ส่งต่อความรัก || Pass The Love Forward

กันยายน 2020 : เดือนแห่งการศึกษาพระวจนะ

เทศนา ภาคเช้า 2012-11-11

Prayoon Limahutaseranee หัวข้อ : ขอบพระคุณ
1 เธสะโลนิกา 5:18

โดย อ.ประยูร ลิมะหุตะเสรณี

"จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย" จากพระธรรม 1 เธสะโลนิกา 5:18 จะขอแบ่งพระธรรมตอนนี้ออกเป็นสี่ส่วนด้วยกัน เพื่อเราจะได้มาพิจารณาเป็นบทเรียนร่วมกันในวันนี้

  1. จงขอบพระคุณ การขอบพระคุณพระเจ้านั้นเราต้องแสดงออก
  2. จงขอบพระคุณในทุกกรณี นั่นคือการขอบพระคุณพระเจ้านั้นจะครอบคลุมทุกๆ สถานการณ์ ซึ่งก็จะมีทั้งสถานการณืที่เป็นบวกและเป็นลบ
  3. เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า นั่นก็คือว่าการขอบพระคุณพระเจ้านั้น เป็นการคาดหวังจากพระเจ้า นี่เป็นน้ำพระทัยของพระองค์
  4. ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย นั่นก็หมายความว่าการขอบพระคุณพระเจ้านั้นเป็นผลดีต่อชีวีตของเรา

    1. การขอบพระคุณพระเจ้าในใจนั้นไม่เพียงพอ  ในทางปฏิบัติเมื่อเราอยากขอบคุณพระเจ้า รู้สึกดีต่อพระเจ้า ขอบคุณพ่อแม่ ก็รู้สึกดีต่อคุณพ่อคุณแม่ เมื่อเราอยากจะขอบคุณผู้ใดก็ตาม แปลว่าเรารู้สึกดีต่อคนๆ นั้น เราต้องแสดงการขอบพระคุณต่อพระเจ้าเพราะเรารู้สึกดีต่อพระองค์ และเราต้องแสดงออกต่อคนรอบข้างด้วยว่าสิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เรามีอยู่ และสิ่งที่เราได้รับมา อย่าให้เราขอบพระคุณพระเจ้าแต่เพียงเมื่อพระองค์ตอบคำอธิษฐานเท่านั้น เราต้องขอบคุณพระองค์ในทุกกรณี ในพระธรรมเอเฟซัส 5:20 "จงขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาสำหรับสิ่งสารพัดเสมอ ในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา" พระคัมภีร์บอกเราอย่างชัดเจนว่าเราทั้งหลายที่เป็นคนของพระเจ้าต้องแสดงความรู้สึกของเราต่อพระคุณพระเจ้าต่อคนรอบข้าง เราอาจจะยั้งคำขอบพระคุณพระเจ้าไว้ถ้าคนรอบข้างไม่ได้เป็นคริสเตียน แต่ขอให้คนทั้งหลายได้รับรู้ถึงความรู้สึกในการขอบพระคุณพระเจ้าของเรา ไม่จำเป็นว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นคริสเตียนหรือไม่

จากคำอธิษฐานตามแบบพระเยซู "ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ" เห็นได้ว่าพระเยซูทรงคาดหวังในสิ่งหนึ่งคือการที่พระนามของพระเจ้าได้เป็นที่เคารพสักการะจากมนุษย์ทั้งปวง ถ้าเราเป็นหนึ่งในสังคมที่ไม่เป็นคริสเตียนแล้ว เราแสดงออกถึงการขอบพระคุณด้วยใจที่แสดงความเคารพสักการะ กับสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราเป็น จะเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลมากพอ ที่บุคคลรอบข้างจะเลื่อมใส ศรัทธา และแสดงความเคารพสักการะแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราร่วมกับเราด้วย

สดด 100:4 "จงเข้าประตูของพระองค์ด้วยการโมทนา และเข้าบริเวณพระนิเวศของพระองค์ด้วยการสรรเสริญ จงถวายโมทนาขอบพระคุณพระองค์ จงถวายสาธุการแด่พระนามของพระองค์" คำว่าโมทนาในที่นี้ก็หมายถึงการขอบพระคุณด้วย ถ้าเรารู้ว่าการขอบพระคุณพระเจ้าเป็นน้ำพระทัยของพระองค์เราจะต้องแสดงออกให้มากกว่าที่เป็นอยู่นี้ ขนาดของความขอบพระคุณก็หมายถึงขนาดของความเชื่อด้วยเช่นกัน การแสดงการขอบพระคุณพระเจ้านั้นเป็นโอกาสที่เราจะได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างยิ่ง การขอบพระคุณพระเจ้าก็เป็นการประกาศพระกิตติคุณของพระองค์ด้วย

