รักร่วมรับใช้ || Love Share and Serve

เมษายน 2019 : เดือนแห่งครอบครัวและผู้อาวุโส

เทศนา ภาคเช้า 2012-10-28

หัวข้อ: พระประสงค์แห่งการทรงเรียก
1 เปโตร 1:23-2:10
โดย คศ.ทวิพงศ์ พันธุพงศ์

การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกามีขั้นตอนที่ยุ่งยากพอสมควร แต่ที่แน่ๆ คือ คนที่ประกอบอาชีพสุจริตทุกคนสามารถมีโอกาสได้เป็นประธานาธิบดี เช่นนักแสดงโรนัลด์ เรแกน และแม้กระทั่งชาวไร่ชาวนา เช่น อับราฮัม ลินคอล์นและจิมมี คาร์เตอร์ ก็มีโอกาสเป็นประธานาธิบดีแจ๊ค  เวลช์ผู้เขียนหนังสือ ‘วิธีการเลือกคน’ เลือกจากคุณสมบัติพื้นฐาน 3 ข้อ ดังนี้

  1. ความซื่อสัตย์
  2. ความเฉลียวฉลาด
  3. วุฒิภาวะ 

การทรงเรียกและการเลือกสรรของพระเจ้าเป็นเรื่องหนึ่งซึ่งเกินความเข้าใจมนุษย์อย่างเราจริงๆ การทรงเรียกของพระเจ้ามี2 ลักษณะคือ 1.การเรียกทั่วไปเช่นในยอห์น3:16พระเจ้าทรงเรียกมนุษย์ทุกคนทั้งคนดีและคนเลว 2.การเรียกผู้ที่ทรงเลือกสรรเช่น ในพระคัมภีร์ตอนนี้จากพระวจนะของพระเจ้าในตอนนี้ ชี้ให้เราเห็นพระประสงค์แห่งการทรงเรียกอยู่ 5 ประการหรือ 5 ก. ดังต่อไปนี้

ก. ที่ 1 เกิด (1:23) เกิดจากอะไร?เกิดจากพันธุ์อมตะ ไม่ใช่พันธ์มตะ ‘มตะ’ หมายถึง เนื้อหนังที่ต้องตาย, ที่ต้องเน่าเปื่อยผุพัง, ไม่คงอยู่ คือ เกิดจากมนุษย์‘อมตะ’ หมายถึง ไม่ตาย, ยั่งยืน, ไม่มีวันเสื่อมสลาย ก็คือ เกิดจากพระเจ้าหรือเกิดฝ่ายวิญญาณทิตัส 3:5 บอกเราว่า ‘... แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจบังเกิดใหม่ และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์’ คริสเตียนคือ คนที่บังเกิดใหม่โดยพระเจ้า(1:3; ยอห์น 3:3,7)เปโตรเตือนคริสเตียนที่ถูกข่มเหงในสมัยนั้นและเตือนเราทั้งหลายในที่นี้ว่า ‘ท่านทั้งหลายได้บังเกิดใหม่แล้ว’การบังเกิดใหม่ในที่นี้หมายถึงการตอบสนองต่อพระวจนะของพระเจ้าโดยการทำตามพระวจนะที่เร้าใจหรือตรัสภายในจิตใจ ซึ่งหลังจากนั้นผู้ที่บังเกิดใหม่จะยังคงเชื่อฟังและทำตามพระวจนะของพระเจ้าที่สอนหรือชี้นำในการดำเนินชีวิตแต่ละวันอย่างต่อเนื่อง

เราจะบังเกิดใหม่ได้อย่างไร?

  1. ยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาป
  2. สารภาพบาปของเราและขอพระองค์ทรงอภัย
  3. ต้อนรับองค์พระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและเป็นพระเจ้าของเรา
  4. ให้พระองค์เป็นผู้นำในชีวิตและเราสัญญาว่าจะติดตามพระองค์ตลอดไปผู้ที่เกิดในครอบครัวคริสเตียนหรือผู้เชื่อใหม่ที่ตัดสินใจต้อนรับพระเยซูเข้ามาในชีวิต ต่างก็ต้องมีประสบการณ์ในการบังเกิดใหม่ 1 ครั้งในชีวิต

ก. ที่ 2 เกลียด (2:1) เกลียดอะไร? เกลียดความชั่วทั้งปวง สุภาษิต 6:16-19 ‘มีหกสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงเกลียด...’‘จงละความชั่วทั้งปวง’คำว่า ‘ละ’ ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า ละวางไว้ชั่วคราว แต่หมายถึง การละเว้น, ละเลิก และละทิ้งอย่างถาวรในภาษาเดิม หมายถึง การถอดเสื้อผ้าเก่าออกทิ้งแบบทิ้งไปเลย ‘ความชั่ว’ พระคัมภีร์ฉบับ KJV ใช้คำว่า ‘การปองร้าย’หมายถึง เจตนาร้าย, การประสงค์ร้าย, ความมุ่งร้ายหรือการผูกพยาบาทต่อผู้อื่น ในที่นี้เปโตรแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ 1. ด้านความคิด และ 2. ด้านคำพูด 

