รักร่วมรับใช้ || Love Share and Serve

กันยายน 2019 : เดือนแห่งการศึกษาพระวจนะ

เทศนา ภาคเช้า 2013-09-01

ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์ หัวข้อ : สนามรบแห่งความคิด
โรม 8:13, เอเฟซัส 6:12-13
โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์

โรม 8:13 "เพราะว่าถ้าท่านทั้งหลายดำเนินชีวิตตามฝ่ายเนื้อหนังแล้ว ท่านจะต้องตาย แต่ถ้าโดยฝ่ายพระวิญญาณ ท่านได้ทำลายการของฝ่ายกายเสียท่านก็จะดำรงชีวิตได้" เมื่อเรามาเป็นคริสเตียน เราได้ก้าวเข้าสู่สงครามฝ่ายวิญญาณทันที แม้เราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม สงครามนี้เป็นสงครามระหว่างสองอาณาจักรคืออาณาจักรของพระเจ้าซึ่งเป็นอาณาจักรของความสว่าง และอาณาจักรของมารซึ่งเป็นอาณาจักรของความมืดซึ่งวันหนึ่งจะถูกปราบโดยพระเยซูคริสต์ สงครามนี้จะเป็นสงครามในการแย่งชิงมนุษย์ การลักขโมยสันติสุขของเรา การทำลายงานของพระเจ้าในชีวิตเราและผู้อื่น ใช้ชีวิตของเราในการทำลายผู้อื่นได้ ว่าในที่สุดคนนั้นๆ จะตกเป็นเครื่องมือของความมืดและมารซาตาน แม้ว่ามันไม่สามารถทำลายความรอดของเราได้ก็ตาม ชีวิตของคนนั้นเป็นพิษ สงครามนี้เป็นสงครามที่มีขอบเขตการรบกว้างขวาง ยืดเยื้อ และในพระคัมภีร์ที่ยกมาตอนต้นนั้นก็กล่าวถึงสนามรบที่ครอบคลุมไปถึงสนามความคิดของเรา พระคัมภีร์กล่าวว่าเราจำเป็นต้องนำความคิดของเราทุกประการมาไว้ในน้ำพระทัยของพระคริสต์ การล้มเหลวที่จะนำความคิดมาไว้ในพระคริสต์จะนำไปสู่การผิดศีลธรรมและการตายฝ่ายวิญญาณ โรม 6:16 "ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่า ถ้าท่านยอมตัวรับใช้ฟังคำของผู้ใด ท่านก็เป็นทาสของผู้ที่ท่านเชื่อฟังนั้น คือเป็นทาสของบาปซึ่งนำไปสู่ความตาย หรือเป็นทาสของการเชื่อฟังซึ่งนำไปสู่ความชอบธรรมก็ตาม" ยากอบ 4:7 "เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงน้อมใจยอมฟังพระเจ้า จงต่อสู้กับมาร และมันจะหนีท่านไป" อย่างไรก็ตาม สงครามนี้ไม่มีทางแพ้ แต่อาจมีการเพลี่ยงพล้ำได้บ้าง เราผู้เชื่อทุกคนสามารถชนะศัตรู(มาร) ได้ด้วยโลหิตของพระเมษโปดก โดยคำพยานด้วยชีวิตและการต่อสู้กับมัน การทำลายเนื้อหนัง ให้เนื้อหนังของเราแตกสลาย โดยการยืนกรานกล่าวคำว่า "ไม่" ต่อการล่อลวง ต่อผีวิญญาณชั่ว การทดลอง และบาป และขับไล่มันให้พ้นจากชีวิตและการรบกวนจากมันได้

ข้อแนะนำในการเอาชนะในสนามรบแห่งความคิด โดยโน้มนำความคิดของเราไปไว้ใต้พระคริสต์

(1) ตระหนักว่าจิตใจ (ความคิด) คือสนามรบ ความคิดเป็นสิทธิพิเศษของมนุษย์ เป็นพระคุณและความอัศจรรย์ที่เกิดจากการทรงสร้างพิเศษของพระเจ้า

