ส่งต่อความรัก || Pass The Love Forward

กันยายน 2020 : เดือนแห่งการศึกษาพระวจนะ

นมัสการ ภาคเช้า 2013-12-22

ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์ หัวข้อ : พระเยซูชาวนาซาเร็ธ
ลูกา 4:14-21
โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์

ลูกา 4.16-21 16แล้วพระองค์เสด็จมาถึงเมืองนาซาเร็ธ เป็นที่ซึ่งพระองค์ทรงเจริญวัยขึ้น พระองค์เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาในวันสะบาโตตามเคย และทรงยืนขึ้นเพื่อจะอ่านพระธรรม 17เขาจึงส่งพระคัมภีร์อิสยาห์ผู้เผยพระวจนะให้แก่พระองค์ เมื่อพระองค์ทรงคลี่หนังสือนั้นออก ก็ค้นพบข้อที่เขียนไว้ว่า 18 พระวิญญาณแห่งพระเป็นเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ได้ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้ เพื่อนำข่าวดีมายังคนยากจน พระองค์ได้ทรงใช้ข้าพเจ้าให้ร้องประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย ให้ประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้เห็นอีก ให้ปล่อยผู้ถูกบีบบังคับเป็นอิสระ 19และให้ประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเป็นเจ้า 20แล้วพระองค์ทรงม้วนหนังสือส่งคืนให้แก่เจ้าหน้าที่ แล้วทรงนั่งลง และตาของคนทั้งปวงในธรรมศาลาก็เพ่งดูพระองค์ 21พระองค์จึงเริ่มตรัสแก่เขาว่า “คัมภีร์ตอนนี้ที่ท่านได้ยินกับหูของท่านก็สำเร็จในวันนี้แล้ว”

บทนำ ในสมัยโบราณ วิธีการระบุตัวบุคคลใช้ชื่อและสถานที่ จึงเป็นเหตุที่ทำให้พระเยซูถูกเรียกว่า “เยซูชาวนาซาเร็ธ” ตัวอย่างอื่น เช่น “ซีโมนชาวไซรีน” ระบุชื่อและสถานที่พำนักว่าเป็นชาวเมืองไซรีน แม้ว่าเบธเลเฮมจะเป็นสถานที่กำเนิดของพระเยซู แต่นาซาเร็ธเป็นสถานที่ที่พระเยซูพำนักอาศัยยาวนานที่สุด จนมีอายุ 30 ปี ก่อนที่เสด็จออกทำการปรนนิบัติรับใช้มวลชน ดังนั้น ผู้คนจึงเรียกพระองค์ว่า “เยซูชาวนาซาเร็ธ” (มธ.2.23) ไปอาศัยในเมืองหนึ่งชื่อนาซาเร็ธ เพื่อจะสำเร็จตามพระวจนะ ซึ่งตรัสโดยผู้เผยพระวจนะว่า เขาจะเรียกท่านว่า ชาวนาซาเร็ธ)

หลังจากกลับมาจากอียิปต์ เพราะเหตุที่กษัตริย์เฮโรดพยายามฆ่า แต่ไม่สำเร็จ เมื่อกษัตริย์เฮโรดสิ้นพระชนม์ โยเซฟกับมารีย์ก็พาพระเยซูกลับมาอยู่ที่นาซาเร็ธ เพื่อให้พ้นจากการปกครองจากส่วนกลางที่เยรูซาเล็ม ครอบครัวนี้จึงมุ่งไปทางเหนือในแคว้นกาลิลี และอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชื่อว่า นาซาเร็ธ

การบังเกิดในรางหญ้า การเติบโตมาในหมู่บ้านเล็ก ๆ สะท้อนชีวิตพระเยซูในเรื่องความถ่อมใจ การเป็นผู้เล็กน้อย การถูกปฏิเสธ ซึ่งปรากฏในพระธรรมอิสยาห์ 53 ; สดด.22 ฟิลิปเรียกพระเยซูเป็นคนแรกว่า เป็น “พระเยซูชาวนาซาเร็ธ” (ยน.1.45-46 ฟีลิปไปหานาธานาเอลบอกเขาว่า “เราได้พบพระองค์ผู้ที่โมเสสได้กล่าวถึงในหนังสือธรรมบัญญัติ และที่พวกผู้เผยพระวจนะได้กล่าวถึง คือ พระเยซู ชาวนาซาเร็ธบุตรโยเซฟ” นาธานาเอลถามเขาว่า “สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ” ฟีลิปตอบว่า “มาดูเถิด”) แม้ว่าพระองค์จะทรงเกิดในสถานที่ที่ต่ำต้อยและเล็กน้อย แต่การงานของพระองค์ที่ยิ่งใหญ่คือการประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า

