รักร่วมรับใช้ || Love Share and Serve

พฤศจิกายน 2018 : เดือนแห่งการขอบพระคุณ

นมัสการ ภาคเช้า 2014-10-19

ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์ หัวข้อ : ผู้ทรงอิทธิพล
มัทธิว 5:13-16
โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์

ผู้มีอิทธิพล influential person ผู้มีอำนาจที่สามารถบันดาลให้เป็นไปได้ต่างๆ แต่ผู้มีอิทธิพลมักร่วมมือกันเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง แต่ ผู้ทรงอิทธิพล คือ มีอิทธิพลต่อผู้คน ต่อผลงาน ต่อวิถีชีวิต ฯลฯ (เป็นแรงบันดาลใจ เป็นเป้าหมาย) ในบริบทอื่นๆทั่วโลก มักใช้ในความหมายแง่บวก (เพราะเขาเน้นไปที่ด้านดี) คำว่า ผู้มีอิทธิพล) ถูกใช้ในความหมายในแง่ลบ เพราะใช้กับ อิทธิพลด้านมืด ในเมืองนอกเรียกคนเหล่านี้ว่า มาเฟีย, นักเลง, แก็งส์ ไม่ใช่ผู้มีอิทธิพล

พระคัมภีร์เรียกเราให้มีอิทธิพลต่อโลกนี้ในด้านบวก ให้เราเป็น “เกลือ” และ “แสงสว่าง” เป็นสิ่งที่มีความสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์ ที่ทุกคนล้วนเข้าใจถึงประโยชน์และความสำคัญของสองสิ่งนี้เป็นอย่างดี เราใช้เกลือในการถนอมอาหารไม่ให้เน่าเสีย ดังสำนวนที่ว่า “ฆ่าควายอย่าเสียดายเกลือ” เกลือจึงเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ถึงขนาดที่บางเผ่าในแอฟริกากำหนดให้ฝ่ายชายต้องจ่ายค่าสินสอดเป็นเกลือ มิฉะนั้นจะไม่ยอมยกลูกสาวให้ ขณะที่กองทัพโรมันใช้เกลือเป็นค่าจ้างจ่ายให้กับทหารในแต่ละเดือน อันเป็นที่มาของคำว่า “Salary” ในภาษาอังกฤษที่แปลว่า เงินเดือน

แสงสว่างทำให้เรามองเห็น และเป็นสิ่งที่ทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ และมนุษย์ พืชซึ่งใช้แสงแดดในการสังเคราะห์แสง เพื่อการเจริญเติบโต ชาวโรมันจึงมีสำนวนว่า “ไม่มีสิ่งไหนที่มีประโยชน์มากเท่ากับดวงอาทิตย์และเกลือ” (Nil utilius sole et sale) เพราะหากไม่มีดวงอาทิตย์ เราจะไม่เห็นแสงสี ความสวยงาม และการเปลี่ยนแปลงในชีวิต หากไม่มีเกลืออาหารจะเน่าเสียและขาดรสชาติไป พระเยซูทรงใช้ภาพพจน์ของ “เกลือ” และ “แสงสว่าง” ซึ่งชาวยิวทั่วไปในสมัยของพระองค์คุ้นเคยและเข้าใจดีเพื่อสอนศิษย์ของพระองค์ พระวจนะตอนนี้เป็นตอนที่ต่อจากคำเทศนาบนภูเขา พระองค์ต้องการบอกผู้ที่เป็นศิษย์ของพระองค์ให้ดำเนินชีวิตในแต่ละวัน เรามีพันธกิจในการนำคำสอนของพระเยซูเจ้าไปปฏิบัติ นั่นคือ การเป็นเกลือของแผ่นดินและแสงสว่างส่องโลก

1. เกลือของแผ่นดิน เมื่อพระเยซูเจ้าทรงใช้ภาพพจน์ของ “เกลือ” พระองค์ต้องการหมายถึงการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าและเป็นแบบอย่างที่ควรแก่การยกย่อง ดังนั้น เมื่อพระองค์ตรัสว่า “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือของแผ่นดิน” จึงเป็นการเน้นให้เห็นคุณค่าและประโยชน์ที่ศิษย์ของพระองค์พึงตระหนักอยู่เสมอ เกลือมีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์หลายอย่าง