ความชั่วทั้งปวง ที่เกิดจากการคิดและพูดนี้จะส่งผลออกมาเป็นการกระทำซึ่งมีผลต่อผู้อื่นพระคัมภีร์สอนเราเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอย่างไร?ความไม่จริงใจ รากภาษาเดิมมาจากคำว่าหน้าซื่อใจคด เห็นได้จากในมัทธิวตัวอย่างของพวกธรรมาจารย์และฟาริสี, ความริษยา ยากอบ 3:16 ‘เพราะว่าที่ใดมีความริษยา ...’, คำพูดส่อเสียดทั้งหลายเราต้องระมัดระวังคำพูดให้ดีเริ่มจากการสำรวจจิตใจของเราเสมอว่าขณะนี้กำลังไม่พอใจหรือบ่ม-เพาะความเกลียดชังใครไว้ในใจหรือไม่?ถ้ามี คำพูดที่ออกมาก็จะเป็นคำพูดที่ส่อเสียด ถากถางหรือให้ร้ายผู้อื่นตลอดเวลา ดังนั้นอย่าปล่อยให้มารซาตานใช้ริมฝีปากของเราเป็นเครื่องมือด้วยการซุบซิบนินทา ดูถูกหรือใส่ร้ายผู้อื่นเพราะสิ่งเหล่านี้ทำลายคริสตจักร‘จงละเว้นการพูดที่ไร้สาระ ...’1 ทิโมธี 6:20, โรม 12:9‘จงรักด้วยใจจริง จงเกลียดสิ่งที่ชั่ว จงยึดมั่นในสิ่งดี’‘ยึดความจริงด้วยใจรัก’ เอเฟซัส 4:15คนเราทุกคนมีสัญชาติญาณคล้ายๆ กันคือ รักตัวเอง มากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับการเรียนรู้จักพระเยซู คนที่บังเกิดใหม่จึงไม่ควรมีท่าทีและคำพูดเหล่านี้ และต้องละทิ้งความประพฤติและนิสัยเดิมๆ ที่เคยมีเสีย

ก. ที่ 3 กิน (2-3) กินอะไร? กิน‘น้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์’ ในภาษาเดิมหมายถึงพระวจนะของพระเจ้าซึ่งมีผลต่อการทำให้วิญญาณจิตเติบโต และเราก็สามารถรับพระวจนะของพระเจ้าได้ทั้งทางการอ่านและการฟัง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการนำเอาพระวจนะเข้าไปใช้ในชีวิตของเรา เพราะระยะเวลาที่เราคลุกคลีกับพระวจนะของพระเจ้าและตอบสนองในสิ่งที่เราเรียนรู้จะเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าเราจะเติบโตขึ้นเพียงใด ในสดุดี 34:8 บอกเราว่า ‘ขอเชิญชิมดู แล้วจะเห็นว่าพระเจ้าประเสริฐ …’หมายความว่าให้เรามาลองดูและมีประสบการณ์ด้วยตนเองว่า พระเจ้าดีอย่างไร?

เปโตรต้องการให้คริสเตียนเรามีท่าทีที่หิวกระหายพระวจนะเหมือนเด็กทารกที่หิวนมเหตุผลที่เราต้องกินคือ 1. การกินทำให้เรารอดรอดในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการรอดจากบึงไฟนรกแต่เป็นการรอดจากการตกลงในการทดลองซึ่งนำไปสู่ความบาปหรือเป็นทาสของบาป 2. การกินทำให้เราซาบซึ้งในพระคุณ(3) เพื่อเราจะรู้ว่าพระเจ้าประเสริฐและยอดเยี่ยมเพียงใด และเพื่อเราจะเติบโตขึ้นในความชอบธรรมเหมือนกับพระองค์

ก. ที่ 4 ก้าว (4) ก้าวไปไหน? ก้าว ‘มาหาพระองค์’ การก้าวเข้ามาหาพระองค์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการก้าวเข้ามาของคนบาปที่เข้ามาหาพระเยซูเพื่อจะได้รับความรอด แต่ในที่นี้หมายถึงการมีความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้าเมื่อเราบังเกิดใหม่, เกลียดความชั่วทั้งปวง และกินน้ำนมฝ่ายวิญญาณคือพระวจนะของพระเจ้าแล้ว เรากำลังอยู่ในขั้นตอนการชำระชีวิตให้บริสุทธิ์ เราไม่ใช่ทารกฝ่ายวิญญาณอีกต่อไป แต่เรากำลังจะเติบโตขึ้นจนก้าวเข้าไปหาพระองค์ได้เพราะก้าวแรกในการดำเนินชีวิตให้บริสุทธิ์คือการเข้ามาหาพระเยซูและมีความสัมพันธ์กับพระองค์พระศิลาที่ทรงชีวิต ทั้งๆ ที่มนุษย์เราสามารถมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระองค์ได้ แต่พระเยซูคริสต์กลับถูกมนุษย์ปฏิเสธไม่ยอมรับ และพระเจ้าทรงเลือกพระองค์ทรงมองว่าพระองค์ ‘ทรงค่าอันประเสริฐ’คริสเตียนเราก็เช่นเดียวกัน เราเป็นผู้ถูกเลือกสรรและมีค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า

