ส่งต่อความรัก || Pass The Love Forward

ตุลาคม 2020 : เดือนแห่งการรับใช้ชุมชน

นมัสการ ภาคเช้า 2014-05-11

ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์ หัวข้อ : ก้าวต่อไป
ฮีบรู 6:3
โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์

พระธรรม ฟิลิปปี 3:16 กล่าวว่า “แต่เราได้แค่ไหนแล้ว ก็ให้เราดำเนินตรงตามนั้นต่อไป เมื่อเรามาถึงแค่ ไหนแล้ว ก็ให้เราดำเนินตรงตามนั้นต่อไป” หมายถึงให้เราไปต่อ อย่าหยุด อย่าเลิกติดตามพระเจ้า อยาเลิกเข้า ใกล้ในสิ่งที่ดี ดังนั้นคำถามคือ เรามาถึงแค่ไหนแล้ว? ก่อนจะออกรบเราต้องตรวจชีวิตของเรา ตรวจสอบกองทัพ ของเราก่อน ตรวจสอบประเทศชาติบ้านเมืองของเราก่อน ว่าเราสามารถจะรบได้หรือไม่ พระวจนะบอกเราว่า ถ้าเรารบไม่ชนะ เราต้องแต่งทูตไปเจรจา เช่นเดียวกัน ก่อนที่เราจะลงทุน ก่อสร้างหรือทำการใดก็ตามต้อง ผ่านการคิดพิจารณาให้รอบคอบถ้าไม่มีหนทางในการจะทำให้เป็นผลสำเร็จ เราก็อาจจะต้องเก็บสำรองเงิน เอาไว้ก่อน ชีวิตของเราก็เหมือนกัน ในการดำเนินต่อไปในภาคหน้านั้น เปรียบเหมือนการลงทุนลงแรงในกิจการ ที่มีค่ามากที่สุด ลงเข้าไปในอนาคตแล้วจะเกิดผลอย่างไร เราจะต้องคิดให้ดีที่สุด เพื่อให้ชีวิตของเราที่เหลืออยู่ นี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อแผ่นดินของพระเจ้า มีค่ามากที่สุด ต่อคนรอบตัวเรา

ในการวัดในด้านการศึกษา และรวมถึงองค์กรต่างๆ จะมี เครื่องมือที่เรามักใช้ในการวัดของเราคือ SWOT ซึ่งคือตัววัด ตัวที่จะบอกเราว่าสภาพภายในองค์กร ที่เราวัดจุดอ่อน จุดแข็ง วิกฤต ความเสี่ยง และโอกาสที่เรามี ซึ่งย่อมาจากภาษาอังกฤษ 4 ตัวคือ Strength Weakness Oppotunity Thread ซึ่งใน วงการศึกษาได้ใช้มาหลายสิบปี และเราก็สามารถใช้ SWOT ในชีวิตส่วนตัวเราได้เช่นกัน เพื่อตรวจดูว่าชีวิต จิตวิญญาณของ เรานั้นเข้มแข็งขนาดไหน มีจุดใดเป็นจุดอ่อน ในชีวิตฝ่ายจิต วิญญาณของเราด้วย และมีปัจจัยภายนอกใดๆ ที่ส่งเสริมและ สร้างโอกาสอะไรบ้าง มีภาวะคุกคาม อุปสรรคอะไรบ้างที่ทำ ให้เราไปไม่ถึงเป้าหมาย

ส่วนในด้านจิตวิญญาณ ถ้าหากเรามีโอกาสที่จะถอยหลังกลับไปสำรวจดูชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรา SWOT ดูว่าจุดแข็ง จุดเด่น ของประทานในชีวิตของเรานั้นคืออะไรบ้าง อะไรที่เราทำแล้วมีความสุข ทำแล้วสบายใจ ทำแล้วมีความภาคภูมิใจ ขณะเดียวกันให้พระเจ้าได้ตรวจสอบชีวิตของเรา ว่าตัวเรานั้นมีจุดอ่อน จุดด้อยอะไร บ้าง แล้วให้เราพัฒนาจุดด้อยของเราให้กลายเป็นจุดแข็ง ให้เรากำจัดจุดอ่อนใดๆ ให้หมดออกไปจากชีวิตฝ่าย จิตวิญญาณของเรา

ส่วนโอกาสและภาวะคุกคามนั้นเป็นสิ่งภายนอกตัวเรา สิ่งเหล่านี้จะมาหาเราเป็นพักๆ โอกาสเป็นสิ่งที่ดี แต่ภาวะคุกคามนั้นหมายถึงสิ่งที่ไม่ดี แต่ว่าเราสามารถเปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นอุปกรณ์ เปลี่ยนปัญหาให้เป็น เครื่องมือในการพัฒนา เปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสที่ดี ในการที่เราจะเจริญเติบโต ก้าวหน้าไปกับพระเจ้า เพราะฉะนั้น SWOT จะเป็นตัวช่วยบ่งบอกให้เราทราบถึงสภาพการณ์ จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส อุปสรรคต่างๆ ในชีวิตของเราในขณะนี้ได้

