รักร่วมรับใช้ || Love Share and Serve

กันยายน 2019 : เดือนแห่งการศึกษาพระวจนะ

เทศนา ภาคเช้า 2013-05-05

คศ.ทวิพงศ์ พันธุพงศ์ หัวข้อ : ผลของการเชื่อฟัง
ปฐก. 12:1-9, ลก.19:1-10
โดย คศ.ทวิพงศ์ พันธุพงศ์

ผลของการเชื่อฟัง ปฐมกาล 12:1-9, ลูกา 19:1-10

หนังสือ ‘ศาสนา...ช่วยมนุษย์ได้จริงหรือ?’ บอกไว้ว่า หลังจากที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงประทานอิสระในการเลือกให้แก่มนุษย์ มนุษย์จึงสามารถเลือกที่จะเชื่อพระองค์ก็ได้หรือไม่เชื่อพระองค์ก็ได้ และพระเจ้าก็ทรงชี้ให้มนุษย์เห็นถึงคุณและโทษของการเชื่อฟังหรือการปฏิเสธพระองค์อย่างชัดเจนแก่มนุษย์ นั่นคือ ถ้าเขาเชื่อฟังพระเจ้าเขาก็จะมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าเขาปฏิเสธไม่เชื่อฟังพระองค์เขาก็จะต้องตายเพราะการไม่เชื่อฟังของเขา

ซึ่งไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าจะทำร้ายหรือจะฆ่าเขาเพราะเขาไม่เชื่อฟังพระองค์ แต่เป็นเพราะการไม่เชื่อฟังของเขานั่นเองที่ทำให้เขาต้องได้รับผลหรือต้องตาย 

 

มนุษย์ส่วนใหญ่เลือกที่จะปฏิเสธพระเจ้าไม่เชื่อฟังพระองค์ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องพบกับผลที่เขาเลือกซึ่งแตกต่างกันไป เพราะพระคัมภีร์บอกไว้ว่า ‘มนุษย์ทุกคนต่างก็ติดเชื้อบาป และต้องพบกับความตาย’

‘เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า’ (โรม 3:23)

‘แน่ทีเดียว ไม่มีคนชอบธรรมสักคนเดียวบนแผ่นดินโลก ที่ได้ประพฤติล้วนแต่ความดี และไม่กระทำบาปเลย’ (ปัญญาจารย์ 7:20) 

เราเห็นถึงผลของการไม่เชื่อฟังแล้ว วันนี้เราจะมาเรียนรู้ถึง ผลของการเชื่อฟัง จากบุคคล 5 คน จากพระคัมภีร์ 2 ตอน 

 

พระคัมภีร์ตอนแรก จากพระธรรมปฐมกาล 12:1-9

พระคัมภีร์ตอนนี้ เป็นเรื่องราวของผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็นบิดาแห่งความเชื่อ 

1.อับราฮัม หรือ อับราม ชื่อเดิม

เมื่อ ‘พระเจ้าตรัสแก่อับรามว่า "เจ้าจงออกจากเมือง จากญาติพี่น้อง จากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะบอกให้เจ้ารู้’ แล้วอับรามก็ไป

หลายคนพูดกันถึงการทรงเรียกให้ไปที่ต่างๆ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงการทรงเรียกให้จาก เช่นการเชื่อฟังของอับราฮัม บิดาแห่งความเชื่อของชนชาติอิสราเอล ที่เดินทางออกไปโดยยังไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน? เพราะฮีบรู 11:8 บอกว่า ‘เพราะอับราฮัมมีความเชื่อ ฉะนั้นเมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้ท่านออกเดินทางไปยังที่ซึ่งท่านจะรับเป็นมรดก ท่านได้เชื่อฟังและได้เดินทางออกไปโดยหารู้ไม่ว่าจะไปทางไหน’ 

เมื่ออับรามไปถึงที่ตั้งเต็นท์ที่ใด ท่านก็จะสร้างแท่นบูชาเพื่อนมัสการออกพระนามพระเจ้าที่นั่นเสมอ (ปฐมกาล 12:8) และถ้าเราอ่านต่อไปเราจะพบว่า ความยากลำบากต่างๆ ในปฐมกาล 12-13 เช่น การกันดารอาหาร (12:10) ความกลัว (12:11-13) และความขัดแย้งในครอบครัว (บทที่ 13 ) อาจเป็นข้ออ้างที่ทำให้อับราม เกิดความสงสัย แต่ท่านตอบสนองด้วยการเชื่อฟังและทำตามโดยไม่สงสัย ‘ฝ่ายอับรามก็ไปตามพระดำรัสของพระเจ้า …’ (12:4)

พระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮัมว่า จะประทานบุตรแก่เขา คือ อิสอัค (บทที่ 18) บุตรชายที่อับราฮัมขอมา 25 ปี และพระเจ้าก็ทรงประทานให้ (บทที่ 21) ดังนั้นเมื่อพระเจ้าตรัสกับอับราฮัมให้นำอิสอัคไปถวายแด่พระเจ้าแทนแกะ (เครื่องถวายบูชาในสมัยนั้น (บทที่ 22) อับราฮัมยังคงเชื่อฟังและทำตาม และพระเจ้าก็จัดเตรียมแกะไว้ที่พุ่มไม้แทนที่อิสอัค เป็นที่มาของ ‘เยโฮวาห์ยิเรห์’ ซึ่งแปลว่า พระเจ้าจะทรงจัดหาไว้ให้หรือพระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียม เพราะพระเจ้าไม่ได้ทรงประสงค์ที่จะให้อับราฮัมนำลูกไปบูชายัญ แต่เป็นเพียงการทดลองใจว่า ท่านจะยอมเชื่อฟังพระเจ้าหรือไม่เท่านั้น 

เมื่ออับราฮัมมีชีวิตที่เชื่อฟัง เราจึงเห็นการเชื่อฟังนี้กับ …

2. อิสอัค ลูกของอับราฮัม (21:1-7)

ที่เชื่อฟังบิดา เมื่อครั้งเป็นเครื่องบูชาแทนแกะ (ปฐมกาล 22) และในครั้งที่อับราฮัมหาภรรยาให้แก่เขา (บทที่ 24) ผลของการเชื่อฟังของอิสอัค คือ พระเจ้าทรงอวยพรประทานเรเบคาห์มาเป็นภรรยา ถึงแม้ว่า ... 

3. ยาโคบ ลูกของอิสอัค (25:19-26)

จะดำเนินชีวิตที่ผิดพลาด แต่เมื่อเขาเชื่อฟัง พระเจ้าก็ทรงอวยพรเขาที่เบธเอล (บทที่ 35) และพระองค์ทรงอวยพรให้ยาโคบ มีลูก 12 คน ซึ่งกลายมาเป็นคนอิสราเอล 12 เผ่า และถึงแม้ว่าจะเกิดสิ่งร้ายๆ ในชีวิตของ ...

4. โยเซฟ ลูกของยาโคบ (35:22-26)

แต่เขาก็มีชีวิตที่เชื่อฟังตามบรรพบุรุษ มั่นใจและวางใจในการสถิตอยู่ของพระเจ้า จึงหนุนใจพวกพี่ๆ ถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนั้นล้วนมาจากพระเจ้า พระองค์เป็นผู้ควบคุมดูแลเรื่องทั้งหมด และนี่คือสิ่งที่พระเจ้าบอกกับอับราฮัม เมื่อเขายังเป็นอับรามว่า ‘เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตเลื่องลือไป แล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร เราจะอำนวยพรแก่คนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า’ (12:2-3)

ปฐมกาล 12:1-9 จึงสอนให้เราเรียนรู้ที่จะมีชีวิตที่เชื่อฟังพระเจ้าอย่างอับราฮัม เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ คือ การเชื่อฟังและทำตามสิ่งที่พระเจ้าตรัสหรือเรียกร้อง

เราเห็นผลของการเชื่อฟังของคนทั้ง 4 รุ่น ของตระกูลแห่งความเชื่อนี้แล้ว จากอับราฮัมผู้เป็นพ่อซึ่งพระเจ้าทรงนับว่าท่านเป็นผู้ชอบธรรม สู่อิสอัคผู้เป็นลูก มาถึงยาโคบผู้เป็นหลาน และโยเซฟผู้เป็นเหลน เปรียบได้กับครอบครัวคริสเตียน ที่มี 4 รุ่น 

เมื่อคน 2 คนที่เชื่อพระเจ้าเริ่มธุรกิจในทศวรรษที่ 1950 เขาจึงนำข้อความในยอห์น 14:6 ที่ ‘พระเยซูตรัสกับเขาว่า ‘เราเป็นทางนั้นเป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้ นอกจากจะมาทางเรา’ 

