รักร่วมรับใช้ || Love Share and Serve

กันยายน 2019 : เดือนแห่งการศึกษาพระวจนะ

เทศนา ภาคเช้า 2012-05-06

หัวข้อ : บรรพชนแห่งความเชื่อ
ฮีบรู 11:1-13

โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์

มนุษย์ทุกคนล้วนแต่มีความเชื่อศรัทธา และมีชีวิตอยู่บนพื้นฐานความเชื่อศรัทธาทั้งสิ้น จนมีผู้กล่าวว่า ความเชื่อศรัทธาคือหัวใจหรือจุดศูนย์รวมของชีวิตมนุษย์ เมื่อเราไปหาหมอ ที่เราไม่รู้จักมาก่อน  เมื่อหมอเขียนใบสั่งยายื่นให้กับเรา ที่เราอ่านไม่ออก แล้วเราก็นำไปให้เภสัชกรจัดยา ทั้งเภสัชกรและยาเราก็อาจไม่รู้จักและไม่เข้าใจ แต่เราก็ยังทานยาเม็ดนั้น นั่นคือ การมีชีวิตอยู่ด้วยการเชื่อศรัทธา ทั้งตัวหมอและยา เมื่อยิ่งคิดลึกกว่านั้น เราแน่ใจว่า ชีวิตแต่ละวันของเราหากปราศจากความเชื่อศรัทธา เราก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ เช่น เมื่อเราเปิดสวิทช์ไฟ เราเชื่อว่าไฟจะติด สตาร์ทรถยนต์ ขับรถออกไป เราเชื่อว่าเครื่องยนต์จะทำงานตามปกติ จะนำเรากลับมาบ้านได้ เราส่งอีเมล์ไปให้เพื่อน เราเชื่อว่าเมล์นั้นคงจะไปถึงเมล์บอกซ์ของเขา เราจะเห็นว่าคุณค่าของความเชื่อศรัทธานั้นสูงมากเพียงไร ในแง่ของจิตวิญญาณ ชาวพุทธก็มีความเชื่อมั่นศรัทธาในพระรัตนตรัย มุสลิมก็มีความเชื่อมั่นศรัทธาไว้วางฝจชาวพุทธก็มีความเชื่อมั่นศรัทธาในพระรัตนตรัย มุสลิมก็มีความเชื่อมั่นศรัทธาไว้วางใจในองค์อัลลอร์ ที่พูดว่าตนไม่มีศาสนา เขาก็ยังมีชีวิตอยู่บนความเชื่อศรัทธาในตัวเอง วิทยาศาสตร์ เหตุผล ปรัชญา รัฐศาสตร์

ฮีบรูบทที่ 11 ถูกขนานนามว่าเป็นบทแห่งความเชื่อศรัทธา และจัดว่าเป็นความเชื่อศรัทธาแบบพระคัมภีร์ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับความเชื่อศรัทธาแบบพระคัมภีร์นี้

ประการแรก ความเชื่อศรัทธาแบบพระคัมภีร์ คือ ความมั่นใจในสิ่งที่เราหวังไว้ กระทบกับความรู้สึก หรือเกิดเป็นความรู้สึกที่มีต่อสิ่งที่ยังมองไม่เห็น ยังไม่เกิดขึ้น โดยมั่นใจว่าจะเกิดขึ้นจริง ดังนั้น ความเชื่อศรัทธาจึงมีความหมายโยงใยไปถึง การมีพระเจ้าผู้ทรงกำหนดชะตาชีวิต และควบคุมสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ดังนั้นเมื่อเชื่อว่ามีพระเจ้า และเชื่อว่าพระคัมภีร์เป็นพระคำของพระเจ้า การมีชีวิตอยู่ในความเชื่อนี้ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องของคนตาบอดเดินอยู่ในความมืด ความจริงก็คือการเชื่อว่าไม่มีพระเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลมากกว่า กลุ่มที่ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าหรือกลุ่มที่เน้นเรื่องมนุษย์นิยมฝ่ายโลก มักมีความเชื่อศรัทธาในทฤษฎีต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทฤษฎีที่เชื่อว่าจักรวาลอยู่ภายใต้การวิวัฒนาการและต้นกำเนิดของจักรวาลมาจากความไม่ระเบียบเรียบร้อยและยุ่งเหยิง 