1.1 ที่มาของความคิดอาจมาจากสามแหล่งด้วยกัน คือ

  1.  มาจากพระเจ้าโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เรียกว่า การส่องสว่าง หรือ การประจักษ์แจ้ง
  2. เกิดจากตัวเราเอง อาจเกิดจากการส่ำสมประสบการณ์ของตน ความสามารถในการคิด หรือ ต่อยอด เลียนแบบความคิดอันเกิดจากการเรียนรู้ และ
  3. มาจากมารซาตาน ขณะที่ความคิดอื่นๆ มาจากศัตรูของเราคือมาร ต้องทำสงครามทั้งต่อความบาปของ เรา และต่ออำนาจของซาตาน
  • เอเฟซัส 6:12-13 "เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้ ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ เหตุฉะนั้นจงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้….. เราต้องต่อต้านและปฏิเสธสิ่งชั่วร้ายอย่างมั่นคง ตลอดจนความคิดที่ไม่ดีในพระนามของพระเยซู การรู้จักนำความคิดที่ถูกต้องมาใช้ รู้จักเลือกตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง
  • ฟิลิปปี 4:8 "ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ในที่สุดนี้ ขอจงใคร่ครวญถึงสิ่งที่จริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่ทรงคุณ คือถ้ามีสิ่งใดที่ล้ำเลิศ สิ่งใดที่ควรแก่การสรรเสริญ ก็ขอจงใคร่ครวญดู"

1.2 เราต้องตระหนักว่าพระเจ้าทรงทราบทุกความคิดและไม่มีสิ่งใดปิดซ่อนจากพระองค์ได้

  • สดุดี 139:2 "เมื่อข้าพระองค์นั่งลงและลุกขึ้น พระองค์ทรงทราบ พระองค์ทรงประจักษ์ในความคิดของข้าพระองค์ได้แต่ไกล"
  • สดุดี 139:4 "ข้าแต่พระเจ้า แม้ก่อนที่ลิ้นของข้าพระองค์จะพูด พระองค์ก็ทรงทราบความเสียหมดแล้ว"
  • สดุดี 139:23-24 "ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงค้นดูข้าพระองค์และทรงทราบจิตใจของข้าพระองค์ ขอทรงลองข้าพระองค์และทรงทราบความคิดของข้าพระองค์ และทอดพระเนตรว่ามีทางชั่วใดๆในข้าพระองค์หรือไม่ และขอทรงนำข้าพระองค์ไปในมรรคานิรันดร์"

1.3 เราต้องกล่าวรายงานพระเจ้าสำหรับทุกความคิดของเรา ทุกคำพูดและการกระทำของเราต่อพระเจ้า

  • 2 โครินธ์ 5:10 "เพราะว่าจำเป็นที่เราทุกคนจะต้องปรากฏตัวที่หน้าบัลลังก์ของพระคริสต์ เพื่อทุกคนจะได้รับสมกับการที่ได้ ประพฤติในร่างกายนี้ แล้วแต่จะดีหรือชั่ว"
  • ปัญญาจารย์ 12:14 "ด้วยว่าพระเจ้าจะทรงเอาการงานทุกประการเข้าสู่การพิพากษาพร้อมด้วยสิ่งเร้นลับทุกอย่าง ไม่ว่าดีหรือชั่ว"
  • โรม 14:12 "ฉะนั้นเราทุกคนจะต้องทูลเรื่องราวของตัวเองต่อพระเจ้า"

(2) ตั้งใจที่จะจดจ่อความคิดอยู่ที่พระคริสต์ การจดจ่อความคิดในพระคริสต์ พระวจนะ และสิ่งที่เป็นของสวรรค์เบื้องบนมากกว่าสิ่งที่เป็นของโลกนั้น ทำให้เรามีชัยชนะเหนือสงครามความคิดได้ และทำให้ใจของเรามีความสุขและได้รับพระพร เพราะใจที่ปักอยู่กับพระวิญญาณคือชีวิตและสันติสุข

