รักร่วมรับใช้ || Love Share and Serve

กันยายน 2019 : เดือนแห่งการศึกษาพระวจนะ

เทศนา ภาคเช้า 2013-06-23

ศจ.สันติ แดงเรือน หัวข้อ : ชีวิตที่สำนึกในพระคุณพระเจ้า
มาระโก 5:14-20
โดย ศจ.สันติ แดงเรือน

 

ศาสนาจารย์จอห์น นิวตัน ชาวอังกฤษผู้ประพันธ์เพลงพระคุณพระเจ้านั้นแสนชื่นใจ (Rev.John Newton 1725-1807) เป็นลูกของกัปตันเรือที่เข้มงวด ก้าวร้าว มารดาเป็นคนที่รักพระเจ้า ชีวิตวัยเด็กจอห์นได้รับการอบรมฟูมฟักในพระเจ้าจากมารดา แต่ทว่าเมื่อเติบโตมา เขามีนิสัยเกรา บ้าบิ่นโหดร้าย เป็นอันธพาล สำมะเลเทเมา เขาเข้าไปสู่วงการค้าทาส เขาเคยถูกนายจ้างปล่อยให้หาอาหารกันเอง โดยการขุดรากไม้กัน แม้เจ็บป่วยก็ไม่ได้รับการดูแล เมื่อเขามาค้าทาสเอง เขาเป็นคนที่โหดเหี้ยมที่สุดคนหนึ่ง หลายครั้งที่พบทาสที่เจ็บป่วย เขาจับคนเหล่านั้นโยนลงทะเลให้เป็นอาหารของปลา แทนการเยียวยารักษา ชีวิตการค้าทาสนั้นต้องผจญกับธรรมชาติอันโหดร้าย เขาอธิษฐานขอพระเจ้าช่วยให้รอดชีวิต แต่เขาก็ไม่ได้กลับใจ อาจจะมีบางครั้งที่จิตใจอ่อนลงก็จัดนมัสการพระเจ้าร่วมกับพวกทาสในวันอาทิตย์บ้าง การค้าทาสของเขาต้องล้มเลิก เพราะเขาล้มป่วยด้วยโรคเลือดคั่งในสมองทำให้สูญเสียการทรงตัวและการเคลื่อนไหวของร่างกาย

จอห์นเริ่มสำนึกว่าอาชีพที่เขากำลังทำนั้น มันน่าอับอาย เลวทรามไม่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าเข้าต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ เขาเริ่มศึกษาพระคัมภีร์อย่างจริงจัง เขาได้รับการทรงเรียกให้เป็นผู้รับใช้พระเจ้า เมื่ออายุ 39 ปี ก็ถูกเสนอชื่อให้เป็นศาสนาจารย์ในนิกาย Anglican จอห์นเป็นผู้อภิบาลในคริสตจักร Olney ซึ่งเป็นคริสตจักรเล็กๆ ณ ที่นั่นเขาได้แต่งเพลง “พระคุณพระเจ้านั้นแสนชื่นใจ” จอห์น นิวตัน ได้ทำงานอย่างเต็มความสามารถด้วยสำนึกในพระคุณพระเจ้าที่ทรงเมตตายกโทษแก่เขาเขารับใช้พระเจ้าทุกโอกาสที่เป็นได้ ในวัย 82 ปี จอห์นมักกล่าวกับผู้คนที่มาหาว่า “ความจำของข้าพเจ้าเริ่มเลือนลาง แต่สองสิ่งที่ข้าพเจ้าจำได้อย่างแม่นยำคือข้าพเจ้าเป็นคนชั่วช้าเลวทรามที่สุด และองค์พระเยซูคริสต์เจ้าคือพระผู้ช่วยให้รอดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” จอห์นกลับไปอยู่กับพระเจ้าในวัย 82 