ข้อ 3 บอกกับเราว่า เราจะเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ ก็เริ่มต้นจากความเชื่อเสียก่อน ดี แอล มูดี เคยเป็นพยานว่า ท่านเองได้อธิษฐานขอความเชื่อและคิดว่า ความเชื่อจะถูกปล่อยลงมาจากพระเจ้า และกระทบกับตนเองเหมือนฟ้าผ่า แต่มันไม่เคยเป็นเช่นนั้นเลย จนกระทั่งท่านอ่านพระคัมภีร์โรม จากนั้นมาท่านพัฒนาความเชื่อของท่านโดยการอ่านพระคัมภีร์ ศึกษา ความเชื่อจึงเริ่มเติบโตจากที่นั่น 

บางคนเข้าใจผิดว่าความเชื่อสามารถบังคับพระเจ้าให้ทำงานตามที่ตนปรารถนา แต่พระเจ้าไม่ตอบ เขาจึงผิดหวัง ความเชื่อมั่นศรัทธาแบบพระคัมภีร์สอนให้เรารู้ว่า อย่าไปเชื่อผิดผิดว่าพระเจ้าจะทรงกระทำตามที่เราขอทุกอย่าง ความเชื่อแบบพระคัมภีร์ทำให้เรารู้ว่า พระเจ้าจะทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสไว้ โดยความเชื่อศรัทธานี้เอง เราจึงสามารถไว้วางใจพระเจ้าได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม บางคนอาจเข้าใจผิดว่า ความเชื่อศรัทธานั้น คือการที่เราจะต้องรู้ความจริงทุกอย่าง แต่ไม่ใช่เช่นนั้น แต่ความเชื่อศรัทธาแบบพระคัมภีร์ คือ การมีความสัมพันธ์ส่วนตัวของเขากับพระเจ้า ในพระคัมภีร์เดิมพระเจ้ามักจะถูกอ้างถึงว่าเป็นพระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ ดังนั้นจากชีวิตของคนเหล่านั้นเองที่มีความเชื่อมั่นศรัทธาสูงในฮีบรู 11 นี้ ทำให้เราเห็นชีวิตของเขาอันจะเกิดประโยชน์ หรือการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราต่อไป 

ประการที่สอง การแสดงออกของความเชื่อ ความเชื่อสามารถแสดงออกได้หลายทาง คือ

1. การนมัสการพระเจ้า (ชีวิตของอาแบล) อาแบลเป็นน้องชายของคาอิน ซึ่งเป็นลูกคนโตของอาดัม  อาแบลได้ทำการถวายบูชาที่ดีกว่า เหนือกว่าพี่ชาย เพราะเขามีความเชื่อศรัทธาในพระเจ้า  ซึ่งเกิดผลต่อชีวิตและของถวายของเขา คือทำให้พระเจ้าพอพระทัย ชีวิตที่พระเจ้าพอพระทัยนำเครื่องบูชามาถวาย ถือเป็นการนมัสการที่แท้จริง 

ชีวิตที่พอพระทัยพระเจ้าคือมีชีวิตแห่งการเชื่อฟัง และจริงใจกับพระเจ้า ดังนั้นท่าทีแห่งการเชื่อฟังและจริงใจนี้ เป็นสิ่งสำคัญในการนมัสการพระเจ้า เมื่อเรามานมัสการพระเจ้าตามพิธีการ คือ ร้องเพลง อ่านพระคัมภีร์ ฟังคำเทศนา ถวายทรัพย์ ขอให้ถามตัวเองว่า เราจริงใจมากน้อยเพียงใด และพร้อมที่จะเชื่อฟังพระองค์ทันทีหรือไม่ นี่คือการนมัสการที่แท้จริง 

2. การดำเนินชีวิตกับพระเจ้า (ชีวิตของเอโนค) เอโนคเป็นบุคคลสำคัญพิเศษคนแรกที่ถูกพระเจ้ารับไปเป็น ๆ ก่อนที่พระเจ้าจะทรงรับท่านไป พระคัมภีร์ได้บรรยายชีวิตของท่านว่าเป็นคนที่พอพระทัยพระเจ้า เพราะเขาดำเนินชีวิตอย่างใกล้ชิดกับพระเจ้า โดยที่เขาไม่ต้องผ่านความตาย จากชีวิตของเขา เรารู้ว่า การดำเนินหรือเดินกับพระเจ้า เป็นสิ่งที่พอพระทัยพระองค์ 

