รักร่วมรับใช้ || Love Share and Serve

เมษายน 2019 : เดือนแห่งครอบครัวและผู้อาวุโส

เทศนา ภาคเช้า 2013-02-03

ศจ.ดร.ศึกษา เทพอาีรีย์ หัวข้อ : รักและห่วงใย
โยบ 2:1-13

โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์

ศิษยาภิบาลประจำคริสตจักรใหญ่แห่งหนึ่งที่กำลังเจริญเติบโตเร็วมาก ได้เผชิญกับเหตุการณ์เศร้าสลดครั้งสำคัญ คือผู้อำนวยการคณะนักร้องของคริสตจักรผูกคอตาย เธอมีอายุประมาณ 35 ปี เป็นภรรยามัคนายกคนหนึ่งของคริสตจักร เธอยังเป็นครูสอนรวีวารศึกษา ที่ทุกคนประทับใจ และคนต่างก็ให้ความนับถือว่าเธอมีความเป็นผู้ใหญ่ มีชีวิตที่อุทิศเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง สร้างความตกใจและประหลาดใจต่อพื่น้องในคริสตจักรเป็นอย่างมาก เราจะแสดงความรักและห่วงใยอย่างไร

เดือนแห่งความรักมีความหมายต่อคริสเตียน แม้ชาวโลกเข้าใจความหมายคำว่า “ความรัก” แตกต่างกันก็ตาม คริสเตียนเราเข้าใจและซาบซึ้งในคำว่า “ความรัก” มากกว่าศาสนาอื่นๆ เพราะว่าพระเจ้าของเราทรงเป็นความรัก มนุษย์ได้รับความรักจากพระเจ้า ซึ่งเป็นความรักที่เสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว เป็นความรักที่ไม่ขึ้นกับคำพูดเพียงอย่างเดียว แต่แสดงออกด้วยการกระทำ เป็นความรักที่แสดงออกด้วยความคิด อารมณ์ ความรู้สึก เป็นความรักที่แสดงออกด้วยความหวงแหน ห่วงใย ความรักเหล่านี้มาจากพระเจ้า ผู้เป็นเหตุแห่งความรัก พระเจ้าทรงรักเราด้วยบริสุทธิ์ใจ หมดใจ และจริงใจ เราไม่พบรักใดยิ่งใหญ่กว่ารักของพระองค์ เมื่อคริสเตียนเปิดใจต้อนรับพระเยซูเข้ามาในชีวิต เขากำลังเปิดช่องรับความรักของพระเจ้า และให้ความรักนั้นเติมเต็มชีวิตของเขา ในที่สุดความรักนั้นจะล้นไหลออกจากชีวิตไปสู่ผู้อื่นเหมือนน้ำที่ไหลเข้ามาเติมเต็มและล้นไหลไปถึงคนรอบข้าง

ด้วยเหตุนี้ ใครก็ตามที่ยังไม่ได้รับความรักเช่นนี้ จึงไม่อาจมีความรักนั้นและให้ความรักแบบของพระเจ้าออกไป เราจึงใช้ความรักของคนอื่น เลียนแบบจากเขา หรือความรักของตัวเองที่คิดได้ ให้ออกไป ที่ไม่ใช่การเสียสละ ไม่จริงใจ ไม่บริสุทธิ์ใจ จึงเป็นเหตุที่นำมาซึ่งความผิดหวัง เสียใจ และไม่อยากรักใครอีกต่อไป

