รักร่วมรับใช้ || Love Share and Serve

กันยายน 2019 : เดือนแห่งการศึกษาพระวจนะ

เทศนา ภาคเช้า 2013-05-26

ศจ.สันติ แดงเรือน หัวข้อ : ทำตามพระทัยพระบิดา
ยอห์น 4:27-38
โดย ศจ.สันติ แดงเรือน

  • ในปี 1945 คริสตจักรมีเงินสดทั้งหมด 531.11 บาท เป็นเงินสำหรับสร้างพระวิหาร 28.03 ? บาท(ยี่สิบแปดบาทสามสตางค์ครึ่ง) เริ่มสร้างพระวิหาร เดือนมกราคม 1958/2501 สร้างเสร็จ-ถวายเดือนพฤศจิกายน ปีเดียวกัน 
  • ในสัปปุรุษ 19 สิงหาคม 1971 เห็นว่ามีคริสตจักรเพื่อนบ้านมาใช้จึงมีดำริสร้างอาคารพระคัมภีร์ขึ้น นั่นคือศาลาร่วมใจ ก่อนนั้นเด็กๆต้องเรียนรว์ที่โรงรถบ้านพักศิษยาภิบาล 
  • การเงินเพื่อสร้างอาคารพระอาจวิทยาคม ในปี 1996
  • 31 มีนาคม 1996 125,000.-บาท/สิ้นปี 698,174.-บาท
  • 28 มกราคม 2001 2,926,261.-บาท
  • 18 ธันวาคม 2005 18,499,452.28 บาท
  • การก่อสร้างที่จะเริ่มปี 2010 27 ธันวาคม 2009 32,155,888.39 บาท
  • ปัจจุบัน 2012 หลังจากที่ผู้รับเหมาทิ้งไปและฟ้องเป็นเงินเกือบ 50 ล้านบาท แต่พระเจ้าให้เรามีเงินก่อสร้างจนงานใกล้แล้วเสร็จสมบูรณ์ 
  • เรากำลังทำตามพระทัยของพระเจ้า แม้จะใช้เวลากว่า 40 ปี เวลานี้เราเริ่มใช้งานอาคารใหม่แล้วและอาคารนี้จะนำคนอีกจำนวนมากมาถึงความรอดในพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า

พระเยซูคริสต์กำลังตอบสนองความปรารถนาแห่งหัวใจของหญิงชาวสะมาเรีย คือ การนำเธอให้รู้จักกับแหล่งแห่งชีวิตที่แท้จริง เป็น “การกระทำตามพระทัยของพระองค์ผู้ทรงใช้พระองค์มา” คือพระบิดา 

ประการแรก การกระทำตามน้ำพระทัยพระบิดาเป็นสิ่งจำเป็น (34)

อาหารคือสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายของคนเรา เพื่อเราจะมีสุขภาพที่แข็งแรง และมีชีวิตอยู่ได้ ปกติแล้ว เราบอกว่าอาหารฝ่ายจิตวิญญาณของคริสเตียน คือ การอ่านพระคัมภีร์ ส่วนพระเยซูอาหารหรือสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตของพระองค์ คือ การนำมนุษย์กลับสู่แผ่นดินของพระเจ้า พระเยซูจะไม่พักผ่อน จนกว่าพระองค์จะได้ทำงานของพระเจ้า และทำให้สำเร็จด้วย พระเยซูรู้วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในชีวิตของพระองค์ สำหรับพี่น้องและผมเราคือใคร ? อยู่เพื่ออะไร ? เปโตรบอกว่า “แต่ท่านทั้งหลายเป็นชนชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์” (1 เปโตร 2:9)