ดังนั้น ให้เราถามตัวเองว่า ความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าของเรานั้น มากเพียงพอที่จะทำให้เราเดินไปกับพระเจ้า ติดตามพระองค์ไปโดยตลอดหรือไม่ เราได้มอบความไว้วางใจของเราให้กับพระองค์ทั้งหมดหรือไม่ อยากให้เราจินตนาการว่าเราเดินทางไปกับคนที่เรารักและรักเรามากที่สุด เราคงจะพูดคุยกับท่าน แบ่งปันความรู้สึกที่มีต่อกัน รู้จักกันมากขึ้น และยิ่งเขาผู้นั้นเป็นพระเจ้า เรายิ่งควรต้องมอบความไว้วางใจ และให้พระองค์ทรงนำทางชีวิตของเราไม่ใช่หรือ 

ตัวอย่าง  รอยเท้าบนหาดทราย 

3. การทำงานรับใช้พระเจ้าด้วยความเชื่อฟัง (ชีวิตของโนอาห์) โนอาห์สร้างนาวาเป็นเรื่องใหญ่ สมัยนี้เรียกว่า เมกกะโปรเจ็ค เพราะใช้เวลาสร้าง 100 ปี ด้วยความเชื่อศรัทธาในพระเจ้า พระเจ้าสั่งเขาให้สร้างนาวาก่อนน้ำท่วมถึง 100 ปีข้างหน้านั้น ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า ก่อนโนอาห์ไม่เคยมีฝนตกมาก่อน และเมื่อพระเจ้าเรียกเขา และเลือกเขา ให้ทำสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ แต่เขาตอบสนองด้วยการเชื่อฟังพระเจ้า ด้วยความยำเกรงพระองค์ โดยความเชื่ออันเกิดจากการเชื่อฟังและรอคอยนี้เอง ทำให้ในที่สุด เขาและครอบครัวรวม 8 ชีวิตรอดจากความตายและน้ำท่วม 

มีเรื่องเล่าว่า เด็กเล็ก ๆ คนหนึ่ง มีคำอธิษฐานที่น่ารัก ดังนี้ หลังจากที่เขาเรียนรู้เรื่องของโนอาห์ที่คริสตจักร เด็กคนนี้ก็อธิษฐานว่า “พระองค์เจ้าข้า ถ้าทรงต้องการใครที่จะช่วยสร้างนาวา ผมขอเป็นคนนั้น” การสร้างนาวาเป็นงานหนักที่มีต้นเหตุจากความเชื่อและแรงผลักดันอันเกิดจากความเชื่อเช่นกัน 

4. การมีชีวิตที่รอคอยพระเจ้า (อับราฮัม) การมีชีวิตแบบอับราฮัมอาจเป็นเรื่องทรมานใจสำหรับเราบางคนที่นี่ ตลอดชีวิตของอับราฮัม เขาต้องรอคอยเสมอ เหตุเนื่องจากเขาเข้าส่วนในพันธะสัญญาของพระเจ้า พระเจ้าให้เขาคอยจนกระทั่งอายุครบ 100 ปี บุตรแห่งพันธสัญญาจึงได้ถือกำเนิดมา และส่งผลระยะยาวจนถึงทุกวันนี้ อย่าลืมว่า ยิ่งรอคอยนาน ผลกระทบก็จะยิ่งนานเช่นกัน หลายครอบครัวรอคอยการกลับใจของบุคคลอันเป็นที่รัก บางคนรอคอยคำตอบการอธิษฐานจากพระเจ้า บางคนรอคอยงานที่ดี บางคนรอคอยผลการตรวจสุขภาพ ตัวชี้วัด ความเข้มข้นของความเชื่อศรัทธาที่แท้จริง คือการรอคอยนั่นเอง รอคอยด้วยความมั่นใจ รอคอยด้วยความหวังใจว่าพระเจ้าจะตอบคำอธิษฐานตามพระสัญญาและน้ำพระทัยอันเลิศประเสริฐที่มีต่อเราแต่ละคนในที่สุด

สรุป

บรรพบุรุษแห่งความเชื่อในพระคัมภีร์เดิม ล้วนแต่มีชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระสัญญาของพระองค์ ทำให้เขานมัสการพระเจ้าอย่างถูกวิธี ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องกับพระเจ้า รับใช้พระองค์ด้วยความเชื่อฟัง และรอคอยพระองค์อย่างมีความหวัง

เราเรียนรู้ว่า ไม่มีทางใดที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัยได้เลย นอกจากมีความเชื่อศรัทธาในพระองค์ เชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว เชื่อว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ เชื่อว่าพระองค์รักเรามากที่สุดและมีความปรารถนาดีต่อชีวิตของเราอย่างแท้จริง ด้วยความเชื่อนี้เอง ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความหวัง และมีความสุขในการรอคอยพระสัญญาของพระเจ้า อาเมน