    2. โดยธรรมชาติแล้วเรามักจะขอบพระคุณพระเจ้า ในกรณีที่เราได้รับความพึงพอใจ แต่ในกรณีที่ผิดหวัง เสียใจนั้นเรากลับรู้สึกยากที่จะขอบพระคุณพระองค์ เพราะมันขัดกับตรรกะทางอารมณ์ของเรา มีครั้งหนึ่งที่เพื่อนผู้รับใช้พระเจ้าด้วยกันได้แบ่งปันว่าทำไมถึงขอบพระคุณพระเจ้าในเมื่อลูกของเขานั้นเป็นดาวน์ซินโดรม เขาก็ตอบว่าเขาขอบพระคุณพระเจ้าเพราะพระองค์ไว้วางใจให้เขาได้เลี้ยงดูเด็กคนนี้ นี่เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่คิดไม่ถึง เพราะเมื่อพระองค์ไว้ใจเรามีหรือที่เราจะไม่ขอบพระคุณพระเจ้า

ใน ฟป. 1:12 "ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านทราบว่า การทั้งปวงที่อุบัติขึ้นกับข้าพเจ้านั้น ได้กลับเป็นเหตุให้ข่าวประเสริฐแผ่แพร่กว้างออกไป" บอกเล่าถึงการถูกจับกุมของ อ.เปาโล นำไปสู่การประกาศข่าวประเสริฐ และการขอบพระคุณพระเจ้าด้วยความยินดี และในพระธรรม 2คร. 4:9-13 "เราถูกข่มเหงแต่ก็ไม่ถูกทอดทิ้ง เราถูกตีลงแล้ว แต่ก็ไม่ถึงตาย เราแบกความตายของพระเยซูไว้ที่กายเราเสมอ เพื่อว่าชีวิตของพระเยซูจะปรากฏในกายของเราด้วย เพราะว่าพวกเราที่มีชีวิตอยู่นั้น ต้องถูกมอบไว้แก่ความตายอยู่เสมอ เพราะเห็นแก่พระเยซู เพื่อว่าพระชนม์ชีพของพระเยซูจะได้ปรากฏในเนื้อหนังของเรา ซึ่งจะต้องตายนั้น เหตุฉะนั้นความตายจึงกำลังออกฤทธิ์อยู่ในเรา แต่ชีวิตกำลังออกฤทธิ์อยู่ในท่านทั้งหลาย เพราะเรามีใจเชื่อเช่นเดียวกับผู้ที่เขียนไว้ว่า ข้าพเจ้าเชื่อ เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงพูด  เราก็เชื่อเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราจึงพูด" สถานการณ์ที่เลวร้ายของ อ.เปาโล ไม่ได้ทำให้ อ.เปาโลคิดเป็นอื่น นอกจากการขอบพระคุณพระเจ้า ฉะนั้นไม่ว่าสถานการณ์ในชีวิตของเราจะเลวร้ายสักเพียงใด ขอให้พระเจ้าช่วยเราทั้งหลายในการเรียนรู้ที่จะขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี

ฮบ 13:5 "ท่านจงอย่าเป็นคนเห็นแก่เงิน จงพอใจในสิ่งที่ท่านมีอยู่ เพราะว่าพระองค์ได้ตรัสว่า เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย" จงพอใจ ขอบคุณพระเจ้าในสิ่งที่ท่านมีอยู่ แล้วจะรู้ว่าตัวเรานั้นร่ำรวยยิ่งกว่าเศรษฐีเสียอีก ใครที่รู้สึกว่าความสามารถของตัวเรามีเพียงเท่านี้ ก็ขอบพระคุณพระเจ้า นั่นเป็นการเปิดโอกาสให้พระเจ้าได้พัฒนาสิ่งที่ท่านมีอยู่ให้มากขึ้น ให้จำเริญขึ้นไปอีก