เนื้อหา ปีแห่งความโปรดปรานคือปีแห่งพระคุณ เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนจะได้รับการช่วยให้รอดโดยความเชื่อ เป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าสำแดงความรักของพระองค์ โดยส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อให้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ทรงเปรียบเสมือนลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่าเพื่อไถ่บาปของคนเป็นอันมาก เวลาแห่งความโปรดปราน คือยุคของคริสตจักรหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ยุคพระคุณ" เราทั้งหลายที่เชื่อศรัทธาในพระเจ้า ไว้วางใจในพระองค์จะได้เป็นบุตรของพระองค์ อยู่ใต้ร่มพระคุณ และอยู่ในพระวรกายของพระคริสต์คือ คริสตจักรนั่นเอง

ปีแห่งความโปรดปรานนั้นเริ่มต้นด้วยการเสด็จมาของพระคริสต์และปิดท้ายด้วยการเสด็จมาอีกครั้งของพระเยซูเช่นกัน ดังนั้นยุคพระคุณ และยุคคริสตจักรจึงมีความจำกัดหรือต้องสิ้นสุดลงในอนาคต การสิ้นสุดนั้นคือ การเสด็จมาครั้งที่สองนั่นเอง พระเยซูทรงอ่านพระธรรมอิสยาห์บทที่ 61 ข้อ 1 และข้อ 2 [พระวิญญาณแห่งพระเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้ เพื่อนำข่าวดีมายังผู้ที่ทุกข์ใจ พระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามาให้เล้าโลมคนที่ชอกช้ำระกำใจ และร้องประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย และบอกการเปิดเรือนจำออก ให้แก่ผู้ที่ถูกจำจอง 2เพื่อประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า และวันแห่งการแก้แค้นของพระเจ้าของเรา เพื่อเล้าโลมบรรดาผู้ที่ไว้ทุกข์] ขอสังเกตว่าพระองค์อ่านเพียงครึ่งข้อเท่านั้น ส่วนครึ่งข้อหลังที่มีข้อความว่า “วันแห่งความแก้แค้นของพระเจ้า” พระองค์ไม่ได้อ่าน และยังทรงตรัสต่อไปว่า “พระธรรมที่ท่านได้ยิน ก็สำเร็จในวันนี้แล้ว” ขณะที่พระองค์ยืนอ่านพระวจนะในศาลาธรรมของนาซาเร็ธ ซึ่งในที่สุด ชาวนาซาเร็ธไม่ต้อนรับพระเยซู และพวกผู้นำทางศาสนาต้องการกำจัดพระเยซูด้วย

วันแห่งการแก้แค้นคือวันที่พระเจ้าจะพิพากษาตัดสินลงโทษคนที่ทำความผิด ความบาป ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่จะเกิดขึ้น เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ถือว่าเป็นการสิ้นสุดยุคแห่งพระคุณ ในเวลานั้น พระองค์จะทรงใช้พระลักษณะแห่งความชอบธรรม ความยุติธรรม ความบริสุทธิ์ ในลักษณะการเป็นผู้พิพากษา ตัดสินให้คุณ ให้โทษ เนื่องจากยุคพระคุณมีจำกัด คริสตจักรจึงควรใส่ใจในเรื่องของการนำวิญญาณของผู้คนมารับพระคุณ ความรัก และสันติสุข ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่พอพระทัยพระองค์ ยิ่งกว่านั้น เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการรับเสด็จพระเยซู

ดังนั้นในเทศกาลรับเสด็จนี้ เราจึงควรรำลึกถึงการเสด็จมาครั้งแรกในรางหญ้าแบบผู้รับใช้ แบบพระเมษโปดกผู้ไถ่บาป และในเวลาเดียวกัน เราต้องเตรียมตัวรับเสด็จโดยการมองไปข้างหน้า เพื่อต้อนรับการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ในฐานะพระมาซีฮาห์จอมกษัตริย์ที่จะมาพิพากษา ให้รางวัล ในฐานะจอมราชันย์ กษัตริย์ผู้ได้รับการเจิม หรือการแต่งตั้งจากพระเจ้า หนึ่งในวิธีการเตรียมรับเสด็จทั้งสองครั้งก็คือ พิธีมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง (1คร.11.26 เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา) อัครทูตเปาโลเตือนเราถึงการเข้าพิธีมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์เพื่อระลึกถึงและประกาศถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ จนกระทั่งพระองค์จะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นในการเข้าสู่พิธีมหาสนิท เราจะต้องรำลึกถึงสิ่งสำคัญ 3 ประการด้วยกัน คือ

1. การรำลึกถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขน (ลก.22.19-20 พระองค์ทรงหยิบขนมปัง โมทนาพระคุณ แล้วหักส่งให้แก่เขาทั้งหลาย ตรัสว่า “นี่เป็นกายของเรา [ซึ่งได้ให้สำหรับท่านทั้งหลาย จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา” เมื่อรับประทานแล้ว จึงทรงหยิบถ้วยกระทำเหมือนกันตรัสว่า “ถ้วยนี้ซึ่งเทออกเพื่อท่านทั้งหลายเป็นคำสัญญาใหม่ โดยโลหิตของเรา) แม้ว่าความทุกข์ทรมานและการสิ้นพระชนม์จะดูเป็นเรื่องไม่ดี เป็นเรื่องโศกเศร้าก็ตาม แต่ภาพรวมของการสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของมวลมนุษยชาตินั้น ถือเป็นข่าวดีและประเสริฐที่สุด ที่พระเจ้าทรงสำแดงความรักยิ่งใหญ่ของพระองค์ โดยการให้พระบุตรองค์เดียวของพระองค์มาสิ้นพระชนม์เพื่อเรา ความบาปของเราจะได้รับการยกโทษและอภัย และเพื่อที่เราจะได้ชีวิตนิรันดร์โดยผ่านความเชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์ ความตายของพระเยซูนั้น จึงกลายเป็นสิ่งมีคุณค่าที่สุด ถือว่าเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ พระวรกายของพระเยซูกลายเป็นเครื่องบูชาชดใช้ความบาปที่เราทั้งหลายได้ก่อขึ้น เราจึงควรตอบสนองต่อความรักที่ยิ่งใหญ่นี้ ในขณะที่เราเข้าสู่พิธีมหาสนิท พิธีนี้ไม่ใช่พิธีไว้อาลัย แต่เป็นพิธีรำลึก เป็นพิธีแห่งการเฉลิมฉลอง ด้วยความรู้สึกขอบพระคุณ เพราะพระเยซูมีชัยชนะเหนือความตาย ไม่ได้อยู่ในอุโมงค์อีกต่อไป (ฮบ.2.14-15 บุตรทั้งหลายร่วมสายโลหิตกันฉันใด พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย เพื่อโดยทางความตายนั้นเอง พระองค์จะได้ทรงทำลายผู้ที่มีอำนาจแห่งความตาย คือมารเสียได้ และจะได้ทรงช่วยเขาเหล่านั้นให้พ้นจากการเป็นทาสชั่วชีวิต เพราะเหตุกลัวความตาย) เพราะเหตุที่ทรงมีชัยชนะเหนือบาปและความตาย ทำให้พระเยซูเปลี่ยนความโศกเศร้าให้กลายเป็นความชื่นชมยินดี เปลี่ยนความผิดหวังให้กลายเป็นความหวัง (ยน.16.20 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านจะร้องไห้และคร่ำครวญ แต่โลกจะชื่นชมยินดี ท่านทั้งหลายจะทุกข์โศก แต่ความทุกข์โศกของท่านจะกลับกลายเป็นความชื่นชมยินดี)

2. ความสัมพันธ์ของเรากับพระเยซู (1คร.10.16 ถ้วยแห่งพระพร ซึ่งเราได้ขอพระพรนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีส่วนร่วมในพระโลหิตของพระคริสต์มิใช่หรือ ขนมปังซึ่งเราหักนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีส่วนร่วมในพระกายของพระคริสต์มิใช่หรือ) เป็นการเข้าส่วนกับพระกายของพระองค์ในหลาย ๆ มิติ คือ มิติของการถูกตรึง (กท.2.20 ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า ; คส.2.20 ถ้าท่านตายกับพระคริสต์พ้นจากวิญญาณต่างๆ แห่งสากลจักรวาลแล้ว เหตุไฉนท่านจึงมีชีวิตอยู่เหมือนกับว่าท่านยังอยู่ฝ่ายโลก ยอมอยู่ใต้บัญญัติต่างๆ อันเป็นหลักธรรมและคำสอนของมนุษย์)