โดยนำคำจากประโยค ‘I am The Way.’ มาเป็นชื่อผลิตภัณฑ์ยี่ห้อหนึ่ง เพราะเขาทั้งสองมีพระเจ้า ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาคิดหรือทำจึงมีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าด้วยเช่นกัน

 

พระคัมภีร์ตอนที่ 2 จากพระธรรมลูกา 19:1-10

5. ศักเคียส หัวหน้าคนเก็บภาษี 

ชื่อ ‘ศักเคียส’ เป็นภาษาฮีบรู ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้บริสุทธิ์หรือผู้ชอบธรรม”

‘เมื่อพระเยซูตรัสแก่เขา’ ในลูกา 19:5 ‘ว่า ‘ศักเคียสเอ๋ย จงรีบลงมา เพราะว่าเราจะต้องพักอยู่ในตึกของท่านวันนี้’ เขาจึงตอบสนองด้วยการเชื่อฟังและทำตาม โดย ‘เขารีบลงมาต้อนรับพระเยซูด้วยความปรีดี’ (ข้อ 6) 

ผลของการเชื่อฟังของศักเคียส คืออะไร? พระคัมภีร์บอกว่า ‘พระเยซูตรัสกับเขาว่า "วันนี้ความรอดมาถึงครอบครัวนี้แล้ว เพราะคนนี้เป็นลูกของอับราฮัมด้วย’ (ข้อ 9)

ศักเคียสเป็นชาวยิว เขาจึงมีส่วนในพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงทำกับอับราฮัม (ปฐมกาล 15) คือ การถูกนับว่าเป็นคนชอบธรรม แต่พันธสัญญานี้จะมีผลก็ต่อเมื่อ คนๆ นั้นมีความเชื่อเหมือนอับราฮัม ลูกา 3:8 บอกว่า ‘เหตุฉะนั้นจงพิสูจน์การกลับใจของเจ้าด้วยผลที่เกิดขึ้น อย่านึกเหมาเอาในใจว่า ตัวมีอับราฮัมเป็นบิดา …’ 

ศักเคียสสำแดงการกลับใจใหม่โดยพูดกับพระเยซูว่า "ดูเถิดพระเจ้าข้า ทรัพย์สิ่งของของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ยอมให้คนอนาถากึ่งหนึ่ง และถ้าข้าพระองค์ได้ฉ้อโกงของของผู้ใด ข้าพระองค์ยอมคืนให้เขา 4 เท่า" (19:8) 

ความรอดในที่นี้จึงหมายถึง การที่ศักเคียสกลับมีสิทธิ์ในพันธสัญญาซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยเสียไปเนื่องจากความบาป ชีวิตของศักเคียสจึงเป็นตัวอย่างของคนที่ตัดสินใจต้อนรับพระเยซูเป็นคนแรกในครอบครัว 

เพลง ‘My Way’ ซึ่งแต่งโดย Paul Anka และขับร้องครั้งแรกโดย Frank Sinatra ในปี 1969 ต่อมามีวงฮาร์ดร็อกนำเนื้อท่อน ‘I did it my way’ ไปใส่ในเพลง It’s my life ‘ชีวิตนี้เป็นของฉัน ฉันกำหนดเอง’ เช่นคนที่ไม่มีหรือไม่เชื่อพระเจ้า สิ่งที่พวกเขาคิดหรือทำจึงมีแต่คิดถึงแต่ตนเองและทำเพื่อตนเอง

เดือนนี้เป็นเดือนแห่งบรรพบุรุษ เราเห็นผลของการเชื่อฟังของผู้ที่เกิดในครอบครัวคริสเตียนและผู้ที่ตัดสินใจต้อนรับพระเยซูเป็นคนแรกในครอบครัวแล้ว 

เราเลือกที่จะเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ให้ผู้อื่นเขาดำเนินชีวิตตามแบบอย่างที่เราวางไว้ หรือเราจะเป็นผู้อ่านประวัติศาสตร์ของผู้อื่นที่ได้ถูกบันทึกไว้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือกของเราในวันนี้ว่า จะมีชีวิตที่เชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังพระเจ้า 

เพราะการเลือกชีวิตที่เชื่อฟังและทำตามพระวจนะของพระเจ้านั้นอาจจะไม่ง่าย แต่มั่นใจได้ว่าไม่เพียงแต่ตนเองเท่านั้นที่จะได้รับพระพร แต่จะสามารถเป็นพระพรไปสู่คนในครอบครัวและผู้คนที่ยังไม่รู้จักและเชื่อพระเจ้าอีกด้วย