต็มในสิ่งที่ขาด อย่าคิดถึงเพียงแค่ว่าเอาคุณพ่อคุณแม่มาอยู่ด้วยเพียงเพราะจะช่วยดูแลลูกๆ ของเรา แต่เวลาที่ไม่ต้องการก็ไม่ได้สนใจ เด็กๆ เมื่อได้รับการเรียนรู้การเคารพเชื่อฟังผู้สูงวัย ไม่เพียงแต่เด็กๆ จะไม่ขาดพระพร ยังจะมีความกตัญญูที่มีต่อพ่อแม่ของเขาอีกด้วย ในพระคัมภีร์บอกไว้อย่างชัดเจนว่า พระเจ้าจะทรงประทานพระพรนั้นแก่เขา จะไปดีมาดี พระพรนั้นมีมากมายในครอบครัว ถ้าเรารู้จักสร้างสิ่งที่ดีงามให้เกิดขึ้น สิ่งนี้จะกลายเป็นพระพรทั้งสิ้น ในพระธรรมอพยพ 20:6 "แต่เราแสดงความรักมั่นคงต่อคนที่รักเรา และปฏิบัติตามบัญญัติของเราจนถึงพันชั่วอายุคน" ถ้าครอบครัวไหนรักษาความเชื่อไว้อย่างดี จนกระทั่งลูกหลานได้ดำเนินตามความเชื่อนั้นแล้ว พระเจ้าจะประทานพรนับพันชั่วอายุคน ด้วยพระวจนะของพระเจ้า ด้วยคุณค่าและสถานะที่สำคัญยิ่งของผู้อาวุโสและด้วยพระพรที่เราได้รับอย่างมากมายทางผู้อาวุโส เราจึงสรุปได้ด้วยคำพูดเดียวว่า "ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับผู้อาวุโสของคริสตจักรของเรา" ท่านเหล่านี้เป็นต้นแบบของเราทั้งหลาย ท่านเหล่านี้เป็นหลักชัยของเราทั้งหลาย และท่านเหล่านี้เป็นพระพรสำหรับเราทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ขอพระเจ้าประทานพรอย่างมากมายแก่ผู้สูงวัยทุกท่านตลอดเวลา ให้ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีของลูกหลานต่อๆ ไป เป็นหลักชัยของครอบครัวอยู่เสมอ และเป็นพระพรแก่ลูกหลานสืบไป