รักร่วมรับใช้ || Love Share and Serve

กันยายน 2019 : เดือนแห่งการศึกษาพระวจนะ

เทศนา ภาคเช้า 2013-03-31

ศจ.ดร.ประดิษฐ์ เถกิงรังสฤษดิ์ หัวข้อ : ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว
ลูกา 24:1-12
โดย "ศจ.ดร.ประดิษฐ์ เถกิงรังสฤษดิ์

หัวข้อ : ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว

ลูกา 24:1-12

โดย "ศจ.ดร.ประดิษฐ์ เถกิงรังสฤษดิ์

 

 

การคืนพระชนม์

"ตั้งแต่เช้ามืดของวันอาทิตย์ พวกผู้หญิงก็นำเครื่องหอมที่จัดเตรียมไว้มาถึงอุโมงค์ พวกนางพบว่าก้อนหินกลิ้งออกจากปากอุโมงค์แล้ว และเมื่อเข้าไปหาก็ไม่พบพระศพของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า ขณะกำลังฉงนสนเท่ห์เพราะเหตุการณ์นั้น นี่แน่ะ มีชายสองคนยืนอยู่ใกล้พวกนาง เครื่องนุ่งห่มแพรวพราวจนพร่าตา ผู้หญิงเหล่านั้นก็หวาดกลัวและซบหน้าลงถึงดิน ชายสองคนนั้นจึงพูดกับพวกนางว่า “พวกท่านแสวงหาคนเป็นในพวกคนตายทำไม [พระองค์ไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว]

จงระลึกถึงคำที่พระองค์ตรัสกับพวกท่านขณะที่พระองค์ยังอยู่ในแคว้นกาลิลี ว่า ‘บุตรมนุษย์จะต้องถูกมอบไว้ในมือของพวกคนบาป และจะต้องถูกตรึงที่กางเขน และวันที่สามจะเป็นขึ้นมาใหม่’” พวกนางจึงระลึกถึงพระดำรัสของพระองค์ เมื่อกลับจากอุโมงค์แล้ว พวกนางก็เล่าเหตุการณ์นี้ทั้งหมดแก่สาวกสิบเอ็ดคนและคนอื่นๆ ด้วย คนที่เล่าเหตุการณ์เหล่านั้นแก่พวกอัครทูตคือ มารีย์ชาวมักดาลา โยอันนา มารีย์มารดาของยากอบ และผู้หญิงคนอื่นๆ ที่อยู่กับพวกนาง แต่พวกอัครทูตไม่เชื่อ เห็นว่าเป็นคำเหลวไหล แต่เปโตรลุกขึ้น วิ่งไปที่อุโมงค์ เมื่อก้มลงมองดูก็เห็นแต่ผ้าป่านเท่านั้น จึงกลับไปด้วยความประหลาดใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น"

 

ขอบพระคุณพระเจ้า สรรเสริญพระเจ้า พระเยซูคริสต์ยังทรงพระชนม์อยู่ พวกเราเคยถามตัวเองไหมว่า ถ้าหากพระเยซูตายและไม่เป็นขึ้น พวกเราจะเป็นอย่างไร ชีวิตคงไม่ได้เป็นอย่างนี้และคงไม่มีโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่เพือชื่นชมยินดีสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างอย่างทุกวันนี้ วันนี้จึงเป็นวันที่เราทั้งหลายยืนยันว่าเรามีชีวิตอยู่ไม่ได้โดยปราศจากพระเจ้า เพราะชีวิตของเราไม่มีค่าอะไรเลย เมื่อเราจะประกาศข่าวดีนี้แก่ใครก็ตามต้องระวังคำพูดคำหนึ่งว่า "พระเยซูคริสต์ฟื้นคืนพระชนม์" พระเยซูไม่ได้ฟื้น พระองค์ตายจริง และมีชีวิตขึ้นมาใหม่ พระเยซูคริสทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย พระองค์ไม่ได้สลบหรือหลับอยู่ เป็นแผนการพระเจ้าอย่างชัดเจนที่พระองค์ต้องตาย และถูกฝังในอุโมงค์ และในวันที่3พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย และพระองค์ไม่ตาย พระเยซูคริสต์เป็นอยู่ในชีวิตของเรา พระกิตติคุณที่ท่านทั้งหลายได้ฟังในเช้าวันนี้ มีความแตกต่างจากพระกิตตคุณสัมพันธ์เล่มอื่นอยู่บ้าง พระกิตติคุณสัมพันธ์ก็คือพระคัมภีร์ 4 เล่ม คือ มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น พระกิตตคุณ 4 เล่มนี้บันทึกเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ทั้งสิน แต่มีมุมมองที่แตกต่างกัน และมี3เหตุการณ์ ที่ทั้ง4ท่าน นำเสนอสอดคล้องกัน