  • โคโลสี 3:2
  • โรม 8:6-7
  • ฟิลิปปี 4:8

ให้เราเติมความคิดของเราด้วยพระวจนะ เช่น อ่านพระคัมภีร์ทุกวัน เป็นการเติมพระวจนะให้กับความคิด และด้วยสิ่งที่ทรงคุณ สิ่งที่ล้ำเลิศ และสิ่งที่ควรสรรเสริญ

(3) ระมัดระวังสิ่งที่ตามองเห็นและสิ่งที่หูได้ยินอยู่เสมอ การเป็นคนชอบใช้ความคิดเป็นสิ่งที่ดี แต่เราต้องตระหนักว่าความคิดของเรานั้นต้องอยู่ในกรอบที่ถูกต้องด้วย กรอบความคิดของคริสเตียนคือพระเยซูคริสต์และพระวจนะของพระองค์ เราจึงควรตรวจสอบความคิดของเราอยู่เสมอว่า ยังอยู่ในมาตรฐานของพระเจ้าหรือไม่ ให้ตั้งใจที่จะปฏิเสธสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้

3.1 การมองสิ่งที่ก่อให้เกิดราคะตัณหา

  • 1ยอห์น 2:16

3.2 การจัดเตรียมสิ่งที่ไม่มีประโยชน์หรือสิ่งที่ชั่วร้ายไว้สำหรับตน เช่น หนังสือ นิตยสาร รูปภาพ รายการโทรทัศน์ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นชีวิตจริง

  • สดุดี 101:3, โรม 13:14 เมื่อใดที่เราห่างจากพระเจ้า ไม่จดจ่อที่พระองค์ คือ ทำให้เกิดความไม่มั่นคงในจิตใจ ขาดความไว้วางใจในพระสัญญาของพระเจ้า หรือไม่รู้ไม่เข้าใจในพระองค์บางอย่าง มารมันจะใส่ความคิดชั่วๆ เข้ามาในความคิดเรา ทำให้เราคิดว่านั่นเป็นความคิดของเราทำให้เรายอมรับและเห็นด้วยกับมันและตอบสนองตามนั้น

เราต้องต่อสู้โดยการปฏิเสธว่ามิใช่ความคิดของเรา แต่เป็นงานชั่วของมาร แล้วน้อมนำความคิดของเราตามน้ำพระทัยของพระเจ้า พระเยซูสอนเราว่าให้เฝ้าระวังและอธิษฐาน เพื่อท่านจะไม่ตกอยู่ในการทดลองที่มันยิงความคิดผิดเข้ามาในเรา เวลาที่เรามีความคิดผิดๆ เช่น อิจฉา โกรธแค้นหรือไม่ให้อภัย เรารู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี เราต้องเอาความคิดที่ไม่ดีออกไปจากใจของเราโดยการเติมความรักของพระเจ้า เติมพระวจนะคำของพระองค์เข้ามาในใจของเรา บอกกับมารว่าความคิดชั่วจอมปลอมนั้นมิใช่ของเรา และยอมรับความคิดของพระเยซูเข้ามา ให้ความคิดของพระเยซูเป็นของเรา ส่วนที่มาจากมารไม่ใช่ เป็นวิธีการดับศรเพลิง แล้วอุปนิสัยของเราจะเป็นเปลี่ยนไป แม้ตอนแรกๆ ความคิดเหล่านี้จะเข้ามาหรือมีอยู่ในเรา แต่ถ้าเรายืนหยัดโดยการถวายตัวของเราแด่พระเจ้า ชีวิตของเราก็จะเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น มีท่าทีแรงจูงใจที่ถูกต้องมากขึ้น ยิ่งเราปฏิเสธความคิดของมาร ชีวิตของเราก็จะถูกต้อง บริสุทธิ์ไม่มีมลทิลมากเท่านั้น ใน สภษ.4:23 ที่บอกว่าให้ระแวดระวังใจ (ความคิด) เพราะชีวิตเริ่มต้นมาจากใจ คือ มาจากความคิด นั่นหมายถึงให้เราระวังความคิดที่มาจากมารนั่นเอง ถ้าความคิดมาจากพระเจ้า เราจะมีสันติสุขและชื่นชมยินดี แต่ถ้ามาจากมารจะทำให้เรามีรากขมขื่นในใจ ขาดสันติสุข