โรงเรียนวัฒนาฯ ก็เป็นส่วนหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ทางการศึกษาของชาติ ตั้งแต่ยังเป็นโรงเรียนเล็กๆจนเติบโตขึ้นเปรียบประดุจไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึก มั่นคง ยาวนานมาถึงหกแผ่นดินแล้ว ดังนั้นหากรากของเราหยั่งลึกลงในความรู้เรื่องพระเจ้า(เยเรมีย์ 9:24) เราก็จะแข็งแรงทนทานและมีแนวโน้มที่จะรอดพ้นจากพายุแห่งความทุกข์ยากลำบากได้ตึกจะสร้างอย่างมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อสร้างบนรากฐานที่ดี ซึ่งก็คือ รากฐานที่เป็นหินไม่ใช่รากฐานที่เป็นดินทราย เมื่อเราใกล้ชิดกับใครเราก็จะเป็นเหมือนคนนั้น ถ้าเราใกล้ชิดติดสนิทกับพระเยซูเราก็จะเป็นเหมือนกับพระองค์ขึ้นทุกวัน

ก. ที่ 5 ก่อ (5) ก่ออะไร?‘ก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายพระวิญญาณ’ เมื่อนักสำรวจกลุ่มหนึ่งเข้าไปในประเทศเปรู และได้พบสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาที่สร้างจากหินที่ตัดด้วยมือซึ่งมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันออกไป แต่หินเหล่านี้สามารถประกอบเข้าด้วยกันได้อย่างพอดีโดยไม่ต้องอาศัยปูนและสามารถอยู่มาได้เป็นร้อยๆ ปีแม้กระทั่งในเหตุการณ์แผ่นดินไหว พระเจ้าทรงสร้างคริสตจักรของพระองค์ด้วยวิธีเดียวกัน พระคัมภีร์ได้ให้ภาพคริสตจักรของพระเยซูคริสต์เป็นเสมือนตึก โดยที่ผู้เชื่อแต่ละคนคือก้อนอิฐที่ประกอบกันขึ้นเป็นตัวอาคาร เราแต่ละคนซึ่งมีภูมิหลัง มีความสามารถ ความสนใจและความต้องการแตกต่างกัน แต่ได้มารวมกันและประกอบกันขึ้นเป็นคริสตจักรของพระเยซู การสร้างความเป็นเอกภาพขึ้นภายใต้พระประสงค์อย่างเดียวกันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากเรายอมให้พระเจ้าทำงานของพระองค์ท่ามกลางเรา ขัดเกลาเราและวางเราไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม เราก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาคารพระอาจวิทยาคมที่แข็งแรง ‘ศิลาหัวมุม’ (6) คือศิลาก้อนหลักซึ่งสามารถรับน้ำหนักอาคารได้ทั้งหลัง เป็นศิลาที่แข็งแกร่ง มีความมั่นคงและปลอดภัยเราจึงสามารถไว้วางใจพระองค์ดังเช่นอาคารที่พึ่งพาศิลาหัวมุม

ในพันธสัญญาเดิมประชาชนไม่สามารถถวายสัตวบูชาเองได้ เป็นหน้าที่ของปุโรหิตเท่านั้น แต่ในพันธสัญญาใหม่เราทั้งหลายเป็นปุโรหิต และเป็นปุโรหิตที่ถวายร่างกายเป็น ‘เครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า...’ (โรม12:1) นอกจากนั้นเรายังมีหน้าที่อธิษฐานเพื่อผู้อื่น และ‘ประกาศพระบารมีของพระองค์’ (9) กับผู้อื่น ‘พระบารมี’ แปลได้ว่า ลักษณะเด่น ยอดเยี่ยมหรือความดี เราจึงต้องดำเนินชีวิตแบบที่พระลักษณะของพระเจ้าจะปรากฏเด่นชัดในชีวิตเป็นพยานถึงความยอดเยี่ยมหรือความดีของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตเรา เพราะเรา 'ทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือก…เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ’ พระประสงค์แห่งการทรงเรียกของพระเจ้า 5ก.
1.เกิด  2.เกลียด  3.กิน  4.ก้าว และ 5.ก่อเพื่อประกาศ