1.คนกลุ่มหนึ่งไปที่อุโมงค์ในเช้ามือวันต้นสัปดาห์หลังจากที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว

2.มารีย์ชาวมักดาลาอยู่ที่อุโมงค์พร้อมผู้หญิงคนอื่นๆ

3.ภายในอุโมงค์ว่างเปล่า ปราศจากพระศพของพระเยซู

มีเพียงลูกาคนเดียวที่ให้ความสำคัญกับผู้หญิงกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ผู้หญิงกลุ่มนี้ได้มาที่อุโมงค์พระศพในวันต้นสัปดาห์ และนำเครื่องหอมมาชโลมพระศพตามธรรมเนียมปฏิบัติของชาวยิว พระเยซูคริสต์ทรงเป็นที่รักของคนเหล่านี้ 3คนนี้ได้แก่ มารีย์ ชาวมักดาลาคือคนที่พระเยซูคริสต์ทรงขับผีออก เธอมีผีสิงอยู่7ตน นางโยอันนา ภรรยาต้นเรือนของเฮโรด และคนอื่นๆมีความจงรักภักดีต่อพระเยซูมาก ลูกาบทที่ 2 ข้อ10 บันทึกว่า มีผู้หญิงไม่น้อยกว่า5คน จึงเป็นไปได้ว่าผู้หญิงเหล่านี้คงเห็นเหตุการณ์วันที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึง ในขณะที่เหล่าสาวกนั้นหนีหัวซุกหัวซุน เราจะเห็นว่าลูกาให้ความสนใจผู้หญิงกลุ่มนี้เป็นพิเศษ การคืนพระชนม์และการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซู เป็นบทเรียนในเรามากมาย มันได้ปรับเปลี่ยนจิตใจของคนมากพอสมควร และเมื่อหญิงเหล่านั้นไปที่อุโมงค์กลับพบทูตของพระเจ้าแทน และไม่มีศพของพระเยซู พวกเขาตกใจ และประหลาดใจ ทูตของพระเจ้าได้คลายความกลัว ความตกใจ และความแปลกใจให้ผู้หญิงเหล่านี้ว่า "พวกเจ้าแสวงหาคนเป็นในพวกคนตายทำไม่เล่า พระองค์ไม่ได้อยู่ที่นี่ พระองค์เป็นขึ้นมาแล้ว จงระลึกถึงคำที่พระองค์ตรัสกับพวกท่านขณะที่พระองค์ยังอยู่ในแคว้นกาลิลี ว่า ‘บุตรมนุษย์จะต้องถูกมอบไว้ในมือของพวกคนบาป และจะต้องถูกตรึงที่กางเขน และวันที่สามจะเป็นขึ้นมาใหม่" บางทีเมื่อเรามีเหตุการณ์เหมือนเป็นวิกฤติของชีวิต สิ่งที่เราเคยมีความเชื่อมั่นมันเสื่อมสลายหายไปเพราะความทุกข์เหล่านั้น ทูตของพระเจ้าได้ย้ำว่า จำไม่ได้หรือว่าพระอาจารย์ตรัสไว้อย่างไร ผู้หญิงเหล่านี้จึงระลึกได้ว่าพระองค์สอนเยอะแยะมากมายเหลือเกิน พวกเขาคิดถึงแต่ความตายของพระเยซู พวกเขากลับลืมสิ่งที่พระเยซูทรงสอนและเดินเคียงข้างพวกเขามาตลอด เมื่อเขาจำได้ พวกเขาเชื่อทันทีโดยไม่มีข้อสงสัยใดๆทั้งสิ้น มิหนำซ้ำยังวิ่งออกไปเป็นพยานแก่สาวก11คน สาวกเหล่านี้สับสนและไม่เชื่อในสิ่งที่พวกผู้หญิงพูดและลงความเห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหล นี่คือการตอบสนองของสาวกของพระเยซูที่เห็นการอัศจรรย์และติดตามมามากมาย นี่คือคุณภาพของการฟัง และมักจะมีความคิดเบื้องหลังอยู่ตลอดเวลาว่าไม่เชื่อ และยังเห็นว่าผู้หญิงเหล่านี้พูดจาเหลวไหล มีเพียงเปโตรที่วิ่งไปที่อุโมงค์ เพื่อต้องการคลายความสงสัย ต้องการพิสูจน์สิ่งที่ผู้หญิงเหล่านี้พูด เปโตรคือสาวกที่ใกล้ชิดพระเยซูมากคนหนึ่ง ในพระคัมภีร์บอกอีกว่ามีสาวกที่พระองค์ทรงรักวิ่งไปอีกคนหนึ่ง ก็คือยอห์น เปโตรคือคนที่พระเยซูคริสต์ถามว่า ท่านว่าเราเป็นใคร พวกเขาเหลียวมองกันและเกี่ยงกันที่จะตอบ เปโตรตอบแทนว่าพระองค์ทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ นี่แหละคือพระเจ้าของเรา บนความเชื่อเช่นนี้คริสตจักรจะตั้งอยู่ได้ บนความเชื่อที่เข้มแข็งอย่างนี้คริสตจักรจึงจะเดินต่อไปได้ เขาลืมไปว่าพระเยซูคริสต์เป็นคนที่เสริมกำลังให้เขา เขาเอาตัวรอด เมื่อเขาวิ่งไปที่อุโมงค์เพื่อพิสูจน์ เขาเข้าไปในอุโมงค์ทันที พบเพียงผ้าพันพระศพกองอยู่และไม่พบพระศพ การตอบสนองของเขากลับก้มหน้าลง และเดินกลับบ้าน พระธรรมยอห์นบันทึกเพิ่มเติมว่า ยอห์นวิ่งเร็วกว่าและไม่ได้เข้าไปในอุโมงค์ เขาก้มดูเห็นเพียงผ้าป่านพันพระศพวางอยู่ เปโตรวิ่งเข้าไปเห็นผ้าป่านกองอยู่ และผ้าพันพระเศียรพับไว้อย่างดี หัวของเราเหมือนที่รวมของชีวิต ผ้าที่ถูกพับไว้อย่างดีเหมือนสิ่งที่เราต้องเคารพ พวกเขาได้เห็นและเชื่อแต่ต่างก็กลับบ้านโดยไม่บอกใครเลย 