ปุโรหิต คือ ผู้ที่ถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้า เป็นตัวแทนของพระเจ้าท่ามกลางพี่น้อง เป็นสะพานนำความรักของพระเจ้าไปสู่มนุษย์ด้วยกัน และนำมนุษย์มาเข้าเฝ้าพระเจ้า ฉะนั้นสิ่งที่จำเป็นหรืออาหารของเรา ก็คือการรับพระวจนะ ทำตามพระบัญชาของพระเยซู นำคนกลับใจมาหาพระเจ้า เปิดโอกาสให้คนมาโบสถ์ มาหาคนที่พระเจ้าใช้ แม้ไม่ใช่มาในวันอาทิตย์ก็ตาม เพื่อเขาจะได้รับพระพรของพระเจ้า ถ้าเราต่างคนต่างทำหน้าที่ ต่างคนต่างหนุนใจกัน เราจะได้คนมาถึงแผ่นดินของพระเจ้า พระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์คือ “เหตุฉะนั้น เจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัด ซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค”(มัทธิว 28:19-20)

ประการที่สอง เวลามาถึงแล้ว (35)

 “ท่านทั้งหลายว่าอีกสี่เดือนจะถึงฤดูเกี่ยวข้าวมิใช่หรือ เราบอกท่านทั้งหลายว่า เงยหน้าขึ้นดูท้องนาเถิดว่าทุ่งนาเหลืองอร่ามถึงเวลาเกี่ยวแล้ว” (ข้อ 35) 7 วันในแต่ละสัปดาห์เราได้ทำอะไรเพื่อพระเจ้าบ้าง? 1 ชั่วโมงในวันอาทิตย์มานมัสการก็เพื่อรับพร เราอธิษฐานก็เพื่อขอพร ท่านเคยอธิษฐานเพื่อผู้ขับรถปาดหน้ารถท่านบ้างไหม? เขานั่นแหละเป็นท้องนาที่เราต้องเกี่ยวผลมาถวายแด่พระเจ้า เป็นผู้ที่เราต้องอวยพรเขา อธิษฐานขอพระเจ้าอวยพรเขา มิได้อยู่ห่างไกลเราเลย แต่หากเป็นผู้คนที่อยู่รอบข้างเราทุกวันนั่นเอง เราจึงจำเป็นต้องฉวยโอกาสเพราะเวลาที่มีอยู่นั้นสั้น นั่นหมายความว่าบางทีเราอาจจะไม่มีโอกาสบอกเรื่องพระเจ้าให้คนอื่น ซึ่งเท่ากับว่าเราขาดทุนในชีวิตนี้

ชายคนหนึ่งได้เสียใจกับตัวเองที่ไม่ได้ให้ที่พักแก่คนเร่ร่อนในคืนอันหนาวเหน็บ และรุ่งเช้า ชายเร่ร่อนก็นอนตัวแข็งเสียชีวิตบนกองหิมะ ซึ่งไม่ห่างจากบ้านเขาสักเท่าไร เมื่อสำนึกแล้ว เขาจึงได้ทุ่มเทชีวิตแก่คนยากจน คนเร่ร่อนให้มีที่พักพิง การเป็นพยานถึงพระเยซูคริสต์ มิใช่เพียงการยืนประกาศเท่านั้น คริสเตียนเป็นเหมือนเกลือ เป็นเหมือนตะเกียง พระเยซูคริสต์เจ้าตรัสว่า “...จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวงเพื่อว่า เมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (มัทธิว 5:16) เราสามารถส่องสว่าง เป็นพยานได้ในหลากหลายวิธีทั้งความคิด คำพูดและการกระทำด้วยความรัก ทำในสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ ฯลฯ

คริสตจักรที่ไม่ทำการเผยแพร่พระกิตติคุณคริสตจักรนั้นจะกลายเป็นคริสตจักรที่อ่อนแอ ค่อย ๆ สลายตัวไป มีเรื่อง เล่าว่า มีหญิงคนหนึ่งมีอาชีพรับจ้างซักผ้า แต่นางสนใจในการนำวิญญาณอย่างมาก และนางได้บริจาคทรัพย์แก่คณะเผยแพร่พระกิตติคุณปีหนึ่งไม่ใช่จำนวนเล็กน้อย ครั้งหนึ่งหญิงคนนี้ได้ไปพูดเป็นพยานแก่รูปปั้นข้างหน้าร้าน ขายยาโดยเข้าใจว่าเป็นคนจริง ๆ เมื่อเพื่อน ๆ ถามเขาว่า “ทำไมเป็นพยานแก่รูปปั้น” หญิงนั้นตอบว่า “ตาของฉันไม่ค่อยดีแต่ก็ยังดีกว่าคริสเตียนที่เป็นเหมือนตอไม้ซึ่งพูดเรื่องพระเยซูกับใครไม่ได้”