ในพระธรรมโยบแสดงให้เห็นถึงความรักของเพื่อนโยบ เมื่อเขาได้ตกอยู่ในความทุกข์ยากลำบาก คนเรานั้น เมื่อตกอยู่ในความทุกข์ยากลำบากที่ตนรู้สึกหนัก และแทบจะทนไม่ได้ เขามักจะมีคำถามเสมอ และต้องการคำตอบจากคนที่เขาคาดหวังและไว้วางใจ และผู้นั้นก็คือพระเจ้าหรือพี่น้องคริสเตียนด้วยกัน โยบเองไม่ได้รู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนสวรรค์ ในเรื่องที่ซาตานได้รับอนุญาตจากพระเจ้าให้ทดสอบความจงรักภักดีและความเชื่อของโยบ เดิมทีโยบมีความสุข เพราะเขามีครอบครัวที่ดี มีทรัพย์สมบัติมหาศาล แต่เมื่อซาตานเอาสิ่งเหล่านั้นออกไป โยบต้องเผชิญกับความสูญเสียและความเจ็บปวด ซึ่งต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง จนในที่สุด เวลาแห่งการทดสอบก็ได้จบลง สิ่งที่โยบได้รับจากบททดสอบนี้ คือความอดทน และเขาได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า คนเรานั้นจะหมดความอดทนและเจ็บปวดทรมาน เพราะไม่ใช่ตัว “ทุกข์” เองเท่านั้น แต่เป็นเพราะเขาไม่รู้ว่า ทำไมตัวเองต้องทุกข์? โยบมั่นใจว่าเขาไม่ได้ทำอะไรที่ควรแก่การลงโทษ แม้เพื่อนของเขาซึ่งรักและห่วงใยเขา ได้เสนอความคิดและมุมมองของการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำดีได้รับรางวัลจากพระเจ้า ทำชั่วย่อมได้รับการลงโทษ ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อนของโยบอีกคนหนึ่งยังเสนอความคิดอีกทัศนะหนึ่ง คือการทนทุกข์ทรมานสามารถชำระชีวิตให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นได้ แต่พระเจ้าได้ให้คำตอบ ต่อปัญหาที่ว่า ทำไมเกิดความทุกข์ในทัศนะใหม่ว่า การรู้คำตอบว่าทำไมเราจึงต้องมีความทุกข์นั้น สู้การรู้จักพระเจ้าไม่ได้ ซึ่งหมายความว่า การรู้จักพระเจ้านั้นดีกว่ารู้คำตอบ และความเจ็บปวดหรือความทุกข์นั้น ไม่ใช่เป็นการลงโทษเสมอไป เพราะพระองค์ทรงห่วงใยเรา และความรักของพระองค์ก็ไม่ได้ไร้เหตุผล ขอให้เรามีความเชื่อ อดทน เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ความทุกข์เหล่านั้นก็จะผ่านไป เพราะเรารู้ว่า พระเจ้าจะทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง แม้ว่าโยบจะถูกทำลายเลือดเนื้อร่างกายของเขา แต่ก็ได้เท่าที่พระเจ้าอนุญาตเท่านั้น ต่อไปนี้เป็นประมวลสรุปต้นตอที่มาของความทุกข์จากพระวจนะพระเจ้า

  1. เป็นกิจกรรมของมารซาตาน โยบ 2:7 “ซาตานจึงออกไปจากเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้า และได้ให้โยบเป็นฝีร้าย ตั้งแต่ฝ่าเท้าของท่านจนถึงกระหม่อมที่ศีรษะ” ปัญหาของโยบเป็นผลมาจากการกระทำของซาตาน หญิงสาวในพระธรรมลูกาบทที่ 13 ที่พระเยซูทรงรักษาหญิงที่เป็นเชื้อสายของอับราฮัม ที่มีผีเข้าสิงทำให้เป็นโรคสิบแปดปีมาแล้ว หลังโกง ยืดตัวขึ้นไม่ได้เลย พระเยซูทรงยืนยันความจริงนี้ ทั้งโยบและหญิงเชื้อสายอับราฮัมนี้ได้รับผลจากซาตาน 
  2. มาจากผู้ที่ไม่นับถือพระเจ้า 2ทธ. 4:14 กล่าวว่า “อเล็กซานเดอร์ช่างทองแดงนั้นได้ทำร้ายข้าพเจ้าอย่างสาหัส องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงลงโทษเขาให้สมกับการกระทำของเขา” ผู้เชื่อต้องทนทุกข์ที่เกิดจากผู้ที่ไม่นับถือพระเจ้าเช่นเดียวกับที่อเล็กซานเดอร์ช่างทองแดงคนนี้ได้ทำร้าย อ.เปาโลอย่างสาหัส
  3. ระบบของโลกนี้ 2ปต.2:8 "เพราะเมื่อคนชอบธรรมอยู่ในหมู่คนชั่ว ความประพฤติของคนชั่วที่ท่านได้เห็นและได้ยิน ทำให้จิตใจที่ชอบธรรมของท่านรุ่มร้อนเป็นทุกข์ทุกวันคืนระบบของโลกสามารถสร้างปัญหาให้กับผู้ชอบธรรมได้ เป็นสิ่งที่ทำให้ทั้งจิตวิญญาณถูกรบกวน"
  4. ความทุกข์ของผู้เชื่อมาจากธรรมชาติบาปของมนุษย์ โรม 7:14-15 "เรารู้ว่าธรรมบัญญัตินั้นเป็นมาโดยฝ่ายพระวิญญาณ แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ถูกขายไว้ให้อยู่ใต้บาป ข้าพเจ้าไม่เข้าใจการกระทำของข้าพเจ้าเอง เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ทำสิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะทำ แต่กลับทำสิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดชังนั้น" มนุษย์ตกในความบาปทำให้เกิดปัญหาในชีวิต
  5. คริสเตียนฝ่ายเนื้อหนัง ฟป. 1:15-16 "ความจริงมีบางคนประกาศพระคริสต์ด้วยจิตใจริษยาและทุ่มเถียงกัน แต่ก็มีคนอื่นที่ประกาศด้วยใจหวังดี ฝ่ายหนึ่งประกาศพระคริสต์ด้วยใจรัก โดยรู้แล้วว่าทรงตั้งข้าพเจ้าไว้ให้กล่าวแก้เพื่อข่าวประเสริฐนั้น"  2ทธ. 4:10 "เพราะว่าเดมาสได้หลงรักโลกปัจจุบันนี้เสียแล้ว และได้ทิ้งข้าพเจ้าไปยังเมืองเธสะโลนิกา เครสเซนส์ได้ไปยังแคว้นกาลาเทีย ทิตัสได้ไปยังเมืองดาลมาเทีย"