ความคิดที่มาจากมาร

  1. ความอิจฉา ไม่อยากให้คนอื่นได้ดีกว่าเรา อยากให้คนอื่นเขายกย่องเรา ชมเชยเราหรือเห็นว่าเราทำดี ให้เราน้อมนำความคิดของเราตามพระวจนะของพระเจ้า โดยการทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความคิดของมาร คือ การสนับสนุนเขา เราต้องต่อสู้ความคิดที่มาจากมารด้วยการทำสิ่งที่ตรงกันข้าม มารมันยิงศรเพลิงให้เราอยากเป็นใหญ่ อยากเป็นผู้นำ อยากให้คนอื่นยกย่องเรา ให้เราคิดสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน คือ ให้เรา เป็นผู้เล็กน้อยที่เป็นผู้รับใช้คนอื่น ความคิดของมารยกย่องตนเองมากกว่าพระเจ้า ให้เราทำสิ่งที่ตรงกันข้ามคือ มองไปที่ไม้กางเขนแล้วขอบพระคุณพระองค์ว่าพระองค์เท่านั้นที่สมควรได้รับการสรรเสริญ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ควรได้รับเกียรติมิได้ใช่เรา มารมันใส่ความคิดมาให้เราพยายามยกย่องตัวเอง หรือให้คนอื่นมาโฟกัสที่เรา แต่ให้เราทำสิ่งที่ตรงกันข้าม คือ จากเดิมที่ยกตัวเองเป็น ข้าพเจ้าต้องเล็กน้อยลงแต่พระเยซูต้องยิ่งใหญ่ขึ้น คือจากเดิมที่อวดตัวเองเปลี่ยนเป็นอวดพระเจ้า
  2. ความโกรธ การไม่ให้อภัย ไม่อยากคบไม่อยากเจอ ฉุนเฉียวเกรียวกราดใส่เราผ่าน คนใกล้ตัวของเราเช่น เพื่อนที่ทำงาน เจ้านาย หรือภรรยา เราต้องไหวตัวให้ทันว่าเป็นกิจการของมาร เราต้องต่อสู้กับกิจการของมาร ด้วยการอธิษฐานและทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่มารมันทำ โดยการน้อมนำความคิดของเราให้อยู่ภายใต้บังคับของพระวจนะ คือ การใช้ความอ่อนโยนเข้าละลายใจ เพราะลิ้นที่อ่อนโยนก็บดขยี้กระดูกได้
  3. ยึดพระคัมภีร์บางข้อบางตอน หรือเน้นบางเรื่อง ขาดๆ เกินๆ ให้เราต่อสู้กับมันด้วยการเรียนรู้พระวจนะอย่างครบถ้วนและการสอนกันและกันอย่างครบถ้วนและหนุนใจกันให้ปฏิบัติตามพระวจนะ \พระเยซูตอบมารซานที่ใช้พระคัมภีร์อย่างไม่ถูกต้องมาทดลองพระองค์ด้วยพระวจนะ และพวกฟาริสีที่ใช้พระคัมภีร์มาจ้องจับผิดพระองค์ แต่พระองค์ก็ยกพระคัมภีร์มาตอบเช่นกัน

สุขภาพฝ่ายวิญญาณของเราต้องการความบริสุทธิ์ คือ การดำเนินชีวิตในความรัก การปล่อยให้มีรากขมขื่นในใจ ไม่ให้อภัย หรือทำบาปก็เท่ากับว่าเราปล่อยให้สิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ เข้ามาในจิตวิญญาณของเรา ทำให้เราเกิดโรคฝ่ายวิญญาณ และยิ่งสะสมมากเข้าก็จะทำให้ป่วยและตายคือตายฝ่ายวิญญาณ

