ส่งต่อความรัก || Pass The Love Forward

กันยายน 2020 : เดือนแห่งการศึกษาพระวจนะ

เทศนา ภาคเช้า 2013-02-17

ศจ.ดร.วีระชัย โกแวร์ หัวข้อ : ความรักเป็นใหญ่
1 โครินธ์ 13:13

โดย ศจ.ดร.วีระชัย โกแวร์

เสาหลักของ AEC ก็คือเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม สามด้านใหญ่ๆ แต่ในมุมของประชาคมคริสเตียนแล้ว ก็จะมีอยู่สามด้านหลักเช่นกันคือ ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก เป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่ความเชื่อที่กล่าวถึงนี้ ได้ถูกกล่าวถึงในลักษณะของคำนาม ถ้าศึกษาในพระคัมภีร์แล้วความเชื่อ หรือ Faith จะเป็นคำกริยา คือการแสดงออกของเราที่บอกให้รู้ว่าเราเชื่อ ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำนาม ไม่ได้เป็นกริยา ไม่ได้แสดงออกว่าเราเชื่อ สิ่งที่จะทำให้โลกภายนอกได้รู้ถึงความเชื่อในพระเจ้านั้นเป็นอย่างไร ไม่ใช่สิ่งที่เรารู้แต่เป็นสิ่งที่เราปฏิบัติ เป็นสิ่งที่เราจะบอกแก่เโลกได้รู้ ในชีวิตประจำวันของเราที่บอกแก่โลกว่าเราเชื่ออย่างไร เช่นลูกๆ ของเราที่จะทำตามที่พ่อแม่ทำ มากกว่าจะทำตามที่พ่อแม่บอกสอน เช่นเดียวกับความหวังใจ โลกของเรานั้นอยากจะรู้ถึงความหวังใจในพระเจ้าของคริสเตียนนั้นเป็นอย่างไร พูดถึงความรอดของเรามีอยู่สามมิติใหญ่ๆ คือ


เรื่องของอดีตเรารอดแล้ว รอดจากกฏแห่งกรรม กรรมเวร สิ่งที่เลวร้ายต่างๆ โดยการอภัยโทษบาปจากพระเจ้าโดยองค์พระเยซูคริสต์ ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ถ้าเราจากโลกในวันนี้ เราก็จะรอดได้ไปอยู่กับพระเจ้า

ในเวลาเดียวกัน เราก็บอกได้ว่าเรากำลังรอด เพราะการรอดโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์จะต้องมีความรอดในพฤตินัย เมื่อเรารอดแล้วทางฝ่ายจิตวิญญาณของเรา แต่ว่าเรายังอยู่ในโลกนี้ ยังมีกายเก่า ความคิดอย่างเก่า จนมีคนเคยกล่าวไว้ว่า "การเอาคนอิสราเอลอกจากอียิปต์นั้นไม่เป็นปัญหาใดเลย แต่การเอาอียิปต์ออกจากอิสราเอลนี่สิยากกว่า" นิสัยของอียิปต์ติดตามอิสราเอลแม้สี่สิบปีก็ล้างไม่ออก ฉะนัน้แล้วนิสัย ขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อต่างๆ ที่ปลูกฝังเรามามันไม่สามารถเอาออกไปได้ง่ายๆ ถ้าเช่นนั้นถ้าถามว่าคริสเตียนว่ารอดแล้วหรือยัง ก็คงตอบได้ว่ากำลังรอดอยู่ กำลังดีขึ้นเรื่อยๆ เราเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์มากขึ้นเรื่อยๆ

ความรอดของคริสเตียนนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องแต่เพียงชีวิตทางฝ่ายวิญญาณเท่านั้น แต่รวมไปจนถึงสิ่งต่างๆ ล้อมรอบเรา รวมทั้งจักรวาล รวมทั้งผืนแผ่นดิน เพราะเมื่ออดัมและเอวาได้ทำบาปนั้น คำแช่งสาปได้ตกไปยังผืนแผ่นดิน สัตว์ทั้งหลาย ต้นไม้ ธรรมชาติด้วย วันที่ความรอดได้เสร็จสมบูรณ์เมื่อพระเยซูคริสต์ได้เสด็จกลับมา สิ่งทั้งปวงโลกใหม่ก็จะได้บังเกิดขึ้น เราจะมีกายใหม่ จะไม่มีสงคราม ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ นั่นเป็นความหวังของเราที่เรารอคอยวันนั้น เป็นแผ่นดินใหม่อาณาจักรใหม่