ในโยบ บทที่ 2 นี้เราเห็นความรักของเพื่อนโยบ ที่เมื่อพวกเขาได้ข่าวเรื่องความทุกข์ร้อนที่เกิดกับโยบก็นัดกันเดินทางจากบ้านมาเพื่อร่วมทุกข์และให้กำลังใจโยบ พวกเขาแทบจำโยบไม่ได้ เมื่อเขาเห็นสภาพโยบที่เป็นฝีหนองมีแผลตกสะเก็ด ผอมแห้งแรงน้อย โอดครวญด้วยความเจ็บปวด รูปร่างหน้าตาน่าเกลียดและเสียโฉม พวกเขาร้องไห้เสียงดัง ฉีกเสื้อผ้าและโปรยฝุ่นใส่ศีรษะเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมทุกข์ และแสดงความรักและห่วงใย โดยการนั่งบนพื้นเป็นเพื่อนโยบ และไม่มีใครเอ่ยอะไรแม้แต่คำเดียว นับว่าเป็นการตอบสนองที่ถูกต้องและดีกว่าการพยายามพูด

เพื่อนของโยบทั้งสี่คนที่ชื่อว่าเอลีฟัส บิลดัด โสฟาร์ และเอลีฮู ได้เป็นแสดงถึงความรักและห่วงใยเพื่อนที่ตกอยู่ในความทุกข์ 5 ประการ

  1. ฟัง การตั้งใจรับฟังปัญหาและความเดือดร้อน เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการแสดงความรักและความห่วงใย หลายครั้งเราลืมและกระโจนไปแนะนำหรือตั้งคำถาม โดยที่เรายังไม่รู้ถึงปัญหารอบด้านของพี่น้องเรา เราควรมีหูที่พร้อมจะรับฟัง เป็นพี่น้องที่พร้อมจะรับรู้ด้วยความอดทน 
  2. เข้าใจ การแสดงความเข้าใจในตัวตน เป็นการเข้าถึงคนคนนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ การเห็นอกเห็นใจเพราะเข้าใจในตัวของเขาเป็นการแสดงความรักความห่วงใยอย่างแท้จริง สุภาษิตอินเดียกล่าวว่า “คุณจะไม่เข้าใจใครอย่างแท้จริงได้ จนกว่าคุณจะเดินไปไกลหนึ่งไมล์ โดยสวมรองเท้าของคนนั้น” ความเข้าใจเกิดจากการเอาใจเขามาใส่ใจเรา 
  3. ให้ความมั่นใจ เราต้องใช้คำพูดและชีวิตของเราแสดงให้เห็นว่าเรารัก ห่วงใยเขา ยอมรับเขาเสมอ เพื่อให้เขายอมรับและมั่นใจไม่ลังเลที่จะเล่าปัญหาของเขาให้ฟัง แท้จริงแล้วเราเองอาจจะมีปัญหาเหมือนกันกับเขา แต่เราได้ผ่านปัญหา เหล่านั้นมาแล้ว เราเคยอ่อนแอเหมือนกัน เคยท้อใจ เคยทำผิด ทำบาปเหมือนกัน เพราะเราทุกคนก็เป็นคนบาปทั้งสิ้น 
  4. สอน/ชี้แนะ การสอนและชิ้แนะแนวทางตามหลักการแห่งพระวจนะเป็นบทบาทสำคัญอีกประการหนึ่งของการแสดงความรักและห่วงใย เพราะการสอนด้วยคำสอนที่ถูกต้องสามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนได้ ยิ่งกว่านั้น แบบอย่างชีวิตของเราเป็นวิธีที่มีอิทธิพลมากที่สุด ซึ่งต้องสอดคล้องกับคำสอน 1 คร.11:1 "ท่านทั้งหลายก็จงปฏิบัติตามอย่างข้าพเจ้า เหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าปฏิบัติตามอย่างพระคริสต์"
  5. ชี้ทางไปสู่พระเจ้าและรู้จักพระเจ้า เพื่อนของโยบเบนความสนใจจากความทุกข์ยากลำบากและการท้อใจที่ไม่ได้รับคำตอบว่า “ทำไม?” โดยให้เขามุ่งตรงไปที่พระเจ้า และรับรู้ว่าพระเจ้าเป็นผู้ใด เขาเรียกร้องให้โยบเชื่อฟังและยอมรับในความยิ่งใหญ่ ฤทธิ์เดชและสัพพัญญู

