รักร่วมรับใช้ || Love Share and Serve

เมษายน 2019 : เดือนแห่งครอบครัวและผู้อาวุโส

เทศนา ภาคเช้า 2013-01-20

ศจ.ดร.ศึกษา เทพอาีรีย์ หัวข้อ : การทรงสถิตของพระเจ้า
ฮีบรู 10:16-24

โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์

ประวัติชีวิตโยเซฟ เกิดในครอบครัวใหญ่ มีพี่น้อง 12 คน มีแม่ถึง 4 คน ครอบครัวมีอาชีพเลี้ยงสัตว์ พึ่งพาธรรมชาติ มีการทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวระหว่างพี่ๆน้องๆ ถึงขั้นเอาเป็นเอาตาย อิจฉาริษยา ละโมบโลบมาก โกหก หลอกลวง อกตัญญู อายุ 17 ปี ต้องสูญเสียทุกอย่างในครอบครัว ออกไปเผชิญกับโลกภายนอกอันแสนโหดร้าย ชีวิตถูกขายเหมือนผักปลา เป็นทาสในแผ่นดินที่ไม่รู้จัก ต้องฝึกภาษาใหม่ สถานภาพของลูกชายเจ้าของกิจการกลายเป็นทาสรับใช้เจ้านายที่ต่ำต้อยที่สุดของสังคมอียิปต์ ต่อมาเขาก็ถูกใส่ร้ายจากเจ้านายหญิงที่ปรารถนามีเพศสัมพันธ์ด้วยจึงถูกจับโยนเข้าคุกอย่างไร้ความยุติธรรม ต่อมาก็ถูกคนที่เคยรับความช่วยเหลือที่สัญญาว่าจะช่วยทูลฟาโรห์ขอความยุติธรรมให้บ้าง แต่แล้วคนนั้นก็ลืมในที่สุดชีวิตของโยเซฟก็ได้รับการยกชูจากพระเจ้าให้ขึ้นไปถึงอุปราชของประเทศอียิปต์ เพราะโยเซฟมีพระเจ้าที่ทรงสถิตอยู่ด้วยกับเขาตลอดชีวิต ซึ่งนับว่าไม่ธรรมดา

ในปฐก. 39 มีบันทึกถึงการทรงสถิตของพระเจ้าในชีวิตของโยเซฟ 4 ครั้งด้วยกัน ในข้อที่ 2, 3, 21 และ 23 และตามด้วยผลของการทรงสถิตของพระเจ้า คือความเจริญรุ่งเรือง ความสำเร็จทุกประการหากพิจารณาพระวจนะตอนนี้อย่างละเอียด เราพบว่าการทรงสถิตของพระเจ้าทำให้เกิดกระบวนการการเจริญเติบโตในชีวิตของโยเซฟ และส่งผลทำให้การงาน หน้าที่ความรับผิดชอบอื่นๆ ต่อไป ในการเจริญเติบโตเนื่องจากการทรงสถิตของพระเจ้ากับใคร ชีวิตของเขาจะเจริญใน 3 ด้าน คือ