ถ้ามีความคิดที่ไม่ดีเข้ามาในใจของเราให้เราอธิษฐานขับไล่ออกไป มธ.5:27-30 คำว่า “ ตัดหรือขวักออก” หมายถึงการบ่งพิษร้าย ความคิดตัดสินผู้อื่น ความคิดแง่ลบต่อพี่น้อง ถ้าเราไม่เอาออกมันจะเอ่อล้นออกจากทางลิ้นและการกระทำของเรา เมื่อบาปโตเต็มที่แล้วก็จะนำไปสู่ความตาย เราต้องอธิษฐานขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้ที่ชันสูตรจิตใจของเราว่าเรามีบาปอะไรอยู่หรือไม่ เพื่อให้ชีวิตของเรามีแรงจูงใจที่บริสุทธิ์ มิใช่พูดและทำมาจากแรงจูงใจหรือความคิดผิดๆ พระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะทำให้เรารู้ว่าอะไรคือบาป อะไรคือความคิดของพระเยซูและอะไรคือความคิดของมารหรือกิจการของมาร

ตราบใดที่เรายังอยู่ในกายนี้ เรากำลังอยู่บนเวทีมวยอยู่ในลู่วิ่ง อยู่ในสงคราม ดังนั้นเราเผลอไม่ได้เลย เราอย่าหยุดวิ่ง เพราะถ้าเราหยุดก่อนถึงเส้นชัยย่อมหมดสิทธิ์รับรางวัล เราอาจจะถูกนับ แต่อย่าให้มันน็อกเราเด็ดขาด เราลุกขึ้นใหม่ได้เสมอด้วยการกลับใจใหม่ และเข้มแข็งอยู่เสมอได้ด้วยการยืนหยัดมั่นคงและสัตย์ซื่อ ตัวเก่าของเราต้องแตกสลายและตาย

สรุป ผู้นำที่พระเจ้าทรงใช้เขาจะยืนหยัดอยู่ในทางของพระเจ้าได้ไม่ถูกล่อลวงไปง่ายๆ ดู ดังนั้น เราทุกคนซึ่งเป็นผู้เชื่อจึงไม่มีอะไรที่จะอวดได้เลยเพราะว่าเรายืนหยัดเป็นคริสเตียนได้ทุกวันนี้ก็เพราะการปกป้องที่มาจากพระองค์ผ่านทางพระวจนะของพระองค์และพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี่คือเหตุผลที่ อ.เปาโลพูดว่า ข้าพเจ้ารู้ว่าไม่มีสิ่งใดอะไรอยู่ในข้าพเจ้า เราจึงไม่มีอะไรเลยนอกจากพระวาทะของพระองค์ที่อยู่ในชีวิตของเราทำให้เรามีชีวิต

เราต้องรู้ว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเลือดและเนื้อ แต่กำลังต่อสู้กับผีอยู่ดังนั้น การรู้พระวจนะอย่างเดียวไม่พอเราต้องอธิษฐานขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เคลื่อนภายในจิตวิญญาณของเราด้วย พระคัมภีร์บอกว่ามารซาตาน มันวนๆ เวียนๆ อยู่รอบตัวเราดุจสิงห์คำราม เพราะมันยังไม่ถูกจับโยนลงในบึงไฟ ดังนั้น

  1. เราต้องอธิษฐานพึ่งพาพระวิญญาณอยู่ตลอดเวลา ใคร่ครวญพระวจนะ จดจ่อที่พระองค์ อย่าให้มารมันใส่ความคิดผิดๆ มาให้เรา
  2. ต้องรู้จักให้อภัยแก่พี่น้องอยู่เสมอ เพื่อว่าเราทุกคนมีโอกาสทำผิดพลาดได้ การรู้จักอภัยให้กันและกัน การกลับใจอยู่เสมอจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันดำรงอยู่ได้
  3. ต้องรักษาความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ เพราะถ้าความเชื่อของเราถูกทำร้าย ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราก็จบ