ส่งต่อความรัก || Pass The Love Forward

กันยายน 2020 : เดือนแห่งการศึกษาพระวจนะ

เทศนา ภาคเช้า 2012-11-18

Rev.Dr.Suksa Theparee หัวข้อ : บูชาขอบพระคุณ
1 โครินธ์ 11:23-31

โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์

ชื่อ "โรมัน คาทอลิก" (Roman Catholic) มาจากประเพณีที่ถือเอากรุงโรมเป็นศูนย์กลางของคริสต์ศาสนา เป็นสำนัก ของสันตะปาปา (Pope) ซึ่งเป็นสังฆราชของกรุงโรม และเป็นหัวหน้าของบรรดาสังฆราชทั่วโลก จึงเป็นหัวหน้าของคริสต ศาสนิกชน (โรมันคาทอลิก) ทั่วโลก คำว่า "คาทอลิก" แปลว่า "สากล" (Universal) หมายถึง ศาสนาที่เป็นของสากลโลกสำหรับชน ทุกชาติ ทุกภาษา และทุกชั้น ในสังคม คริสต์ศาสนนิกชนนิกายโรมันคาทอลิก ไม่ถือว่าตนเองเป็นนิกายหนึ่งของคริสต์ศาสนา แต่ถือเป็นคริสตศาสนาที่เที่ยงแท้และสากลสืบเนื่องมาจากอัครสาวก เมื่อไม่ถือว่าเป็น "นิกาย" หนึ่ง แต่ถือว่าเป็นศาสนจักรของพระเยซู ที่เที่ยงแท้ จึงถือว่าคริสต์ศาสนิกชนที่ไม่ใช่โรมันคาทอลิก คือผู้ที่ได้แยกตัวออกไปเพราะความเข้าใจต่างกัน

โรมันคาทอลิกวางระเบียบการบริหารการปกครองของศาสนจักรและวินัยสงฆ์ ที่เข้มงวด ในการบริหารมีผู้นำ ในตำแหน่งสูงสุด คือ สันตะปาปา (Pope) แห่งโรม รองลงมาคือ คาร์ดินัล (Cardinals) ซึ่งเป็นผู้ช่วยสันตะปาปาคัดเลือกมา จากประเทศต่างๆ เพื่อมาทำหน้าที่บริหารโดยตรงที่นครวาติกัน (Vatican) สำหรับการปกครองในแต่ละประเทศแบ่งออกเป็น อัครสังฆมณฑลซึ่งมีอัครสังฆราช (Archbishop) ปกครอง และสังฆมณฑลซึ่งมีสังฆราช (Bishop) เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ สังฆมณฑลแบ่งเป็นวัดมีเจ้าอาวาสปกครอง บาทหลวงทุกรูปต้องอยู่ใต้สถาบัน การปกครองของศาสนจักรนี้ ในประเทศไทยผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เรียกตนเองว่า คริสตัง ส่วนนิกายโปรเตสแตนท์ เรียกตนเองว่า คริสเตียน 

ความแตกต่างเรื่องหลักความเชื่อของนิกายโรมันคาทอลิก

นิกายโรมันคาทอลิกยึดถือหลักความเชื่อดั้งเดิม 2 ประการเหมือนโปรเตสแตนท์ ดังนี้ 

  1. มีพระเจ้าตรีเอกานุภาพองค์เดียว
  2. พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าแท้ และเป็นมนุษย์แท้ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด และองค์พระผู้เป็นเจ้า