  1. ชีวิตที่บริสุทธิ์ ทองคำยิ่งบริสุทธิ์ก็ยิ่งมีค่าสูง เช่นเดียวกันชีวิตที่ยิ่งบริสุทธิ์ก็ยิ่งมีค่ามากในสายพระเนตรของพระเจ้า  ชีวิตที่บริสุทธิ์มีความหมายอย่างไรบ้าง
    1. ชีวิตที่ปราศจากบาป ในพระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกว่าโยเซฟได้ทำบาป แต่มนุษย์ทุกคนนั้นเป็นคนบาปและเสื่อมพระศิริจากพระเจ้า รวมทั้งตัวโยเซฟเองก็อาจจะมีบาปเล็กบาปน้อยต่างๆ ในชีวิตของเขาอยู่ แต่เขาก็ไม่ได้ผิดพลาดในบาปใหญ่ๆ อย่างเช่นบาปทางเพศ บาปในความละโมบอยากมีอยากได้ บาปในความเย่อหยิ่ง ซึ่งได้ทำลายชีวิตของผู้รับใช้ของพระเจ้ามาแล้วมากต่อมาก ชีวิตของเราทั้งหลายต้องตั้งใจที่จะมีชีวิตที่บริสุทธิ์ ให้หลุดจากบาปน้อยใหญ่ทั้งปวง เพราะในพระคัมภีร์บอกไว้ว่า มธ. 5:8 "บุคคลผู้ใดมีใจบริสุทธิ์ผู้นั้นเป็นสุขเพราะว่าเขาจะได้เห็นพระเจ้า" เมื่อเราเข้ามาในนิเวศของพระเจ้าแล้วเราต้องอธิษฐานสารภาพบาป รำลึกย้อนไปในชีวิตในวันที่ผ่านมาว่ามีการทำบาปอะไรบ้างหรือเปล่า เราละเว้นสิ่งที่พระเจ้าพอพระทัยให้เราทำหรือเปล่า ชีวิตที่ปราศจากบาปนั้นคือชีวิตที่บริสุทธิ์และจะได้รับพระพรจากพระเจ้า เขาจะได้เห็นพระเจ้า เขาได้ยินเสียงของพระเจ้า เขาได้สัมผัสถึงการทรงสถิตของพระเจ้า
    2. ชีวิตที่ผ่านการล่อลวง มารซาตานใช้ทุกวิถีทางที่จะให้เราถอยห่างจากทางของพระเจ้า มนุษย์คู่แรกผ่ายแพ้แก่การล่อลวงของมารซาตาน ทำให้เราทั้งหลายมีแนวโน้มที่จะทำบาป แต่เมื่อเรารับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว เราจะมีสัญชาติสวรรค์ แทนสัญชาติบาป เราจะมีความรู้สึกใหม่คือความรู้สึกผิด รับไม่ได้ ไม่สมควรทำ เมื่อเราได้ทำบาป ความรู้สึกเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อคริสเตียนได้บังเกิดใหม่ จะมีความรู้สึกบางอย่าง เสียงบางเสียงคอยบอกเราว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ นั่นคือการเตือนของพระผู้เป็นเจ้า เป็นการแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงสถิตในชีวิตของเรา
    3. ชีวิตที่มีหลักการบนความถูกต้องชอบธรรม ปฐก. 39:8 "แต่โยเซฟไม่ยอมจึงตอบแก่ภรรยาของนายว่า 'คิดดูเถิดเมื่อมีข้าพเจ้านายก็มิได้ห่วงสิ่งใดซึ่งอยู่ในบ้านเรือนได้มอบของทุกอย่างที่มีอยู่ไว้ในมือข้าพเจ้า" นี่คือสิ่งที่โยเซฟแสดงให้เห็นถึงการยืนอยู่บนหลักการความถูกต้อง ไม่ยอมทำผิดต่อนายของเขา ทำผิดต่อพระเจ้า ใช้ความคิดที่ดีเอาชนะความคิดที่ไม่ดี ความคิดที่ดีถูกต้องนำไปสู่การใช้ชีวิตที่ถูกต้อง นำไปสู่การปรับเปลี่ยนทัศนะคติที่ถูกต้อง โดยมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง โดยมีพระวจนะพระเจ้าเป็นพื้นฐานความคิด บนความถูกต้องและชอบธรรมนั้นมีความจำเป็นและสำคัญในการมีชีวิตที่บริสุทธิ์ พระคัมภีร์ได้บอกว่าใครที่เชื่อและไว้วางใจในพระเยซู คนๆ นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ชอบธรรม เมื่อเป็นคนชอบธรรมก็ต้องมีความคิดที่ชอบธรรมบนหลักการที่ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้ชีวิตของเรานั้นบริสุทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ วันแล้ววันเล่ามารซาตานก็จะล่อลวงเราในบาปใหญ่ๆ ทั้งสามประการนี้ แต่แม้มันจะเชิญชวนเราวันแล้ววันเล่า ความคิดของเราบนหลักการที่ถูกต้อง บนพระวจนะของพระเจ้า ภายใต้การทรงนำของพระวิญญาณ เราก็จะสามารถมีชีวิตที่บริสุทธิ์ผ่านการทดลองนั้นมาได้ ตัวอย่าง แท๊กซี่ที่ขับมาส่งได้เล่าให้ฟังถึงสภาพสังคมที่วิปริต คือการที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายชวนไปร่วมหลับนอนเพราะไม่มีเงินค่าแท๊กซี่ แต่เขาปฏิเสธด้วยความสุภาพว่า มีครอบครัว มีภรรยาแล้ว และยังสอนไปด้วยว่า ไม่น่าทำอย่างนี้เพราะมันไม่ดี กลับถูกว่า หาว่าดูถูกเธอ แต่ที่จริง คนขับแท็กซี่กำลังให้เกียรติเธอต่างหาก
  2. ชีวิตที่ผ่านความทุกข์ 
    1. ต้องใช้ความอดทน นักศาสนศาตร์หลายคนกล่าวว่าความทุกข์นั้นเป็นดัชนีความเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณอย่างหนึ่ง เพราะความทุกข์นั้นทำให้เราอดทนเพื่อจะผ่านความทุกข์นั้นไปได้ บ้างก็เปรียบชีวิตคริสเตียนนั้นก็มีทั้งเป็นค้อนและตะปู คือทั้งกระทำและถูกกระทำ แต่ถ้าทั้งค้อนและตะปูถ้าอยู่ในมือของช่างไม้หรือในมือของพระเจ้าแล้วทั้งสองอย่างก็จะเป็นเครื่องมือของพระองค์ในการเสริมสร้างอาณาจักรของพระองค์ การอดทนต่อความทุกข์ การอดทนต่อความเข้าใจผิด อดทนต่อความเจ็บปวดไม่สมหวังในชีวิต เปรียบเสมือนลมที่จะพัดเรือใบชีวิตให้ไปตามทางที่ต้องการ ดั่งลมใต้ปีกอินทรีย์ที่ทำให้อินทรีย์บินสูงขึ้น นานขึ้น การมีทัศนคติที่ดีต่อความยากลำบากก็จะทำให้เราผ่านความทุกข์ยากลำบากต่างๆ เหล่านี้ไปได้
    2. ต้องรอคอยเวลา พระเจ้าประทานความฝันให้แก่โยเซฟตอนอายุ 17 ปี กว่าจะเห็นว่าเกิดขึ้นก็อีกนับสิบปี โยเซฟเห็นในนิมิตว่าพวกพี่น้องมากราบไหว้เขาก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เขารอคอยเวลาของพระผู้เป็นเจ้าอีกหลายสิบปี สิ่งที่พระเจ้าได้บอกแก่เรานั้น ไม่ว่าจะผ่านทางใดก็ตามก็จะมีวาระของมัน บางทีก็อาจจะกินเวลาหลายสิบปี แต่ว่าจะมาถึงเราอย่างแน่นอน เราต้องมีความอดทนรอคอยเวลา