     3. ในพระธรรม ลก.17:11-19 "เมื่อพระองค์กำลังเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์จึงเสด็จเลียบระหว่างแคว้นสะมาเรีย และกาลิลี เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีคนโรคเรื้อนสิบคนมาพบพระองค์ยืนอยู่แต่ไกล และส่งเสียงร้องว่า 'เยซูนายเจ้าข้า โปรดได้เมตตาข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด' เมื่อพระองค์ทรงเห็นแล้วจึงตรัสแก่เขาว่า 'จงไปสำแดงตัวแก่พวกปุโรหิตเถิด' เมื่อกำลังเดินไป เขาทั้งหลายก็หายสะอาด ฝ่ายคนหนึ่งในพวกนั้น เมื่อเห็นว่าตัวหายโรคแล้ว จึงกลับมาสรรเสริญพระเจ้าด้วยเสียงดัง และกราบลงที่พระบาทของพระเยซู โมทนาพระคุณของพระองค์ คนนั้นเป็นชาวสะมาเรีย ฝ่ายพระเยซูตรัสว่า 'มีสิบคนหายสะอาดมิใช่หรือ แต่เก้าคนนั้นอยู่ที่ไหน ไม่เห็นผู้ใดกลับมาสรรเสริญพระเจ้า เว้นไว้แต่คนต่างชาติคนนี้' แล้วพระองค์ตรัสกับคนนั้นว่า 'จงลุกขึ้นไปเถิด ความเชื่อของเจ้าได้กระทำให้ตัวเจ้าหายปกติ'" พระเจ้าของเราคาดหวังว่าเราจะขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ไม่ใช่บ่น ต่อว่า หรือไม่พอใจ ถ้าเราผิดหวังและไม่พอใจในสิ่งที่ไม่ได้ตามที่ทูลขอนั้นแสดงว่าเราไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างมาก และจะทำให้เราพลาดไปจากน้ำพระทัยของพระเจ้า มีหลายๆ คนที่ไม่ขอบคุณพระเจ้า เหตุผลหนึ่งก็คือความหยิ่งของเรา ขอให้เราอ่านพระคัมภีร์ ตรวจสอบตัวเองแล้วจะทำให้เราได้ขอบพระคุณพระเจ้าอย่างแท้จริง อีกเหตุผลก็คือความโลภ ได้อย่างหนึ่งแล้วก็อยากได้อย่างหนึ่งเพิ่มขึ้นอีก เมื่อเราพอใจในสิ่งเรามีแล้วเราก็จะขอบพระคุณพระเจ้าได้ อย่าให้ความเคยชิน ความโลภ ที่ให้เราหวังให้พระเจ้าตอบคำอธิษฐานของเรา แล้วเราถึงจะขอบคุณพระเจ้า ให้เราเริ่มต้นขอบคุณพระเจ้า

    4. การขอบพระคุณพระเจ้านั้นเป็นผลดีต่อชีวีตของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อจิตวิญญาณของเรา การขอบพระคุณพระเจ้ายังเป็นการแสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่ในชีวิตคริสเตียน ทำให้เราเข้าใจในเจตนาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา รม.5:3-4 "ยิ่งกว่านั้น เราชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากของเราด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น ทำให้เกิดความอดทน และความอดทนทำให้เห็นว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้ และการที่เราเห็นเช่นนั้นทำให้เกิดมีความหวังใจ" เราจะมีชีวิตอยู่อย่างหมดอาลัย ถ้าขาดความหวังใจ และความหวังใจนั้นมาจากพระเจ้า มาจากสติปัญญาที่มองเห็นถึงสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตเรา ในด้านที่เป็นบวกก็ไม่ยากที่จะเข้าใจ แต่ในด้านที่เป็นลบ พระคัมภีร์ก็ได้บอกว่าเราจะได้สติปัญญาที่มาจากพระเจ้าเพื่อจะได้มองเห็น และเกิดเป็นความหวังใจ และจะมองไม่เห็นถ้าเรายังมีความขมขื่นกับสิ่งที่เราเผชิญอยู่นั้น ขอพระเจ้าประทานสติปัญญาให้กับเราเพื่อเข้าใจในสัจจธรรมของพระองค์ จงขอบพระคุณพระเจ้าในทุกกรณี เพราะนี่คือน้ำพระทัยของพระเจ้าที่จะให้เราได้จำเริญเติบโตขึ้นในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งในพระกายของพระเยซูคริสต์