หลักคำสอนที่แตกต่างกันมีอย่างน้อย 5 ประการ ดังนี้

  1. ยกย่องนางมารีย์ เป็นพระมารดาของพระเจ้า เรียกโดยทั่วไปว่าแม่พระ ทรงเป็นคนกลางระหว่างพระเจ้ากับคริสต์ศาสนิกชน ชาวคาทอลิกเชื่อว่าการสวดขอพรต่อแม่พระ ให้พระนางช่วยเสนอขอพระพรจากพระเป็นเจ้าจะได้รับผล
  2. ยกย่องโยเซฟ เป็นนักบุญ และยกย่องนับถือสหพันธ์นักบุญ (Communion of Saints) บุคคลที่จะได้รับการยกย่องว่าเป็นนักบุญจะต้องเป็นผู้ที่คณะสงฆ์ที่โรมประกาศว่าเป็นเซนต์ เมื่อเราสวดภาวนาขอต่อนักบุญ ก็เท่ากับเราไปขอให้ท่านช่วยเสนอต่อพระเป็นเจ้าอีกทีหนึ่งให้ประทานพระคุณแก่เราแทนที่เราจะสวดขอต่อพระเป็นเจ้าโดยตรง
  3. เชื่อในเรื่องแดนชำระ (Purgatory) คาทอลิกเชื่อว่าเมื่อตาย วิญญาณจะถูกพิพากษาเป็นรายบุคคลไป ผู้ที่ทำบาปหนักวิญญาณก็ไปนรก ผู้ที่บริสุทธิ์หรือได้ใช้บาปหมดแล้วก็ไปสวรรค์ ส่วนวิญญาณของผู้ที่ไม่มีบาปหนักจะไปสู่สถานที่สำหรับชำระวิญญาณ เรียกว่า "แดนชำระ" ก่อน เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะชดใช้โทษบาปหมดแล้ว จึงให้เข้าสวรรค์ได้
  4. พระสันตะปาปาเป็นผู้ไม่ผิดพลาด ทรงดำรงตำแหน่งประมุข เป็นทายาทผู้รับมรดกสืบต่อจากเซนต์ปีเตอร์ เพื่อปกครองคริสตชนในโลกแทนองค์พระเยซู พระเยซูประทานอำนาจนี้ไว้แก่เปโตร อำนาจนี้สืบทอดกันมาทางสายพระสังฆราชแห่งโรม พระองค์ไม่รู้จักผิดพลาด (infalliable) ในด้านคำสั่งสอนและการตีความพระวจนะ
  5. พิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ 7 ศีล (Sacraments) ซึ่งนิกายโรมันคาทอลิกปฏิบัติอยู่ คือ 1. ศีลล้างบาป 2. ศีลกำลัง 3. ศีลมหาสนิท 4. ศีลแก้บาป 5. ศีลเจิมคนไข้ 6. ศีลบรรพชา 7. ศีลสมรส ในคริสตจักรนิกายโปรเตสแตนท์ มีพิธีศีล 2 อย่างเท่านั้น คือ 1. ศีลบัพติศมา หรือพิธีรับพันธสัญญา 2. ศีลมหาสนิท หรือพิธีรำลึกพันธสัญญา 
  • พิธีศีลล้างบาป (Baptism) ศีลล้างบาป เป็นศีลที่สำคัญที่สุด คนหนึ่งคนใดจะเข้าอยู่ในศาสนจักรได้ก็โดยอาศัยศีลล้างบาป เมือรับศีลล้างบาปแล้วจึงจะมีสิทธิ์รับศีลอื่นๆ ต่อไปได้และเป็นสมาชิกสมบูรณ์ ศีลล้างบาปรับเพียงหนเดียว ไม่ต้องมีการรับซ้ำ
  • พิธีศีลกำลัง (Confirmation) พิธีศีลกำลังเป็นการยืนยัน (Confirm) ว่าตนนับถือคริสต์ศาสนาจริงๆ เมื่อได้รับศีลล้างบาปแล้ว จะรับศีลกำลังเมื่อไรก็ได้ มักจะรับกันเมื่อมีอายุตั้งแต่ 7 ขวบ ขึ้นไป ผู้ที่จะโปรดศีลกำลังได้ต้องเป็นสังฆราช (Bishop)
  • พิธีศีลมหาสนิท (Communion) คาทอลิกถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดของพิธีมิสซา บาทหลวงจะทำพิธีเสกขนมปังและเหล้าองุ่นให้เปลี่ยนเป็นพระกายและพระโลหิตของพระเยซู แล้วบาทหลวงแจกขนมปังให้แก่ผู้เข้าร่วมพิธีรับประทาน เฉพาะบาทหลวงผู้ประกอบพิธีจะดื่มเหล้าองุ่นที่เสกเป็นพระโลหิตของพระเยซูด้วย ทุกคนต้องรับศีลมหาสนิทอย่างน้อยปีละครั้ง
  • พิธีศีลแก้บาป (Penance) ในวัดคาทอลิกมีที่พิเศษไว้ให้ชาวคาทอลิกไปแก้บาป เรียกว่า ที่บาป ที่บาปจะถูกแยกโดยมีผนังกั้น แต่พูดกันได้ ผู้แก้บาปต้องคุกเข่าลงและ สารภาพบาปกับบาทหลวง การสารภาพบาป (Confession) เป็นเพียงส่วนหนึ่งของศีลแก้บาป (Penance) ผู้แก้บาปแล้วต้องทำความดีเพื่อชดใช้โทษบาปจนหมดสิ้นกรรม มิฉะนั้นจะไม่ได้ขึ้นสวรรค์
  • พิธีเจิมคนไข้ (Extreme Unction) หมายถึง ศีลศักดิ์สิทธิ์ซึ่งนำการบรรเทาฝ่ายวิญญาณและร่างกายของผู้ป่วย พิธีนี้กระทำแก่คนไข้เจ็บป่วยเป็นการลดโทษบาป ทั้งช่วยให้มีสติกำลังสามารถต่อสู้มารร้ายได้จนถึงที่สุด และศีลนี้จะรักษาโรคทางกายให้บรรเทาเบาบางลง หรือให้หายโรคภัย ในพิธีนี้บาทหลวงจะโปรดศีลโดยใช้น้ำมันสิ่งศักดิ์สิทธิ์เจิมทาที่ตา หู จมูก ปาก มือ และเท้าของคนไข้
  • พิธีบรรพชา (Holy Order Ordination) พิธีบรรพชาเรียกหลายอย่างคือ ศีลบรรพชา ศีลบวช หรือศีลอนุกรม เป็น พิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งบวชเสกบุคคลให้เป็น บาทหลวง และมอบอำนาจปกครอง อำนาจสั่งสอน และอำนาจโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ ในนามของพระเยซูคริสต์ ผู้มีอำนาจโปรดศีลอนุกรม คือพระสังฆราช ซึ่งได้รับแต่งตั้งโดยตรงจากสมเด็จพระสันตะปาปา ให้ปกครองท้องถิ่นที่หนึ่งเรียกว่า สังฆมณฑล
  • ศีลสมรส (Matrimony) ศีลสมรสหรือศีลแต่งงาน พิธีแต่งงานของคริสตังต้องกระทำต่อหน้าบาทหลวง หลักใหญ่ของการแต่งงาน การตกลงยินยอมทั้งสองฝ่าย โดยแต่ละฝ่ายต้องพร้อมใจและแสดงความจำนง อย่าง เปิดเผย และด้วยเสรี บาทหลวงจะอวยพรขอให้ ชีวิตผาสุกยืนนาน และความเจริญรุ่งเรืองแก่คู่แต่งงาน มักจะกระทำกันพร้อมกับพิธีมิสซา (รับศีลมหาสนิท)