    3. ต้องมีความหวัง หมอชาวยิวในออสเตรียคนหนึ่งในสมัยสมครามโลก ตอนที่เขาถูกจับในค่ายกักกันของนาซี สังเกตเห็นว่าเชลยชาวยิวหลายๆ คนถ้ามีอาการไม่ยอมลุกขึ้นจากเตียง แล้วมักจะฆ่าตัวตายในเวลาต่อมา แต่เมื่อมีข่าวการผ่ายแพ้ของนาซีมาถึงพวกเขาเหล่านั้นกลับมีความกระฉับกระเฉง คนที่ไม่ค่อยอยากลุกจากเตียงก็น้อยลงๆ จนหมด บอกถึงความหวังในชีวิตของเขาเหล่านั้น เมื่อมีความหวังในชีวิตก็จะทำให้เราสามารถผ่านพันความทุกข์ วิกฤติในชีวิตไปได้
    • Victor & MilredGoertzel ได้ทำการศึกษาเบื้องหลังชีวิตของผู้ที่มีชื่อเสียงประกอบคุณงามความดีแก่ประเทศชาติและมนุษยชาติทั่วโลก มากกว่า 300 คน อาทิเช่น เชอร์ชิล ไอน์ไสตน์ ฟลอยด์ รุสเวลส์ เบโธเฟน ผู้ทำการสำรวจพบว่า 3 ใน 4 ของ 300 คน มาจากครอบครัวที่ยากจน ครอบครัวแตกแยก ถูกพ่อแม่ปฏิเสธ เติบโตท่ามกลางความขัดแย้ง และถูกควบคุมบีบบังคับจากพ่อแม่สูงมาก ยังพบอีกว่า 1 ใน 4 ของคนเหล่านี้ มักจะมีความพิการทางร่างกายร่วมด้วย เช่น หูหนวก ตาบอด หรือมีมือเท้าพิการ และเกือบทั้งหมดของยอดนักเขียนนวนิยายหรือบทละคอนชีวิตแบบดราม่า มักจะมาจากครอบครัวที่มีความตึงเครียดทางจิตใจสูงแบบดราม่าด้วย
  3. ชีวิตแห่งการรับใช้ผู้อื่น 
    1. ผู้นำแบบผู้รับใช้ (Servant Leadership) พระเยซูเป็นตัวอย่างของผู้นำแบบผู้รับใช้ พระองค์บอกว่าพระองค์มาเพื่อมารับใช้มิใช่มาเพื่อรับการรับใช้ พระเจ้าต้องการผู้ที่ถ่อมใจในการปรนนิบัติรับใช้ผู้อื่น
      • โยเซฟเป็นคนลำดับที่สองหรือหมายเลขสองเสมอ (Second-Man) หลายคนบอกว่าการเป็น second-man นั้นไม่ใช่ความสำเร็จของเรา แต่ความจริงคือพระเจ้าวางเราไว้ที่ไหน ที่นั่นเป็นที่ๆ ดีที่สุดสำหรับเรา 
      • โยเซฟถ่อมใช้ยอมรับสถานภาพด้วยความเต็มใจ ซึ่งแสดงออกด้วยการทำสิ่งที่ดีที่สุด เป็นตัวบ่งชี้ถึงการสถิตอยู่ของพระเจ้า
    2. ผู้รับใช้ที่มีคุณธรรม (Integrity)
      • แสดงออกด้วยความซื่อสัตย์ต่อเจ้านายและสิ่งที่เป็นของเจ้านาย
      • ไม่เห็นแก่ตัว แต่เห็นแก่ความอยู่รอดและประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์
    3. ผู้รับใช้ที่ห่วงใย (Caring)
      • ห่วงใยครอบครัวของตนเอง แสดงออกด้วยการยกโทษ ไม่ผูกใจเจ็บ ไม่แก้แค้น
      • สละความสุขส่วนตัว ยอมรับภารกิจที่ยิ่งใหญ่เพื่อส่วนรวม ทุ่มเทความคิดในการทำหน้าที่

การสัมผัสถึงการทรงสถิตของพระเจ้า ต้องเกิดจากการตระหนักรู้ การถวายชีวิต มอบตัวไว้กับพระองค์อย่างสิ้นเชิง การมีความสัมพันธ์สนิท การใช้เวลาส่วนตัวกับพระเจ้าด้วยพระวจนะ และการดำเนินภายใต้การทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์