  • ประการแรก ทำให้บริสุทธิ์ ชาวโรมันถือว่าเกลือเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์มากกว่าสิ่งอื่นทั้งหลาย เนื่องจากเป็นผลผลิตที่ผ่านความร้อนของแสง อาทิตย์ ที่แผดเผาน้ำทะเลให้เหือดแห้งจนเหลือเพียงเกลือที่บริสุทธิ์ ดังนั้น ชาวโรมันจึงใช้เกลือเป็นเครื่องบูชาเทพเจ้า เมื่อพระเยซูทรงใช้ภาพพจน์ของเกลือ พระองค์ทรงต้องการให้ผู้ติดตามพระองค์และคริสตชนเป็นต้นแบบของความบริสุทธิ์ ดุจดังเกลือ
  • ประการที่สอง นำการรักษา ผู้คนตั้งแต่โบราณกาลใช้เกลือในการถนอมอาหารมิให้เน่าเสียหรือป้องกันมิให้อาหารเสื่อมสภาพ สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน ในห้วงเวลาที่ยังไม่มีตู้เย็น เกลือเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ดังนั้น ผู้ติดตามพระคริสต จะต้องมีคุณสมบัติเหมือนกับเกลือ ที่การดำรงชีวิตพวกเขาจะต้องช่วยกระตุ้นคนอื่นให้มีใจร้อนรนในความรักของพระเจ้าเสมอ
  • ประการที่สาม เพิ่มรสชาติชีวิต อาหารที่ขาดเกลือเหมือนขาดรสชาติ เกลือจึงทำให้อาหารมีรสดียิ่งขึ้น ชีวิตของพระเยซูเจ้าทำให้ชีวิตคริสตชนมีชีวิตชีวา ถ้าเกลือจืดเสียแล้วจะกลายเป็นสิ่งไร้ค่า เช่นเดียวกับชีวิตคริสตชนที่ไม่ได้ดำเนินชีวิตตามคุณค่าพระวจนะ ดังนั้น ผู้เป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้าจึงถูกเรียกร้องให้เป็นเกลือของแผ่นดิน ที่นำความมีชีวิตชีวา ความกระตือรือร้น และความบริสุทธิ์มาสู่ครอบครัว สังคม หรือหมู่คณะที่เราอยู่

2. แสงสว่างส่องโลก “เมืองที่ตั้งบนภูเขา” ไม่สามารถปิดบังได้ ในสมัยโบราณมักสร้างเมืองบนเขา เพื่อจะได้มองเห็นศัตรูจากระยะไกลและสามารถป้องกันได้ง่าย นอกนั้นยังตรัสถึง “ตะเกียงที่ใช้จุดภายในบ้าน” เมื่อจุดแล้วย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียงเพื่อส่องสว่างแก่ทุกคนในบ้าน มิใช่เอาถังครอบไว้ เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านเป็นแสงสว่างส่องโลก” พระองค์หมายความว่าเราจะต้องเป็นแหล่งพลังสำหรับคนอื่น เราจะต้องฉายแสงเพื่อให้คนอื่นได้เห็นกิจการดีในตัวเรา หน้าที่ของแสงอาทิตย์หรือแสงสว่างมี

  • ประการแรก ขจัดความมืด ให้หมดสิ้นไปและทำให้เกิดความสว่าง พระเยซูเจ้าต้องการให้ผู้ติดตามพระองค์และคริสตชนมีชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อนำคนอื่นให้มาพบพระเจ้า เป็นเหมือนประภาคารที่ไม่จำเป็นต้องส่งเสียงให้ใครได้ยิน เพียงแต่ส่องสว่างให้ผู้เดินทางได้เห็น ชีวิตของคริสตชนต้องส่องสว่างให้คนอื่นได้เห็นกิจการดีที่เรากระทำ
  • ประการที่สอง นำทาง ช่วยให้คนอื่นได้มองเห็นทางและเดินตรงไปยังเป้าหมายอย่างปลอดภัย ข่าวดีแห่งพระวจนะและการเป็นคริสตชนจึงมิใช่การเก็บไว้กับตัวเองหรืออยู่โดยลำพัง แต่จะต้องประกาศบนดาดฟ้าหลังคาเรือน เพื่อแสดงให้ทุกคนได้เห็นถึงการประทับอยู่ของพระเจ้า
  • ประการที่สาม เตือนภัย ช่วยเตือนให้ผู้เดินทางได้รู้ถึงอันตรายข้างหน้า คริสตชนจึงต้องเป็นเหมือนสัญญาณไฟที่เตือนให้ทราบถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น จึงต้องมีลักษณะของการเป็นผู้นำ ที่ร้อนรนไม่มีความกลัวใดๆ เพื่อเราจะได้เป็นต้นแบบและเตือนผู้อื่นให้เดินในหนทางที่ถูกต้อง