พิธีมหาสนิท (Holy Communion) หรือ พิธีมิสซา - บูชาขอบพระคุณ (Eucharistic Celebration) ความหมายของพิธีนี้ คือการขอบพระคุณอย่างแท้จริง เพราะพระบิดาเจ้าที่ได้ส่งพระบุตรมาในโลกนี้เพื่อเรา นำการคืนดีกลับสู่มนุษย์ อาศัยพระกายและพระโลหิตที่ยอมสละและพลีเพื่อเรา เพื่อบังเกิดความสนิทสนม เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจ้า เป็นการเฉลิมฉลอง ขอบพระคุณพระเจ้าที่ได้ทรงประทานพระบุตรลงมาไถ่บาปแทนมนุษย์ทุกคน การไตร่ตรอง 3 ขั้นตอนที่สำคัญก่อนร่วมพิธีมหาสนิท

I. การไตร่ตรอง

  A. การเสียสละของพระคริสต์

    1. ความเป็นจริงของการเสียสละของพระองค์ ไม่มีทางเป็นไปได้ที่คุณจะร่วมในพิธีมหาสนิทแล้วยังละเลยการเสียสละของพระคริสต์ได้ คิดถึงสิ่งทั้งปวงที่พระคริสต์ทรงเสียสละเพื่อเสด็จเข้ามาในโลก

 • ฤทธิ์อำนาจในฟ้าสวรรค์ • ตำแหน่งในฟ้าสวรรค์ • การสถิตอยู่ส่วนพระองค์ในฟ้าสวรรค์

คิดถึงสาเหตุในพระคริสต์ต้องทนทุกข์ทรมาน

 • การถูกปฏิเสธจากสาวก • การถูกทอดทิ้งจากพระบิดาเจ้า • การตายอย่างป่าเถื่อน

    2. เหตุผลของการเสียสละ (ทำไมพระคริสต์ทรงกระทำสิ่งทั้งหลายนี้) โรม 5:8 “แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลายคือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” พระคริสต์ทรงทนทุกข์และวายพระชนม์เพื่อเราจะสามารถมีชีวิตและความสัมพันธ์กับพระบิดา

  B . ชีวิตส่วนตัว

    1. พระคริสต์ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราอย่างไร

      ก) คิดเกียวกับการที่พระคริสต์ได้ทรงเปลี่ยนชีวิตของเรา คิดถึงความสัมพันธ์กับพระเจ้าว่าเป็นอย่างไร

      ข) คิดว่าชีวิตของเราจะเป็นอย่างไรถ้าปราศจากพระเยซู

    2. พระคริสต์จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราเพิ่มอีกอย่างไร

      ก) ความสัมพันธ์กับพระคริสต์เป็นอย่างไร บางคนยอมให้ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเขาผิดพลาด บางคนยังไม่ได้เริ่มต้น

      ข) เราทั้งหลายมีหลายพื้นที่ของชีวิต ของเราที่จำเป็นต้องรับการปรับแต่งจากพระคริสต์ คิดเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว และเลือก 1 หรือ 2 พื้นที่ในชีวิตที่เราต้องการฤทธิ์อำนาจในการเปลี่ยนแปลงจากพระองค์