เราจะเห็นได้ว่าคนที่มีความหวังใจอยู่นั้น ไม่ว่าเขาจะลำบาก ทุกข์ยากสักปานไหน เขาก็ยังคงยิ้มได้อยู่ ปัจจุบันนี้คนเรากำลังสูญเสียความหวัง แต่ชีวิตคริสเตียนนั้นเต็มไปด้วยความหวัง เราอย่าทำให้ความหวังนั้นเป็นแต่เพียงคำนาม ให้แสดงออกในชีวิตของเราว่าเรามีความหวังในชีวิตอย่างแท้จริง

ความรักก็เช่นเดียวกัน เราต้องทำให้ความรักนั้นเป็นกริยาของเราที่แสดงออกไป สิ่งที่โลกต้องการจะรู้นั้นคือการแสดงความรักที่แท้จริงนั้นคืออะไร ไม่ใช่เพียงแค่ความหมายของความรัก อ.เปาโลได้เขียนจดหมายฝากไปที่คริสตจักรที่เมืองโครินธ์ เพื่อจะบอกถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งหลายที่เกิดขึ้นที่คริสตจักรนั้น ทั้งความแตกแยกกลุ่มกัน การใช้ของประทานของพระเจ้าในพันธกิจของพระองค์ รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ว่าให้แก้ด้วยความรัก ไม่ใช่แก้ด้วยวิธีอื่น เพราะความรักนั้นยิ่งใหญ่และมีคุณค่า

ความรักใน 3 มิติที่สำคัญ

1.ความรักระหว่างเรากับพระเจ้า สิ่งที่พระจ้าต้องการจากเราก็คือความรัก มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราอยากจะทำเพื่อถวายแก่พระเจ้า และถือว่าเป็นสิ่งที่พระองค์ปราถนาจากเรามากที่สุด หลายๆ คนมาที่โบสถ์ด้วยแรงจูงใจที่ต่างๆ กันไป ถ้าการมาโบสถ์นั้นมาเพราะว่าไม่ได้รักพระเจ้าแล้วเราจะไม่ได้ประโยชน์อะไรมากนัก อีกทั้งมีหลายๆ กิจกรรมในคริสตจักรที่เราได้รับใช้ ถ้าเราทำด้วยว่าเป็นหน้าที่ ด้วยความจำใจ ความสงสาร เราไม่ได้ทำด้วยความรักพระเจ้า รักในการปฏิบัติเพื่อพระองค์นั้น มันก็จะขาดสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่ออาณาจักรของพระเจ้าไป ในการถวายทรัพย์ก็เช่นเดียวกันพระเจ้าไม่ได้ขาดสิ่งใด และไม่เคยบังคับใครให้ถวายเช่นกัน ถ้าเราจะถวายแล้วเราจะถวายด้วยความรัก ไม่รู้สึกเสียดาย ไม่รู้สึกฝืนใจให้ เพราะถึงแม้เราไม่ได้ถวายงานของพระองค์ก็ยังจะดำเนินต่อไปได้ ให้ถวายด้วยรักในพระเจ้า รักในพระราชกิจของพระองค์

เราบอกว่าเรารักพระเจ้า แล้วเราไม่เคยมีเวลากับพระเจ้าเป็นส่วนตัว ไม่มีเวลาอ่านพระวจนะ ใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า นี่เป็นไปไม่ได้ ความรักไม่มีเวลา ให้เรารักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ สิ้นสุดกำลังความคิดของเรา ให้ความรักแสดงออกมาด้วยการมาโบสถ์ ด้วยการถวาย ด้วยการอ่านพระคัมภีร์ ด้วยการเข้าเฝ้าพระเจ้าเป็นส่วนตัว อธิษฐานต่อพระองค์ 

