รักร่วมรับใช้ || Love Share and Serve

เมษายน 2019 : เดือนแห่งครอบครัวและผู้อาวุโส

เทศนา ภาคเช้า 2013-03-24

ศจ.สันติ แดงเรือน หัวข้อ : เยรูซาเล็ม นครของพระเจ้า
มาระโก 11:1-11
โดย "ศจ.สันติ แดงเรือน

 

 

คำนำ 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ทางตาลหรือใบปาล์ม เป็นวันเริ่มต้นสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการทำพระราชกิจ ณ กรุงเยรูซาเล็ม ก่อนที่พระเยซูจะสิ้นพระชนม์ ในช่วงนี้เป็นเทศกาลปัศกาของคนยิว พวกเขาจะเข้าไปเฉลิมฉลองที่กรุงเยรูซาเล็ม เป็นการฉลองระลึกถึงการปลดปล่อยจากการเป็นทาสของอียิปต์ ชาวยิวที่ไปอาศัยอยู่ต่างถิ่นก็กลับมาอย่างพร้อมเพรียง 

 

เยรูซาเล็มเป็นนครที่มีประวัติศาสตร์สลับซับซ้อนยาวนานกว่าห้าพันปี เราพบครั้งแรกในพระธรรมโยชูวา เชื่อว่าเป็นเมืองซาเล็มเดิมที่ปรากฏในปฐมกาล ๑๔ ยังพบว่าเป็นเมืองที่ต้องส่งบรรณาการแก่อียิปต์ นักประวัติศาสตร์บางคนกล่าวว่าเป็นเมืองที่ถูกบันทึกในตำราสาปแช่งของอียิปต์ เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางของชนชาติอิสราเอลเมื่อกษัตริย์ดาวิดประมาณปี 1000 กคศ. ยึดเมืองจากคนเยบุสได้เลย(2ซามูเอล 4.6-10) แม้จะเป็นเมืองที่มีป้อมแข็งแรง มีภูเขาเรียงรายเป็นกำแพงกั้น แต่ก็มีอุโมงค์น้ำไหลที่ขุดไปสู่น้ำพุกีโฮน โยอาบทหารเอกของดาวิดจึงใช้เป็นช่องทางบุกเข้าทะลวงยึดเมืองได้ ดาวิดได้ตั้งเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล เป็นที่ประทับของพระเจ้าเที่ยงแท้ ในสมัยของซาโลมอนพระวิหาร เป็นสถานนมัสการพระเจ้า เมืองนี้เป็นนครของพระเจ้าอย่างไร

 

ประการที่หนึ่ง นครของพระเจ้าเป็นเมืองแห่งสันติสุข (ข้อ 1)

  เยรูซาเล็ม มาจากคำว่า “ซาเล็ม” มีรากศัพท์เดียวกันกับคำว่า -“ชาโลม” หมายถึง สันติสุข หรือสันติภาพ พระเยซูเสด็จเข้ามาใกล้กรุงเยรูซาเล็มซึ่งเป็นเมืองแห่งสันติสุข ฮีบรู 7:2 ยืนยันว่า เป็นเมืองแห่งสันติสุข “อับราฮัมก็ได้ถวายของหนึ่งในสิบแห่งของทั้งปวงแก่เมลคีเซเดค เมลคีเซเดคนั้นเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความชอบธรรม ตามความหมายของนามของท่าน และเป็นกษัตริย์แห่งสันติสุข ตามความหมายของชื่อเมืองซาเลม”

แต่ ไม่มีสันติสุข ในนครนี้คนยิวอธิษฐานขอให้เยรูซาเล็มใหม่มาตั้งอยู่และจะสร้างพระวิหารหลังใหม่ “จงอธิษฐานขอสันติภาพให้แก่เยรูซาเล็มว่า“ขอบรรดาผู้ที่รักเธอจงจำเริญ ขอสันติภาพจงมีอยู่ภายในกำแพงของเธอและให้ความปลอดภัยอยู่ภายในวังของเธอ” เพื่อเห็นแก่พี่น้องและมิตรสหายข้าพเจ้าจะพูดว่า “สันติภาพจงมีอยู่ภายในเธอ” เพื่อเห็นแก่พระนิเวศของพระเจ้าของเราข้าพเจ้าจะหาความดีให้เธอ” (สดุดี 122:6-9)

พระเยซูปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้สันติสุขแก่นครของพระเจ้า พระองค์เสด็จมาด้วยขี่ลูกลา ด้วยความถ่อมพระทัย ด้วยความถ่อมสุภาพ ไม่ได้มาด้วยม้า ดาบและการสงคราม องค์สันติราชาได้มาด้วย

เราสามารถรับสันติสุขของพระเยซูได้โดยความเชื่อ(โรม 5.1) สันติสุขที่พระองค์ให้นั้นไม่เหมือนโลกให้(ยอห์น 14.27) เป็นการได้คืนดีกันกับพระเจ้าคืนดีกับมนุษย์ เข้ามาเป็นพระกายของพระคริสต์คือคริสตจักร

ประการที่สอง นครที่เป็นไปตามพระวจนะ (ข้อ 2-6)

เมื่อสาวกลงไปนำลูกลาตามที่พระเยซูสั่ง คนที่อยู่ที่นั่นได้ยอมให้ตามที่สาวกบอก และในมัทธิวบันทึกว่าเหตุการณ์นี้เป็นไปตามพระวจนะ ที่ผู้เผยพระวจนะได้กล่าวว่า -“จงบอกชาวศิโยนว่ากษัตริย์ของท่านเสด็จมาหาท่านโดยพระทัยอ่อนสุภาพ ทรงลา ทรงลูกลา” เป็นการสำเร็จตามที่เศคาริยาห์ ๙.๙ กล่าว เราพบว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะสำเร็จได้ต้องเป็นการของพระเจ้าเท่านั้น ทั้งสาวก เจ้าของลา ต่างเชื่อฟังตามพระดำรัสสั่ง 