ศิษยาภิบาลสูงอายุชาวสวิสคนหนึ่ง มีลูกชายคนหนึ่งชื่อ Paul Tournier เขาได้รับการเลี้ยงดูอย่างอบอุ่นภายในบ้านพักของเขาที่เจนีวา แต่แล้วเหตุการณ์เศร้าสลดก็เกิดขึ้นกับครอบครัวน้อยๆ นี้ พ่อของเขาเสียชีวิตหลังจากเขาเกิดมาได้เพียงสองสามสัปดาห์เท่านั้น และต่อไม่กี่ปี แม่ของเขาก็ต้องจากโลกนี้ไปเช่นกัน เด็กชายน้อยๆ กำพร้าพ่อแม่จึงย้ายไปอาศัยกับคุณลุงคุณป้าที่มีจิตใจเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่คุณลุงคุณป้าไม่รู้ว่าจะเลี้ยงดูเด็กชายน้อยๆ นี้ที่บังเอิญย้ายมาอยู่อย่างกะทันหันได้อย่างไร เพราะขณะนั้นคุณลุงก็ยุ่ง ต้องดูแลธุรกิจของเขา ส่วนคุณป้าก็มีโรค เจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจจนไม่มีกำลัง ไม่มีเวลาสนใจเรื่องอื่น ฉะนั้น Tournier จึงอยู่ในสภาพว้าเหว่ตลอดวัยเด็กของเขา แม้ว่าเมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ สำเร็จการศึกษาโรงเรียนแพทย์ แต่งงานมีครอบครัวแล้ว แต่เขายังรู้สึกว้าเหว่ เหนียมอายและรู้สึกลำบากใจเมื่ออยู่กับคนอื่นเหมือนเมื่อครั้งที่เป็นเด็ก

วันหนึ่ง Tournier รู้จักกับคริสเตียนบางคนที่ร้อนรนในการดำเนินชีวิตกับพระเยซูคริสต์ คริสเตียนกลุ่มนี้ใช้เวลาอธิษฐานด้วยกันอย่างสม่ำเสมอ ใช้เวลาศึกษาพระคัมภีร์ ไตร่ตรองพระวจนะทุกวัน ใช้เวลาพบปะเพื่อนเพื่อหนุนจิตชูใจซึ่งกันและกัน ชีวิตของคริสเตียนกลุ่มนี้มีอิทธิพลถึงขนาดเปลี่ยนวิถีการดำนินชีวิตทั้งหมดของนายแพทย์หนุ่มผู้นี้ จากที่เคยเป็น “คริสเตียนอุ่นๆ” กลายเป็น “สาวก” ที่มอบชีวิตแก่พระเยซู ดังนั้น Tournier จึงเอาใจใส่คนไข้ที่เขารักษาด้วยทัศนะใหม่ๆ ไม่นาน เขาเริ่มพบว่าพระเจ้าใช้ชีวิตของเขาให้มีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้อื่นมากมาย

Tournier ตัดสินใจใช้เวลาบันทึกประสบการณ์ชีวิตของเขาในสมุดส่วนตัว ต่อมาบันทึกเหล่านี้ก็กลายเป็นที่มาของหนังสือเล่มแรกของเขา เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี เขาพิมพ์หนังสือเพิ่มขึ้นกว่ายี่สิบเล่ม หนังสือแต่ละเล่มล้วนกล่าวถึงเรื่องความเข้าใจคน และการช่วยเหลือคน คนไข้ในเจนีวาของเขาหลายคน ตลอดทั้งผู้อ่านหนังสือของเขาทั่วโลกต่างประทับใจเขา เขามีจิตใจเต็มด้วยความเมตตากรุณาถ่อมใจ มีความเชื่อและมีจิตใจที่ห่วงใยเอาใจใส่ผู้อื่นอย่างแท้จริง