 เวลาเกี่ยวเก็บดวงวิญญาณมาถึงเราทุกนาที เราต้องพึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า เพื่อจะพบท้องนาที่ เหมาะแก่การหว่าน เราพบคนขอทาน คนช่างนินทา คนขี้โมโห คนชอบจดจำความผิด คนไม่ยอมให้อภัยแก่ผู้อื่น คนมองโลกในแง่ร้าย คนตะหนี่ถี่เหนียว คนเห็นแก่ตัว คนที่เจ็บปวดภายในใจ ฯลฯ คนเช่นนั้นแหละคือท้องนาของพระเจ้าที่เราต้องหว่านข่าวประเสริฐ ต้องเกี่ยวดวงวิญญาณ พระเยซูพบหญิงชาวสะมาเรีย ทรงสอนเธอให้รู้จักกับพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่เธอแสวงหา เธอได้พบพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดที่เธอแสวงหา และยังกลับไปบอกชาวสะมาเรียเพื่อนบ้านของเธอมาพบพระเยซูอีก เป็นอย่างนี้แหละเวลาที่มาถึงเพื่อเราจะทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า

ประการสุดท้าย ผู้รับผลงานคือพระเจ้า ข้อ (34-38) 

 “เพราะในเรื่องนี้คำที่กล่าวไว้นี้เป็นความจริง คือ คนหนึ่งหว่านและอีกคนหนึ่งเกี่ยว เราใช้ท่านทั้งหลายไปเกี่ยวสิ่งที่ท่านมิได้ลงแรงทำ คนอื่นได้ลงแรงทำ และท่านได้รับประโยชน์จากแรงของเขา” 

 หลังจากที่หญิงสะมาเรียคนนี้ได้ไปบอกเรื่องพระเยซูให้เพื่อนบ้านแล้ว พระคัมภีร์ก็มิได้ยกย่องการป่าวร้องของเธอ แม้คนอื่น ๆ ยังพูดทำนองไม่ยกย่องเธอด้วยซ้ำแต่พระคัมภีร์ก็ให้ความสำคัญที่ความรอดได้ถึงชาวสะมาเรียแล้ว เรื่องจึงหนุนใจเราให้หว่านพระกิติคุณต่อไป ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของพระเยซูคริสต์ต่อไป เพื่อความชื่นชมยินดีของสวรรค์

บางครั้งการหว่านและกี่ยวผลฝ่ายวิญญาณกายเนื้อหนังของเราอาจจะพบกับความรู้สึกเจ็บปวดบ้าง อาจารย์เปาโลก็พบปัญหาเช่นกันในการทำพันธกิจเกี่ยวกับข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ในเมืองโครินธ์ ชาวโครินธ์บางคนสับสนว่าควรจะเป็นศิษย์ของใครดี ระหว่างเปาโล กับอพอลโล เปาโลได้แก้ปัญหานี้คือ เปาโลเป็นคนปลูก อพอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าเป็นผู้ให้เติบโต (คนปลูกและรนรดน้ำมีความสำคัญเท่ากัน แต่ผู้ที่ทำให้เติบโตที่สุด) 1 โครินธ์ 3:6-7 การงานของพระเจ้าพระองค์ต้องสำคัญที่สุดไม่ใช่ผู้ทำงานสำคัญแต่เจ้าของงานคือ พระเจ้า ! 

ดังนั้น ใครเป็นคนที่มีหน้าที่หว่านพระวจนะ พูดเป็นพยาน ดำเนินชีวิตเป็น พยานให้ทำตามหน้าที่ ตามตะลันต์ที่มีอยู่ และพัฒนาของประทาน โดยการทำออกมาใช้แล้วเราจะได้รับการอวยพรจากพระเจ้า ให้เราอธิษฐานเพื่อคนเกี่ยวผล ทำงานเกี่ยวกับความรอด แผ่นดินของพระเจ้า เพื่อเขาจะมีกำลังในการรับใช้พระเจ้า แล้วเราทุกคนจะรับรางวัลแห่งชีวิตนิรันดร์ร่วมกัน