เราจะใช้พระวจนะของพระเจ้าในการตรวจสอบชีวิตของเราสม่ำเสมอ และสำหรับคณะเพรสไบทีเรียน จะมีอยู่สองเทศกาลที่จำเป็นต้องมีการทำ SWOT อยู่ตลอดเวลา นั่นคือในเทศกาลรับเสด็จ และจากการเข้า สู่ธรรมในเทศกาลอีสเตอร์ ในปีหนึ่งเรามีถึง 80 วันในการทำ SWOT กำจัดจุดอ่อน เสริมสร้างจุดแข็ง เปลี่ยน วิกฤตเป็นโอกาส เปลี่ยนอุปสรรคให้กลายเป็นอุปกรณ์

เมื่อสำรวจสถานะทางการศึกษาระดับชาติในอาเซียน พบว่าประเทศไทยติดอันดับที่ 8 จาก 10 ประเทศ ในอาเซียน ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ครองอันดับ 1 ในประเทศอาเซียน มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง การศึกษาอยู่ตลอดเวลา เช่นการสอนให้น้อยลง เรียนรู้ให้มากขึ้น (Teach Less Learn More) มีการบูรณาการ วิชาต่างๆ เข้าด้วยกันเช่น วิชาชีววิทยา บูรณาการกับวิชาเคมี เรียกว่า Ignite Program

เราพบว่าการศึกษาของเราอยู่ในอันดับที่ 8 เราจะต้องก้าวต่อไปอย่างไร? ประเทศไทยลงทุนทางการ ศึกษามาก แต่ผลที่ได้ไม่ประสบความสำเร็จดังที่ลงทุนไป เป็นเพราะคนไทยขาดคุณธรรม หลักการสำคัญที่จะ ทำให้เราก้าวต่อไปทั้งในด้านการศึกษาและด้านฝ่ายวิญญาณ คือ หลักการแห่งความดีและสัตย์ซื่อ ซึ่งปรากฎ ในพระวจนะของพระเจ้าใน มัทธิว 25 ในเรื่องของการชมเชยทาสของนาย ว่าเป็นทาสที่ดีและสัตย์ซื่อ ขอให้ เราได้เลียนแบบหลักการแห่งความดีและสัตย์ซื่อขององค์พระเยซูคริสต์

พระเยซูได้ทรงวางแบบอย่างในการดำเนินชีวิตของการรับใช้พระเจ้า ทรงสั่งสอน ทรงทำให้เป็นตัวอย่าง ทรงเชิญชวนให้สาวกทั้งหลายตามมาดูชีวิตของพระองค์ ความดีและความสัตย์ซื่อพบได้ในชีวิตของพระเยซูคริสต์ ที่เป็นแบบอย่างในชีวิต พระองค์ทรงสั่งสอนและทำเป็นแบบอย่าง

1. พระองค์ทรงมีความเมตตาสงสาร (Compassion) ในพระ ธรรมมัทธิว 9:36 “และเมื่อพระ‍องค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชน ก็ทรงสงสารเขา ด้วยเขาถูกรัง‍ควานและไร้ที่‍พึ่งดุจฝูงแกะไม่‍มีผู้เลี้ยง” พระเยซูทรงเห็นไม่เหมือนกับเรา พระองค์ทรงเห็นอกเห็นใจ รัก เมตตา สงสาร มีความห่วงใย เมื่อเราเห็นคนมากมายเดินผ่านไปมา เรารู้สึกเหมือนที่พระเยซูรู้สึกหรือเปล่า เราจะมองเห็นแบบพระองค์ ได้อย่างไร เราจะมองเห็นแบบที่ผู้อื่นมองไม่เห็นได้อย่างไร เราจะให้ ความเมตตาสงสารนั้นจะเกิดเป็นการกระทำจริงได้อย่างไร เราต้อง อธิษฐานขอให้พระองค์ทรงประทานให้เราได้มองเห็นอย่างที่พระเยซู เห็น ให้เรามีใจปราถนาที่จะรับใช้พระเจ้าเหมือนพระเยซู สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเองแต่เป็นของประทานและพระคุณที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า ถ้าเรารู้สึกว่ามีสิ่งเหล่านี้น้อย แล้วอยาก จะมีมากขึ้น อยากจะมี compassion in action มากขึ้น ขอให้เราอธิษฐานขอจากพระเจ้า

คนที่เป็นครูเป็นชีวิตที่ส่งผลต่อนักเรียนมากที่สุด แตะต้องกับชีวิตนักเรียนมากที่สุด สังคมครอบครัว หน่วยเล็กที่สุดของสังคมปัจจุบันนี้มีปัญหามากมาย ครอบครัวแตกแยกมีมากขึ้น เด็กๆ ไม่สามารถจะเอาพ่อแม่ ของเขาเป็นที่พึ่งได้ คุณครูหรือพ่อแม่ที่สองของเขาจะเป็นผู้ที่ช่วยเหลือ ให้การดูแล เพราะคุณครูสามารถ มองเห็น อาจารย์ ครูทุกท่านกำลังพันธกิจที่ยิ่งใหญ่ ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครได้เห็น ภารกิจของเรานั้นยิ่งใหญ่มาก