เข้าส่วนในความตาย (รม.6.4 เหตุฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการรับบัพติศมาเข้าส่วนในการตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายโดยเดชพระสิริของพระบิดาแล้ว เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน) เข้าส่วนในการเป็นขึ้นจากความตาย และเข้าส่วนในชีวิตของพระองค์ ดังนั้นในพิธีมหาสนิท ทำให้เรามองขึ้นข้างบนสู่พระคริสต์ และเตือนใจเราทั้งหลายให้เข้าส่วนร่วมกันกับการทนทุกข์ ตายกับพระองค์ และเป็นขึ้นกับพระองค์ ด้วยการมีประสบการณ์เช่นนี้ เราจะประจักษ์ว่าพระเยซูทรงพระชนม์อยู่ในเรา และเราอยู่ในพระองค์ เราต้องเชิญพระเยซูเข้ามาประทับในชีวิตเพื่อให้พระองค์พำนักอยู่ในเรา เราต้องเปิดใจต้อนรับพระองค์ พร้อมที่จะให้พระองค์เสด็จเข้ามาในบ้านหลังนี้ เราต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านหลังนี้ให้สะอาด อย่าซ่อนสิ่งสกปรก ซึ่งก็คือความบาปไว้ เพื่อให้พระองค์เข้ามาอย่างสง่างาม

อัครทูตเปาโลได้เตือนสติคริสเตียนชาวโครินธ์ ก่อนที่จะรับประทานขนมปังและน้ำองุ่น รักษาตนให้ปราศจากมลทิน และขอการอภัยโทษจากพระเจ้า รับการชำระชีวิตให้บริสุทธิ์ก่อนที่จะเข้าสู่พิธีมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์นี้ ยิ่งไปกว่านั้น การเข้าสู่พิธีมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์มีความหมายกว้าง ครอบคลุมถึงการเป็นหนึ่งเดียวกันของผู้เชื่อในพิธีนี้ (1คร.10.17แม้เราซึ่งเป็นบุคคลหลายคน แต่เนื่องจากมีขนมก้อนเดียว เราจึงเป็นร่างกายเดียว เพราะว่าเราทุกคนรับประทานขนมก้อนเดียวกัน) ก่อนที่พระเยซูจะเข้าสู่พิธีนี้ พระองค์ทรงล้างเท้าให้สาวก เมื่อมาถึงเปโตร เปโตรปฏิเสธที่จะรับการล้างเท้า แต่พระเยซูตรัสว่ามีความจำเป็นที่พระองค์จะทรงล้างเท้าให้กับเหล่าสาวก เพราะทรงเป็นตัวอย่างของการรับใช้ ดังนั้น ชีวิตคริสเตียนจะต้องรับใช้กันและกัน ในคจ.ของพระเจ้า มิใช่ให้คนอื่นต้องมาปรนนิบัติตน

3. เตือนตนเองเกี่ยวกับการเสด็จกลับมาอีกครั้งของพระเยซู (มธ. 26.29 เราบอกท่านทั้งหลายว่า เราจะไม่ดื่มน้ำผลแห่งเถาองุ่นต่อไปอีกจนวันนั้นมาถึง คือวันที่เราจะดื่มกันใหม่กับพวกท่านในแผ่นดินแห่งพระบิดาของเรา”) ขณะที่เข้าสู่พิธีมหาสนิทนี้ เราควรรำลึกถึงงานเลี้ยงยิ่งใหญ่ของพระมาซีฮาห์ ซึ่งเป็นงานมงคลสมรสของพระเมษโปดก นั่นคือการมองไปข้างหน้าด้วยความหวังใจและเตรียมพร้อมตัวเองเสมอในการต้อนรับการเสด็จมาอย่างสมศักดิ์ศรี หากเรากระทำเช่นนี้ก็จะเป็นการทำให้วัตถุประสงค์ทั้งสามประการสำเร็จ ขณะที่เราเข้าสู่พิธีมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์ ก็คือการที่เราต้องมองไปข้างหลังเพื่อระลึก มองไปข้างหน้าด้วยความหวัง มองขึ้นข้างบนเพื่อมีความสัมพันธ์ที่ดื่มด่ำและประสบการณ์ที่ช่ำชอง มองเข้ามาหาตัวเองที่จะสำรวจตรวจสอบและมองไปรอบ ๆ เพื่อที่จะเป็นหนึ่งเดียวกันกับพี่น้อง โปรดอย่าลืมว่า ความรักแท้จากพระเจ้านำมาซึ่งการอภัยโทษ หากเราปรารถนาจะเข้าหาและนมัสการพระเจ้า เราจึงต้องบริสุทธิ์ รับการยกโทษ และหากชีวิตของเราไม่ให้อภัยใคร พระเจ้าก็จะไม่ให้อภัยผู้นั้น จึงถือว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่เราจะต้องสำรวจชีวิตของเราให้ดี ก่อนที่จะมานมัสการพระเจ้า และถือพิธีมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์ เราถึงจะไม่ป่วยไข้และล่วงหลับไป