2.จงรักซึ่งกันและกัน ปัญหาสำคัญในคริสตจักรของพระเจ้าปัจจุบันคือการขาดความเข้าใจเกี่ยวกับความรักที่มีต่อกันและกัน คริสตจักรคือกายของพระเยซูคริสต์ เราทั้งหลายเป็นเหมือนอวัยวะต่างๆ ถ้าเรามีแต่อวัยวะที่แยกจากกันแล้ว กองอวัยวะเหล่านี้ไม่สามารถรวมกันให้เป็นกายได้ ไม่สามารถจะกระทำงานอะไรได้มากนัก เพราะขาดความรักระหว่างพี่น้องที่จะเหนี่ยวรั้งกันไว้ด้วยกัน ความรักจะนำไปสู่การให้อภัยซึ่งกันและกัน ความรักของพระเจ้าเป็นความรักที่ปราศจากเงื่อนไข ด้วยเหตุนี้คริสเตียนเมื่อได้รับความรักของพระเจ้าแล้ว เราก็จะมีความรักในลักษณะเดียวกันก็คือว่ารักอย่างปราศจากเงื่อนไข ในครอบครัวคริสเตียนสามีภรรยาจะอยู่ร่วมกันได้ก็ด้วยความรัก เราสามารถทำงานด้วยกันในกิจการงานต่างๆ ก็ได้ด้วยความรัก การบรรลุถึงความสำเร็จต่างๆ ก็บรรลุได้ด้วยความรัก เมื่อความรักของพระเจ้าซาบซ่านในจิตใจของเรา เราก็ประกอบไปด้วยความเมตตา เห็นอกเห็นใจ แบ่งเบาภาระ อธิษฐาน เยี่ยมเยียน หนุนใจ ให้กำลังใจแก่กันและกัน

ในคริสตจักรของพระเจ้าผู้นำก็ต้องเรียนรู้เข้าใจในหลักของความรัก ไม่ควรที่จะใช้กำลังของตัวเองฝืนกำลังของคนอื่น เรียนรู้ถึงความอ่อนแอ สติปัญญา ความด้อยกว่าของผู้อื่น เมื่อเราได้เรียนรู้ถึงความแตกต่างกัน ความอ่อนแอ เราก็จะมีความเห็นใจซึ่งกันและกัน

3.รักเพื่อนบ้านที่ไม่เป็นคริสเตียน ชาวยิวนั้นมักจะคิดว่าพระเจ้าเป็นของพวกเขาเท่านั้น ชีวิตของเขานั้นแยกจากคนต่างชาติ ไม่คบหากับคนต่างชาติ เมื่อพระเยซูเข้ามาในโลกนี้และไปสุงสิงกับคนเก็บภาษี หญิงโสเภณี เล่นกับเด็กๆ ก็ตกใจแปลกใจเนื่องจากแตกต่างจากแนวคิดของชาวยิวในขณะนั้น ความคิดเหล่านี้ก็ยังตกมาสู่คริสเตียนในทุกวันนี้ด้วย แต่พระเจ้าแห่งความรักนั้นรักทุกๆ คน ทุกๆ ศาสนาความเชื่อ พระเจ้ารักเขาทั้งหลายอย่างที่เขาเป็น และอยากให้คริสเตียนไปบอกแก่เขาเหล่านั้น แสดงให้เขาเห็นว่าพระเจ้าแห่งความรักนั้นเป็นอย่างไร เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะแสดงความรักแก่เพื่อนบ้าน หลายคนมีชื่อเสียงนอกบ้านแต่เป็นที่เกลียดชังของคนในบ้าน เป็นคริสเตียนดีในโบสถ์แต่เป็นที่เกลียดชังกับเพื่อนที่อยู่ล้อมรอบ พระเจ้าต้องการให้เราเป็นแสงสว่างแก่คนรอบข้าง และเราต้องสามารถสื่อแก่คนเหล่านั้นได้ว่าพระเจ้าที่แท้จริงนั้นคืออะไร มีลักษณะอย่างไร จากคำพูด จากการแสดงออก จากความคิดของเราทั้งหลาย เราควรจะมีบทบาทในสังคมให้มากกว่าในปัจจุบันนี้ เราต้องเข้าไปในสังคม สิ่งที่ไม่ดีต่างๆ ที่เราเห็น ถ้าคริสเตียนไม่เข้าไปช่วยแล้วใครจะเข้าไปช่วย? นี่สิ่งที่พระเจ้าปราถนาให้เราได้ประกาศแก่สังคมว่านี่แหละคือพระเจ้าแห่งความรัก