มัทธิว 9:37-38 กล่าวว่า “ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากนักหนา แต่คนงานยังน้อยอยู่ เหตุนั้นพวกท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าของนาให้ส่งคนมาเก็บเกี่ยวพืชผลชองพระองค์” พี่น้องที่รัก ถ้าผู้ใดเกี่ยวผลฝ่ายวิญญาณอยู่ให้เราหนุนใจเขา สนับสนุนเขา เพื่อใคร ? เมื่อเรานมัสการพระเจ้าเสร็จสิ้นแล้ว ฟังพระวจนะของพระเจ้าแล้ว อย่าให้เราออกจากโบสถ์ไปเปล่า ๆ เป็นคริสเตียนเฉย ๆ ให้เราออกไปรับอาหาร เช่นเดียวกับอิสยาห์ เช่นเดียวกับพระเยซูคริสต์ คือ ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ทำให้สำเร็จ ออกไปสำรวจดวงวิญญาณทั้งหลายที่กำลังเหน็ดเหนื่อย หิวโหย เพื่อจะได้หว่านและเกี่ยวเก็บดวงวิญญาณ นำคนมาถึงพระเจ้า 

จอห์น ฮาร์เพอร์ เป็นผู้รับใช้ชาวสก็อต เขาเดินทางโดยเรือเพื่อไปเทศนาเป็นเวลา 3 เดือนที่คริสตจักรมูดี้ในชิคาโก ขณะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เรือได้ชนก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่และจมลง ผู้โดยสารบางคนสามารถไปถึงเรือชูชีพได้ และหลายคนรวมทั้งฮาร์เพอร์ต้องตะเกียกตะกายเพื่อเอาตัวรอดในมหาสมุทรที่หนาวเย็น

ขณะที่ทุกคนตื่นกลัวและพยายามลอยตัวให้ได้ในน้ำ ฮาร์เพอร์ว่ายไปรอบ ๆ ถามแต่ละคนว่ารู้จักพระเยซูไหม ตอนหนึ่งเขาเข้าไปหาผู้โดยสารที่ลอยคออยู่กับเศษหักของเรือและขอให้เขาวางใจในพระคริสต์ ก่อนที่เขาจะจมลงในน้ำอันเย็นยะเยือกนั้น เขาพูดว่า “เชื่อในพระคริสต์เจ้าแล้วท่านจะรอด” 4 ปีต่อมา ในที่ประชุมของผู้รอดชีวิตจากเรือลำนั้นคือเรือไททานิค มีชายคนหนึ่งเป็นพยานว่าเขาได้รับการช่วยให้รอดถึง 2 ครั้งในคืนนั้น ครั้งแรกเขาได้เชื่อในพระคริสต์เพราะคำพยานของฮาร์เพอร์ และครั้งที่ 2 คือ เขาถูกดึงขึ้นมาจากทะเลอันหนาวเย็น

ความปรารถนาสูงสุดของฮาร์เพอร์ คือสามารถนำความหวังไปสู่คนที่หมดหวังในความยากลำบากหรือสุขสบาย เราบอกให้คนอื่นรู้ถึงผู้หนึ่งที่สามารถช่วยให้เขารอด และมีชีวิตนิรันดร์หรือไม่ ความพยายามของฮาร์เพอร์ได้เตือนเราให้บอกข่าวดีแก่คนที่กำลังจมลงในความบาป

ถ้าเวลานี้ พระเจ้าตรัสที่นี่ ว่า “เราจะใช้ผู้ใดไป และผู้ใดจะไปแทนเรา” ใครบ้างจะตอบบ้างว่า “ข้าพระองค์อยู่ที่นี่พระเจ้าข้า ขอทรงใช้ข้าพระองค์เถิด” 

อิสยาห์ 6:8 กล่าวว่า “และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “เราจะให้ผู้ใดไป และผู้ใดจะไปแทนเรา” แล้วข้าพเจ้าทูลว่า “ข้าพระองค์อยู่ที่นี่พระเจ้าข้า ขอทรงเจิมใช้ข้าพระองค์เถิด” อาเมน