พระเยซูเจ้าทรงต้องการให้เราเป็นทั้งเกลือและแสงสว่าง คุณสมบัติของเกลือคือความเค็ม ไม่มีวันที่เกลือจะสูญเสียความเค็ม นั่นหมายความว่า เราคริสตชนไม่สามารถหยุดทำกิจการดีได้ มิฉะนั้นเราไม่คู่ควรที่จะได้ชื่อว่าเป็นคริสตชน เช่นเดียวกับแสงสว่างที่มีหน้าที่ต้องส่องสว่าง นั่นคือ ฉายแสงให้คนอื่นได้เห็นแสงสว่างขององค์พระคริสตเจ้า ให้ความสว่างแก่ทุกคนในบ้านให้สามารถมองเห็นทุกสิ่งได้ บทประยุกต์ ดร. โควีย์ได้เสนอให้มีการเปลี่ยนกรอบความคิด (paradigm shift) หรือการล้างกรอบความคิดเก่าออก โดยให้เปลี่ยนจากการเน้นจริยธรรมบุคลิกภาพซึ่งเป็น ภาพลักษณ์ภายนอก ไปเป็นการเน้นจริยธรรมคุณลักษณะซึ่งเป็นแก่นที่อยู่ภายใน โดยใช้แนวทางจากภายในสู่ภายนอก (inside out approach) อันทำให้เกิด

1. ความน่าเชื่อถือ (trustworthiness) ที่มี 2. ความซื่อสัตย์สุจริต (integrity) เป็นรากฐานและก่อให้เกิด 3.ความไว้วางใจ (trust) อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ยาวนานระหว่างบุคคล ซึ่งเป็นรากแก้วของความสำเร็จและความสุขเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

บทบาทของพี่เลี้ยงในการสร้างจริยธรรมคุณลักษณะนั้นเปรียบเสมือนผู้นำ ลูกศิษย์เปรียบเสมือนสาวก บทบาทของภาระผู้นำที่ยึดหลักการ (จริยธรรมคุณลักษณะ) เป็นศูนย์กลางอย่างชัดเจนว่า มีอยู่ 4 บทบาท คือ

  1. การทำตัวเป็นแบบอย่าง (Modeling) โดยให้ตัวอย่างของความน่าไว้วางใจ เมื่อลูกศิษย์มองเห็นตัวอย่างที่ดี ก็จะเกิดความไว้วางใจ เกิดมโนธรรม (conscience) สามารถแยกแยะว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิดได้
  2. การดูแลเอาใจใส่ (Mentoring) คือมีการสานสัมพันธ์ความนับถือและความรักเอาใจใส่ ลูกศิษย์สามารถรู้สึกได้ถึงการดูแลเอาใจใส่ ก็จะเกิดการเห็นคุณค่าของตนเอง
  3. การจัดโครงสร้างชีวิต (Organizing) คือจัดโครงสร้าง องค์ประกอบทั้งหลาย ให้สอดคล้องกับปณิธานซึ่งเป็หลักการที่ถูกต้อง เมื่อลูกศิษย์รับรู้ถึงหลักการที่ถูกต้อง ก็จะเชื่อมั่นในโครงสร้าง
  4. การสอนสั่ง (Teaching) คือได้ยิน/ได้ทำ ในหลักการที่ถูกต้อง ลูกศิษย์ก็จะเชื่อมั่นในหลักการและเชื่อมั่นในตนเอง

ดังนั้น บทบาทพี่เลี้ยง นอกจากต้องสั่งสอนอบรมเรื่องความรู้ (ทำอะไร หรือ What to do) เรื่องทักษะ (ทำอย่างไร หรือ How to do) ยังต้องตระหนักถึงบทบาทอาจารย์ที่จะต้องสร้าง แรงบันดาลใจ (ความอยากที่จะทำ หรือ Want to do) เพื่อรวมขึ้นเป็นอุปนิสัยที่มีรากฐานอยู่บนความดีงาม ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างได้เองโดยไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องไปแสวงหาจากที่ใด แต่ต้องเริ่มต้นที่ใจ ดร. โควีย์เน้นย้ำว่า จำเป็นต้องทำทั้ง 4 บทบาทข้างต้นอย่างพร้อมกัน รวมทั้งใส่ใจกับผลที่เกิดขึ้น และทำ 4 บทบาทนี้ซ้ำหลายครั้ง จนวันหนึ่งเราจะได้เห็น