บทเรียนที่เราได้รับวันนี้ คือ

1.การคืนพระชนม์ของพระเยซูเป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับคนไม่เชื่อ คือหญิงเหล่านั้นที่เห็นและเชื่อทันที และวิ่งไปเป็นพยานแก่สาวก จากข้อพระคัมภีร์ที่ว่า ในพระเจ้าทุกๆสิ่งเป็นไปได้ ลองคิดดูดีๆว่าเราจะมีชีวิตมาจนถึงขนาดนี้ได้อย่างไรถ้าหากพระเจ้าไม่ดูแล ข้อสังเกตคือเหตุใดผู้หญิงเหล่านี้ถึงเชื่อในขณะที่สาวกไม่เชื่อ ผู้ชายเก็บเงียบ ผู้หญิงบอกต่อ เราได้เรียนรู้ว่าท่ามกลางข่าวร้ายยังมีข่าวดีถึงความรอด และมีสิ่งที่จะนับพระพรได้ทุกวัน รู้จักนับพระพรในชีวิตของเราเสมอและจะเห็นพระคุณอันมากมายของพระเจ้า อย่าท้อแท้ อย่าหมดหวัง อย่าหมดกำลังใจ และอย่าแช่งด่าพระเจ้า

2.อีสเตอร์คือพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เป็นเวลาที่พระองค์ยกร่างให้กลับมามีชีวิตอีก พระองค์ถูกยกขึ้นจากความตายด้วยฤทธิ์อำนาจขององค์พระผู้เป็นเจ้า และพวกเราไม่มีใครเลยที่จะตายแล้วเป็นขึ้นมาใหม่ แต่พระเยซูตายจริง และเป็นขึ้นมาจริง อาจารย์เปาโลบอกว่า เหล็กในของมัจจุราชอยู่ตรงไหน พระองค์ได้พิชิตแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตมาถึงพวกเราที่เชื่อ เมื่อเราพร้อมที่จะตายกับพระเยซู ตายจากบาปต่างๆและเป็นขึ้นมาพร้อมกับพระเยซูคริสต์กลายเป็นคนใหม่ที่มีสายตาแบบพระเยซูคริสต์ และไม่ได้เป็นไปตามกระแสสังคมต่างๆ ให้พระเยซูเป็นหลักภัยในชีวิตของเรา และเราจะมีชีวิตอย่างมีความสุขที่สุด ที่เราทุกข์คือเรายังไม่สามารถถมให้เต็มในสิ่งที่เราต้องการ ทั้งๆที่พระเยซูคริสต์ประทานชีวิตนั้นให้แล้ว คนที่เชื่อและพร้อมที่จะตายจากวิถีชีวิตเก่าๆ เราจะต้องตายเพื่อจะเป้นพร้อมกับพระเยซูคริสต์และมอบกายแด่พระองค์อย่างไม่มีเงื่อนไข ให้เราเชื่อและทำตาม ท่านยากอบบอกว่าใครที่มีความเชื่อและไม่ประพฤติตามคนๆนั้นก็ตายทั้งเป็น ให้เราเชื่อและทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า เพราะฉะนั้นชีวิตเราต้องเปลี่ยนแปลง