ให้เราใช้เวลาคิดใคร่ครวญถึงพระคุณพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของเรา เพื่อเราจะตอบสนองพระคุณของพระองค์ได้อย่างเหมาะสม มาระโก 5:1-20 เราได้เห็นและรู้จักสิทธิอำนาจของพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงมีอำนาจเหนือผีร้ายเป็นกองพัน พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงคนที่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ให้กลายเป็นคนมีสติอารมณ์ดี สภาพของชายคนนั้น เมื่อยังอยู่ภายใต้อำนาจของผีร้าย ชีวิตของเราตกอยู่ในสภาพที่ลำบาก ต้องถูกตีตรวนล่ามโซ่อยู่ตามอุโมงฝังศพ พระเยซูสั่งผีร้ายให้ออกจากชายคนนั้น แต่จากคำอ้อนวอนของผีโสโครกนั้นเป็นที่น่าสังเกตว่า “ผีมันยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า และมันรู้ว่าอนาคตของมันนั้น ต้องถูกคุมขังด้วยความทุกข์ทรมาน” ในลูกา 8:31 ใช้คำว่า นรกขุมลึก ซึ่งเป็นคำเดียวกับคำว่า “บาดาล” ในวิวรณ์ 20:1,3 ที่หมายถึงสถานที่ที่พวกผีทั้งหลายถูกกักขังไว้ และที่ทะเลลึกนั้น เราพบว่าพระเจ้าก็ทรงเหวี่ยงบาปของเราทั้งหลายของเราไปทั้งที่นั้นด้วย (มีคาห์ 7:19) 

เมื่อผีโสโครกออกจากชายคนนั้นแล้วมันไปเข้าสิงสุกร 2,000 ตัว กระโดดหน้าผาลงไปสำลักน้ำทะเลตายหมด ผีตนนี้มันยอมรับว่าว่ามันชื่อ “กอง” เพราะในตัวมันเอง มีอยู่หลายตัว การที่พระคัมภีร์ใช้คำว่า “กอง” ในภาษากรีก หมายถึง ทหาร 1 กอง ที่มีพลประมาณ 6.000 นาย 

หลังจากเหตุการณ์นี้จบลงเราเห็นท่าทีของคนที่ต่างกันไป ชายที่ได้รับการช่วยเหลือต้องการติดตามพระเยซูคริสต์เจ้า แต่คนที่เห็นเหตุการณ์อีกพวกนั้นคือคนเลี้ยงหมู ต่างพากันอ้อนวอนให้พระเยซูไปจากพวกเขาเสีย ท่าทีของชายที่ได้รับพระคุณของพระเจ้า แม้เขาต้องการติดตามพระเยซูไป แต่เขาก็ไม่ได้กระทำตามใจปรารถนาของตนเอง เขาเชื่อฟังพระผู้ช่วยให้รอดของเขา พระเยซูตรัสกับเขาว่า “จงไปหาพวกพ้องของเจ้าที่บ้าน” แล้วบอกเขาถึงเรื่องเหตุการณ์ใหญ่ ซึ่งพระเป็นเจ้าได้ทรงกระทำแก่เจ้าแล้ว เราได้เห็นการตอบสนองด้วยการเชื่อฟังของชายคนนั้น เขากลับไปเริ่มป่าวประกาศในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำกับเขาจนคนทั้งปวงก็ประหลาดใจ 