ตัวอย่าง “ความมหัศจรรย์ของไผ่จีน” ซึ่งเป็นภาพเตือนใจที่ดีสำหรับบทบาทนี้ กล่าวคือ หากฝังเมล็ดไผ่จีนลงดิน เราจะไม่ได้เห็นสิ่งใดเลย แม้จะรดน้ำพรวนดินอยู่ทุกวัน มีเพียงหน่อเล็กๆ ปูดให้เห็นบนพื้นดิน แต่ในช่วงสี่ปีนี้ รากได้เจริญเติบ โตแผ่ขยายกว้างไกลใต้ดินแผ่ลึกชอนไชหยั่งลึกลงล่าง จวบจนถึงปีที่ห้า ไผ่จีนเติบใหญ่สูงชะลูดเต็มความสูงแปดสิบฟุตตั้งตรงทรงคุณค่าเพียบพร้อมด้วยจริยธรรมคุณลักษณะที่เป็นแก่นอยู่ภายในและจริยธรรมบุคลิกภาพที่สง่างามอยู่ภายนอก

กฎใดๆ ก็ไม่มีความจำเป็น ดังคำกล่าวของเอมิล เดอร์คัม นักสังคมวิทยา ชาวฝรั่งเศลที่ว่า “หากจริยธรรมของสังคมมีพอ กฎหมายไร้ความจำเป็น ในยามที่จริยธรรมของสังคมขาดไร้ กฎหมายไม่อาจบังคับให้เกิดผล”

โยฮันเนส กูเตนเบิร์ก (Johannes Gutenberg) ชื่อเต็ม โยฮันเนส เจนส์ไฟลช์ ลาเดน ซูม กูเตนเบิร์ก (Johannes Gensfleisch zur Laden Zum Gutenberg) เกิดราวปี ค.ศ. 1398 ที่เมืองไมนซ์ (Mainz) ประเทศเยอรมนี บิดาเป็นขุนนางขั้นสูงชั้นสูง ชื่อ ไฟร์ล เจนส์ไฟร์ล ซูร์ ลาเดน (Friele Gensfleisch Zur Laden) ส่วนมารดาชื่อ เอลซ์ ไวริช (Else Wyrich)ในวัยเด็ก กูเตนเบิร์กติดตามบิดาไปโบสถ์เพื่อดูการพิมพ์ภาพ และเห็นว่าการแกะสลักบล็อกไม้เป็นเรื่องยากส่งผลให้หนังสือมีราคาแพงและไม่ค่อยแพร่หลาย เขาจึงใฝ่ฝันอยากสร้างเครื่องที่สามารถพิมพ์หนังสือได้รวดเร็วนับแต่นั้นมา ราว ค.ศ. 1411 ประเทศเยอรมนีเกิดเหตุจลาจล บ้านเรือนกว่าร้อยหลังคาเรือนถูกยึด กูเตนเบิร์กพลัดถิ่นไปอยู่ที่เมืองอัลทา (Alta Villa) เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเออเฟิร์ต(The University of Erfurt) ดังที่มีชื่อปรากฏในบันทึกของมหาวิทยาลัยเมื่อปี ค.ศ. 1419 ซึ่งเป็นปีเดียวกับบิดาของเขาเสียชีวิต หลังจากนั้น ไม่มีใครรู้ชะตากรรมของกูเตนเบิร์กอีกเลย กระทั่งพบจดหมายของเขา เมื่อเดือนมีคม ค.ศ. 1434 ว่าเขาพักแรมอยู่ที่สตาสบูร์ก (Strasbourg) ทำงานเป็นลูกจ้างในร้านตัดกระจก เขาประดิษฐ์เครื่องพิมพ์และอักษรโลหะ 26 ชิ้นที่มีขนาดเท่ากันได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ค.ศ. 1448 กูเตนเบิร์กเดินทางกลับเมืองไมนซ์ เพื่อยืมเงินญาติและเพื่อนมาลงทุนทำโรงพิมพ์ สุดท้ายเพื่อนชื่อโยฮันน์ ฟัสต์ (Johann Fust) ให้ยืมเงิน 800 กิลเดอร์ (Gilder) ค.ศ. 1455 เครื่องพิมพ์กูเตนเบิร์กพิมพ์พระคัมภีร์ไบเบิลออกมาราว 800 เล่ม เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ’ไบเบิ้ลของกูเตนเบิร์ก’ (The Gutenburg Bible) จากผลงานครั้งนี้ ทำให้เขาได้รับการแต่งตั้งจากสังฆราชเมืองไมนซ์ให้เป็นมหาดเล็ก และได้รับเงินบำนาญอีกด้วย ต่อมาปี ค.ศ. 1475 วิลเลียม แคกซ์ตัน (William Caxton) ช่างพิมพ์ชาวอังกฤษ ได้พัฒนาเครื่องพิมพ์เพื่อตีพิมพ์หนังสือ Recuyell of the Histoyes of Troye นับเป็นหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกของโลก

ช่างเหล็กและนักประดิษฐ์ชาวเยอรมันผู้นี้ มีชื่อเสียงจากการมีส่วนพัฒนาเทคโนโลยีการพิมพ์ ในช่วงราวคริสศตวรรษ 1450 ซึ่งรวมถึงตัวพิมพ์โลหะอัลลอย และหมึกพิมพ์ที่ใช้น้ำมันเป็นฐาน แม่พิมพ์สำหรับหล่อตัวพิมพ์ได้อย่างแม่นยำ และแท่นพิมพ์แบบกดแบบใหม่ ซึ่งพัฒนาจากเครื่องกดที่ใช้ในการทำไวน์ กูเตนแบร์กได้ชื่อว่าเป็นผู้ประดิษฐ์ตัวพิมพ์ที่ถอดได้ขึ้นในยุโรป ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อจากการพิมพ์แบบบล็อกที่ใช้กันอยู่ในขณะนั้น เมื่อรวมส่วนประกอบต่าง ๆ ดังกล่าวเข้าด้วยกันในระบบการผลิตแล้ว เขาได้ทำให้การพิมพ์อย่างรวดเร็วเป็นไปได้ และทำให้ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของยุโรป เหตุที่กูเตนเบิร์กได้ชื่อว่า เป็นบิดาแห่งการพิมพ์ก็เนื่องมาจากเขาเกิดในดินแดนยุโรปที่มีตัวอักษรแค่ 26ตัว และปัญญาชนของโลกใช้วิทยาการนี้เผยแพร่ความคิด เขาจึงได้ชื่อว่าผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ เพราะวิทยาการของเขาส่งผลต่อวิทยาการแขนงต่างๆ ของโลกสืบมา ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา และการเมืองของยุโรปและของโลก ช่วงที่ Gutenberg คิดค้นแท่นพิมพ์นั้นเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นช่วงเดียวกับยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) หรือบทบาทของ Martin Luther ผู้นำศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ ที่แปลคัมภีร์ไบเบิ้ลจากภาษาละตินเป็นภาษาเยอรมัน จากนั้นก็อาศัยวิวัฒนาการของการพิมพ์ที่ทำให้คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาเยอรมันแพร่หลายไปทั่ว และเริ่มโน้มน้าวให้คริสตชนเริ่มมาสนใจกับสิ่งที่เขียนในพระคัมภีร์ แทนที่จะไปเชื่อในสิ่งที่บาทหลวง ประโยชน์ที่ได้รับในปัจจุบัน มนุษย์ไม่ต้องคัดลอกเอกสารต่าง ๆ ด้วยตนเอง เพราะมีเครื่องพิมพ์ ที่พัฒนาจากยุคสมัยของกูเตนเบิร์กจนถึงยุคสมัยปัจจุบัน ไว้ช่วยทุ่นแรง

บทสรุป พระเยซูไม่ได้บอกเราว่า “ท่านสามารถเป็นเกลือและแสงสว่างได้” แต่พระองค์ตรัสกับเราอย่างชัดเจนว่า “ท่านเป็นเกลือและเป็นแสงสว่าง” ดังนั้น เราจะต้องดำเนินชีวิตเป็นพยานถึงพระองค์ นำการรักษา บำบัด นำชีวิตชีวา นำความบริสุทธิ์ ให้เป็นแสงสว่างนำความสว่างไปสู่ชีวิตของผู้อื่น ช่วยขจัดความมืดบอด ด้านจิตวิญญาณ สร้างคุณค่าและความชื่นชมยินดี “แสงสว่างของท่านต้องส่องแสงต่อหน้ามนุษย์ เพื่อให้คนทั้งหลายได้เห็นกิจการดีของท่าน และสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์” (มธ 5:16) ดังนั้น ชีวิตของเรา สิ่งที่เราทำ และวิธีการที่เราใช้ จะต้องเป็นที่มาแห่งแสงสว่าง และมีความหมายสำหรับผู้อื่น กิจการที่เรากระทำจะต้องเป็นเครื่องหมายที่มองเห็นได้แห่งการประทับอยู่ของพระเจ้าในโลก คริสตชนจะต้องโดดเด่น มีอืทธิพลต่อผู้อื่นผ่านทางการกระทำและชีวิตของเรา เป็นต้น ในความรักต่อกัน การให้อภัยซึ่งกันและกันด้วยใจกว้าง ความเห็นอกเห็นใจกัน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และแบ่งปันสิ่งที่เรามีแก่ผู้อื่น เช่นนี้เอง เราถึงจะได้ชื่อว่าเป็น "เกลือของแผ่นดินและแสงสว่างส่องโลก"