3.อีสเตอร์เป็นการเริ่มต้นกระบวนการสร้างใหม่ของพระเจ้า เริ่มจากการที่พระเยซูเป็นขึ้นจากความตายและดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยข่าวประเสริฐ กระบวนการสร้างใหม่จะเกิดขึ้นได้ เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติตามที่พระคัมภีร์ได้บอก ถ้าทำอย่างนี้เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายจนกว่าจะสิ้นยุค คริสเตียนจึงต้องตอบสนองโดยถือเป็นชีวิตจิตใจไม่ใช่ทำตามหน้าที่ คนอื่นๆเห็นพระเยซูที่อยู่ในตัวเราที่เราแสดงออกมา อาจารย์เปาโลบอกว่า เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ผู้นั้นก็ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไปกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น คริสตจักรซึ่งหมายถึงเราทุกคนต้องตั้งใจที่อยู่ในกระบวนการสร้างใหม่เป็นชีวิตจิตใจ เราต้องทบทวนและตั้งคำถามกับตนเองอย่างจริงจังและถ่อมใจว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นจากความตาย ทรงดำรงอยู่และทำราชกิจของพระองค์หรือไม่ เราทอดทิ้งพระเยซูไว้ในอุโมงค์รึเปล่า เราต้องยุติการทำร้ายทำลายกันในรูปแบบต่างๆ เลิกใส่ร้ายคนอื่น เราเลิกหรือยัง เราเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าพระเจ้าหรือไม่  เราพร้อมที่จะเป็นเครื่องมือในการขยายแผ่นดินของพระเจ้าด้วยโมหะจริตของตนรึเปล่า เรารักกันตามแบบของพระเยซูหรือรักตัวเองมากเกินไป หรือรักด้วยปากมากกว่าการกระทำ เราหลงไหลกับลาภยศหรือเปล่า ถึงเวลาที่เราจะสารภาพความผิดบาป ให้ตัวเก่าของเราตรึงไว้กับพระองค์ที่กางเขน กลับหลังหันจากชีวิตเก่าๆ ปลดเปลื้องบาปของเราไว้กับอุโมงค์ ให้เราเป็นขึ้นจากความตายพร้อมพระองค์ในวันอีสเตอร์ และให้ข่าวประเสริฐจะประกาศออกไปอย่างเป็นรูปธรรม นี่เป็นการเป็นข่าวประเสริฐและเป็นพยานอย่างมีพลัง ขอให้พระดำรัสที่มาถึงมาทา และมารีย์ตอนที่ลาซารัสตาย ให้เป็นคำหนุนใจเราว่า ถ้าเจ้าเชื่อเจ้าจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา และอาจารย์เปาโลได้ท้าทายว่า พี่น้องทั้งหลายด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนให้ท่านทั้งหลายเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอยู่อันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า การเป็นเครื่องบูชา 1.มีชีวิต 2.บริสุทธิ์ คือเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจ เพราะพระเจ้าบริสุทธิ์ 3.เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า ไม่ใช่สิ่งที่เราพอใจ ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ได้ จะเป็นการนมัสการพระเจ้าด้วยวิญญาณจิตของเรา อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้ถึงน้ำพระทัยพระเจ้า ว่าอะไรดี และอะไรดียอดเยี่ยม เพราะทุกคนมีชีวิตอยู่เพราะพระคริสต์ อย่างที่อาจารย์เปาโลพูดว่า ถ้าข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าอยู่เพื่อพระคริสต์ และถ้าข้าพเจ้าตายข้าพเจ้ายังได้กำไร ขอให้เราใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่ามากพอที่พระเยซูได้ตายเพื่อเรา อย่าให้พระองค์ต้องตายเปล่าโดยไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ให้ตายจากบาปและเป็นขึ้นมาใหม่พร้อมพระองค์ พระเยซูคริสต์เป็นเหตุให้ทุกคนเป็นขึ้น และคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์จะไม่ตายเลย