ให้เราทบทวนชีวิตของเราด้วยเช่นกันในการติดตามพระเยซูคริสต์เจ้าของเราเป็นเหมือนคนเลี้ยงหมูเหล่านั้นหรือเปล่า ที่พยายามอ้อนวอนพระเยซูว่า “ขอพระองค์เสด็จไปที่อื่นเถอะ อย่ามายุ่งกับธุระของข้าพระองค์เลย” หรือเราต้องการติดตามพระองค์ด้วยความเชื่อฟังดังชายที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วนั้น พระเจ้าทรงเมตตา กู้เรา ไถ่เราออกจากความชั่วร้าย ความบาป ให้พ้นจากอำนาจของผีร้ายเทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืด วิญญาณชั่ว (เอเฟซัส 6:12) หรือเนื้อหนังตัวเก่าของเราที่มีเป็นกองๆ การชั่วช้าลามกแตกก๊กทะเลาะกัน มีความขมขื่นใจต่อกัน เป็นศัตรูกัน เหย่อยิ่ง นินทาให้ร้ายกัน (กาลาเทีย 5:20) หรือตกอยู่ภายใต้สิ่งเสพย์ติดยาหรือเนตเวิร์ค พระเจ้าทรงเหวี่ยงบาปของเราลงทะเลลึก พระองค์ไม่เคยคิดถึงมันอีกเลย เราก็ควรจะบอกให้คน ในบ้าน ที่ทำงาน คนที่เราคบหาสมาคมด้วยได้ว่า พระเจ้าทรงช่วยเหลือเรามาแล้วอย่างไรบ้าง ดังที่พระเยซูบอกให้ชายคนนั้นบอกให้พวกพ้องของเขา 

“เมื่อชีวิตของเรารับพระคุณของพระเจ้าแล้ว อย่าให้เราเป็นคนที่สักแต่รับพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น” (2 คร. 6:1) แต่ให้เราปฏิบัติพระองค์ด้วยชีวิตประจำวันของเรา ให้พระวจนะของพระเจ้าดังก้องอยู่ในใจเราเสมอว่า “พี่น้องและของผม เราต้องมีชีวิตอยู่เพื่อถวายสรรเสริญแด่พระเจ้า”(ฟิลิปปี 1.11) “พระองค์ทรงกำหนดเราไว้ด้วยความรักก่อนตามที่ชอบพระทัยพระองค์ ให้เป็นบุตรโดยพระเยซูคริสต์ เพื่อจะให้เป็นที่สรรเสริญพระคุณอันยิ่งใหญ่ ของพระองค์ ซึ่งโปรดประทานแก่เราในพระเยซูคริสต์...” (เอเฟซัส 1:5-6)

นี่เป็นพระคุณที่เราต้องสำนึกและพระเยซูก็ได้ตรัสสั่งเราทุกคนว่า ให้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยการกระทำว่า“ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก...ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก...ทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียงจงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็น ความดีที่ท่านทำเขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์” (มัทธิว 5:13, 14, 16)

เราสามารถใช้ชีวิตในการสำนึกในพระคุณของพระเจ้าได้ด้วยการรักซึ่งกันและกัน รับภาระของกันและกัน มีใจเมตตาต่อกัน อธิษฐานเผื่อซึ่งกันและกัน นมัสการพระเจ้าร่วมกัน ถ่อมใจยอมรับซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะยอมรับว่า เราก็เป็นมนุษย์ที่อ่อนแอเหมือนกัน เราควรบอกคนอื่นถึงเรื่องราวที่พระเจ้าทำในชีวิตของเรา เริ่มต้นตั้งแต่คนในครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนในที่ทำงาน

พี่น้องที่รัก ในการเป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์มีเหตุผลใดที่ทำให้เราไม่สำนึกในพระคุณของพระเจ้า ให้ฉวยโอกาสรับใช้พระเจ้าทั้งเวลาที่มีโอกาสและไม่มีโอกาส ให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง เพื่อเห็นแก่พระคุณพระเจ้า ให้เราทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ ที่พระองค์ต้องการให้เราเป็นและถวายเกียรติแด่พระเจ้าตามที่เราเป็นอยู่

...ขอพระเจ้าของเราทรงโปรดให้ท่านเป็นผู้สมควรแก่การที่พระองค์ ทรงเรียกนั้น และทรงบันดาลด้วย ฤทธิ์เดชของพระองค์ ให้ความตั้งใจดีทุกประการ และกิจการแห่งความาเชื่อทุกอย่างสำเร็จ เพื่อพระนามของพระเยซูเจ้าของเราจะได้เกียรติเพราะท่านทั้งหลาย และท่านจะได้รับเกียรติ เพราะพระองค์ ตามพระคุณแห่งพระเจ้าของเรา และแห่งพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน. (2 เธสะโลนิกา 1:11-12)