-แผนการช่วยมนุษย์ให้รอดจากความบาปบันทึกไว้ตั้งแต่ปฐมกาล จนสำเร็จที่พระเยซูคริสต์ แม้ว่าจะมีหลายคนถามว่าผู้นี้เป็นใครหนอ ยังมีผู้ตอบว่าเป็นผู้เผยพระวจนะซึ่งมาจากนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี ในฐานะที่โมเสสได้กล่าวไว้ ในสมัยคริสตจักรยุคกลางมีการสร้างคริสตจักรเบธฟายี และมีแท่นหินซึ่งพวกครูเสดเชื่อว่าเป็นหินที่พระเยซูใช้เหยียบขึ้นหลังลา แต่เขาคงลืมไปว่าพระเยซูขี่ลูกลา มิใช่ม้าตัวสูงใหญ่ หลายครั้งที่เราต้องการให้พระเจ้าทำอะไรต่อมิอะไรให้เราตามที่ใจเราปรารถนา แต่เราก็ลืมไปว่าที่เราจะได้ตามที่เราปรารถนานั้นเราต้องเชื่อฟังพระองค์ก่อน

ประการที่สาม นครแห่งการสรรเสริญพระเจ้า (ข้อ 7-10)

-โฮซันนา แปลว่า “ช่วยให้รอด” เราพบคำนี้เพียงครั้งเดียวในพระคัมภีร์เดิม ในเพลงสดุดีของชาวยิวเป็นเพลงที่พูดถึงชัยชนะของกษัตริย์ของพวกเขาและพระเจ้าผู้ทรงประทานชัยชนะและช่วยพวกเขาให้รอด (โฮซันนา) ทุกคนที่ร่วมในพิธีจะถือใบตาลโบกไปมาเพื่อต้อนรับการเสด็จกลับมาของกษัตริย์ (สดด. 118:25-27) “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอดเถิด” คำว่า “โฮซันนา” ปรากฏอีกครั้งในพระคัมภีร์ใหม่ เรื่องราวที่เกิดขึ้นก็คล้ายคลึงกับพระคัมภีร์เดิมคือชาวเยรูซาเล็มถือทางอินทผลัมหรือใบตาลนี้ออกไปต้อนรับพระเยซูผู้ทรงเป็นกษัตริย์และพระเจ้าผู้ทรงช่วยเขาให้รอด ใบปาล์มยังเป็นสัญลักษณ์ของควคามชื่นชมยินดี (มก. 11:7-10; ยน. 12:12-15) “โฮซันนาในที่สูงสุด” จึงแปลว่า “ขอพระเจ้าผู้สถิตในสวรรค์โปรดช่วยเราให้รอด” นี่อาจเป็นร้องขอของฝูงชนที่ต้องการการช่วยให้รอด เป็นการร้องทั้งสรรเสริญและขอการช่วยเหลือ เยรูซาเล็มได้เป็นสถานที่ประทับของพระเจ้าจนพวกปุโรหิตมาบอกพระเยซูว่า ให้สั่งประชาชนหยุดร้อง โฮซันนา เสีย ซึ่งพระองค์ก็ได้ตอบว่า “เราบอกท่านทั้งหลายว่า ถึงคนเหล่านี้จะนิ่งเสีย ศิลาทั้งหลายก็ยังจะส่งเสียงร้อง”(ลูกา 19:39)

แต่เรื่องมันเศร้าประชาชนกลายเป็นคนประเภทพวกมากลากไป วันอาทิตย์เขาต่างแซ่ซ้องสรรเสริญพระเยซู ต่อมาเพียงไม่กี่วันเขาถูกปลุกระดมปั่นหัว อารมณ์ที่อยากรับการปลดปล่อยวันนั้น แต่พระเยซูกลับไม่ทำอะไรในการกอบกู้อิสรภาพ พร้อมกับผู้นำศาสนาที่สูญเสียฝูงชนไปก็ได้ปั่นความคิดของฝูงชนดึงกลับมาเป็นของพวกเขาในคืนวันพฤหัส-เช้าวันศุกร์ประชาชนเหล่านั้นกลับโห่ร้องว่า ตรึงเขาเสีย ตรึงเขาเสีย 

ขอพระเจ้าช่วยเราที่เราจะไม่สรรเสริญนมัสการในโบสถ์เท่านั้น แต่เมื่อออกไปห้ชีวิตเราเป็นที่สรรเสริญพระเจ้า ให้ผู้คนที่ได้เห็นชีวิตของเรา ได้สรรเสริญพระเจ้าผู้สถิตในสวรรค์ 

 

สรุป

พี่น้องที่รักขอพระเจ้าช่วยเรา ให้เตรียมจิตใจของเราให้พร้อมเป็นนครซึ่งพระเจ้าประทับอยู่ เต็มไปด้วยสันติสุข ผู้คนที่อยู่รอบข้างเราสามารถสัมผัสถึงความอบอุ่นกำลังใจ -ให้คริสตจักรของพระเจ้าควรเป็นคริสตจักรแห่งสันติสุข ขอพระเจ้าช่วยเรา ให้พระวจนะของพระองค์สำเร็จในชีวิตของเรา ให้พระประสงค์ของพระเจ้าที่ต้องการชีวิตลูกของพระองค์เป็นที่เต็มด้วยการสรรเสริญพระเจ้าสำเร็จในชีวิตของเราทุกคน เหมือนที่พระเยซูได้เข้าไปนครของพระเจ้าและตรัสว่า “สำเร็จแล้ว” อาเมน.