II. การทิ้งสิ่งที่ถ่วง

  A. ความจำเป็นในการทิ้ง

    1. สิ่งที่ผูกมัดและถ่วงฝ่ายวิญญาณ

      ก) ทุกคนมีบางเรื่องหรือบางพื้นที่ในชีวิตของพวกเขาซึ่งผูกมัดและถ่วงชีวิตพวกเขาอยู่ เช่น ความเจ็บปวดในอดีต ความรู้สึกผิด นิสัยบาป ความผิดหวัง

      ข) เครื่องกีดขวางการเจริญเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ เช่น ขาดความต้องการ (ไม่มีความคาดหวัง) ขาดความปรารถนา (ไม่รู้เหตุผลที่จะเติบโต) ขาดวินัย (ไม่จัดเวลาที่จะเติบโต) ขาดการตัดสินใจ (ไม่สามารถที่จะเติบโต)

  B. พระคริสต์ทรงปลดปล่อยแล้ว

    1. พระคริสต์ทรงจ่ายค่าแล้ว ยอห์น 8:36 เหตุฉะนั้นถ้าพระบุตรทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท ท่านก็เป็นไทจริงๆ การวายพระชนม์ และการคืนพระชนม์ของพระเยซู ทำให้คุณเป็นอิสระจากทุกสิ่งที่ผูกมัด เราได้รับการอภัยโทษจากสิ่งต่างๆในอดีตและปัจจุบันเป็นเวลาที่คุณจะดำเนินในความเป็นอิสรภาพ

    2. พระคริสต์ทรงให้ชีวิตที่ครบบริบูรณ์ ยอห์น 10:10 ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์ พระคริสต์ไม่ได้วายพระชนม์ให้เรา เพื่อจะมีชีวิตอยู่ต่ำกว่าระดับแห่งพระพร พระองค์ทรงมีให้เรามากมายในชีวิต แต่เราเห็นคุณค่าพระพรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทรงต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตของคุณ

III. การฟื้นฟู

  A. การตอบสนองต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า 2 เปโตร 1:3-4 ด้วยเห็นแล้วว่า ฤทธิ์เดชของพระองค์ได้ให้สิ่งสารพัดแก่เรา ที่จะให้มีชีวิตและมีธรรมได้รู้จักพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกเราด้วยพระสิริและความล้ำเลิศของพระองค์ พระองค์จึงได้ทนประทานพระสัญญาอันประเสริฐและใหญ่ยิ่งแก่เราเพื่อว่าด้วยเหตุเหล่านี้ ท่านทั้งหลายจะพ้นจากความเสื่อมโทรมที่มีอยู่ในโลกนี้เพราะตัณหาและจะได้รับส่วนในสภาพของพระองค์ พระคริสต์ทรงเรียกเราให้มีชีวิตแห่งความชอบธรรม เราจำเป็นต้องรับรู้การทรงเรียกแห่งความชอบธรรม ต้องตอบรับการทรงเรียกแห่งความชอบธรรม ต้องตอบสนองต่อการทรงเรียก การเลือกเป็นของเรา เป็นการตัดสินใจส่วนตัว

    ก) ผลของการบ่ายเบี่ยง การบ่ายเบี่ยงส่งผลต่อการแยกจากของความสัมพันธ์กับพระเจ้า ความเจ็บปวดและความทุกข์ยาก ซึ่งติดตามด้วยพฤติกรรมที่เต็มไปด้วยความบาป ความว่างเปล่าที่หลอกหลอนชีวิตของเรา

    ข) รางวัลของการเชื่อฟัง

  • นิรันดร์กาลในสวรรค์ สิทธิพิเศษที่ได้ถูกเรียกว่าเป็นบุตรของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
  • พระพรฝ่ายจิตวิญญาณ ของสามัคคีธรรมกับพระเจ้า
  • ฤทธิ์อำนาจ การสถิตอยู่ด้วย และการจัดสรรของพระคริสต์ในชีวิตของเราทุกๆวัน

การไตร่ตรองขั้นสุดท้าย คำถาม 3 ข้อ

  • คุณ ใคร่ครวญอย่างดีและเพียงพอแล้วหรือไม่ เกี่ยวกับความตายของพระคริสต์และของประทานแห่งพระคุณ
  • คุณมีประสบการณ์การทิ้งสิ่งถ่วงฝ่ายจิตวิญญาณ และอิสรภาพในพระคริสต์ที่คุณต้องการแล้วหรือไม่
  • คุณมีความต้องการ การฟื้นฟูฝ่ายจิตวิญญาณในเช้าวันนี้หรือไม่

สรุป : ความพร้อมในการเข้ามาร่วมโต๊ะมหาสนิท

  • สำรวมจิตใจ
  • สารภาพบาป
  • อุทิศถวายชีวิตของเรา