2. พระองค์ให้หาคนดั่งหาปลา มัทธิว 4:19 พระองค์ตรัสกับเขาว่า “จงตามเรามาเถิด และเราจะตั้งท่าน ให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา” พระเยซูเน้นเป้าหมายชัดเจนว่าให้หาคน ให้ความสำคัญของคน เน้นความสำคัญ ของพันธกิจนี้ เราตั้งใจเลี้ยงชีพอย่างไร ก็ต้องหาคนอย่างนั้น พระองค์ทรงสอนวิธีหาคน ทรงทำเป็นตัวอย่าง ให้ดู มีคำแนะนำอยู่ 5 ประการคือ

  • ให้ไปอยู่ในที่มีปลา นีคือโอกาสภายนอก ตอบสนองต่อสังคม แนะนำให้เขาเห็นถึงความต้องการ แท้ๆ ของเขา คนทั้งหลายอาจมองไม่เห็นเพราะว่าเขาไม่ได้มองอย่างที่พระเยซูมอง
  • จับปลาด้วยความตั้งใจ ความตั้งใจเป็นคุณสมบัติของคนที่จะจับปลา
  • เลือกเหยื่อให้ถูก หรือวิธีการในการจับปลา อะไรเป็นจุดอ่อนจุดแข็ง ของเรา เรามีอะไรที่จะเป็นเหยื่อในการจับปลาบ้าง
  • ต้องอดทน รอคอยด้วยความเเชื่อ
  • ต้องเชื่อว่าพระเจ้าจะเป็นผู้ให้ปลา เราต้องอธิษฐาน ทูลขอความสำเร็จที่มาจากพระเจ้า

3. พระองค์ให้เราเป็นเกลือ มัทธิง 5.13 “ท่านทั้ง หลายเป็นเกลือแห่งโลก ถ้าเกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้ แต่นั้นไปก็ไม่เป็น ประโยชน์อะไร มีแต่จะทิ้งเสียสำหรับคนเหยียบย่ำ” เกลือถนอมอาหารและรักษาแผล และพระเยซูต้องการ ให้เราเป็นแสงสว่างแห่งแผ่นดินโลกด้วย เอเฟซัส 5:8-9 “เพราะว่าเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็น ความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง (ด้วยว่าผลของความสว่างนั้น คือ ความดีทุกอย่างและความชอบธรรมทั้งมวลและความจริงทั้งสิ้น)” ยอห์น 12:36 “เมื่อท่านทั้งหลายมีความสว่าง ก็จงวางใจในความสว่างนั้น เพื่อจะได้เป็นลูกแห่งความสว่าง” เพราะแสงสว่างนั้นขจัดความมืด ชี้ทาง ทำให้ เราเห็นเป้าหมาย เป็นแสงสว่างสะท้อนให้คนทั้งหลาบเห็นพระเยซูคริสต์ในชีวิตของเรา

ในการก้าวต่อไปในทางของพระเจ้าเราจำเป็นต้องพึ่งในพระคุณของพระเจ้า หากพระเจ้าอนุญาต เราจะ ก้าวต่อไป ชีวิตของเราต้องไม่พอใจในสิ่งที่เราเป็นอยู่ ท่านไม่ให้เราขี้เกียจ สุขสบาย และชื่นชมกับทรัพย์ สมบัติทั้งหลาย แต่พระองค์ให้เราส่ำสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์ ซึ่งไม่สามารถจะส่ำสมได้ในชั่วข้ามคืน การที่ เราจะเป็นสาวกของพระเยซูก็เช่นกัน ไม่ใช่เพียงชั่วข้ามคืนแล้วเราจะเป็นได้ ต้องมีพระวจนะของพระเจ้า ซึ่ง ต้องจ่ายความพากเพียรพยายามในการจะได้รับ อุปสรรคต่างๆ มากมายจะขัดขวางไม่ให้เราไปหาพระวจนะ ของพระเจ้า ขอให้เราได้มีโอกาสในการกำจัดอุปสรรคเหล่านี้ออกไปจากชีวิต

การที่ก้าวต่อไปในทางของพระเจ้าต้องอาศัยวินัยและการทำงานหนัก ในการส่งเสริมสุขภาพทางร่างกาย เรายังต้องมีวินัยในการออกกำลังกาย เช่นเดียวกับการจะเติบโตในฝ่ายจิตวิญญาณ จะพัฒนาองค์กรของเรา ให้องค์กรของเราก้าวต่อไปนั้น เราจำเป็นที่จะต้องเป็นเกลือ เป็นแสงสว่าง เราจะต้องให้ความสำคัญกับสิ่ง ที่มีความสำคัญอย่างถูกต้อง อย่าปล่อยให้สิ่งไม่สำคัญมาขัดขวาง