ส่งต่อความรัก || Pass The Love Forward

กันยายน 2020 : เดือนแห่งการศึกษาพระวจนะ

เทศนา ภาคเช้า 2012-11-04

Suksa Theparee หัวข้อ : เป็น-ตาย
2 ซามูเอล 6:1-12

โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์

เป็น-ตาย
(2 ซมอ.6.1-12)

หีบพันธสัญญา (Ark of the Covenant)

1.ลักษณะของหีบพระสัญญา หีบพันธสัญญาหรือหีบพระโอวาท หรือหีบพระบัญญัติ เป็นหีบที่พระเจ้าทรงบัญชาให้โมเสสสร้าง (อพย.25:18-22) สร้างโดยเบซาเลลและโอโฮลีอับ (อพย.36-37) และนำไปไว้ในพลับพลา เป็นหีบไม้กระถินเทศหุ้มทองคำทั้งด้านนอกด้านใน มีขนาด 1.22 x 0.76 x 0.76 เมตร หีบนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของการทรงสถิตของพระเจ้า เราจะพบว่ามีคำเรียกของ “หีบพันธสัญญา” ไว้หลายคำ เช่น คำว่าหีบพระโอวาท เป็นคำเรียกแรกสุดของหีบ ทั้งนี้เพื่อบรรจุแผ่นศิลาพระโอวาทของพระเจ้า (อพย.25:22 ) แล้วจงตั้งพระที่นั่งกรุณานั้นไว้บนหีบ จงบรรจุพระโอวาทซึ่งเราจะให้ไว้แก่เจ้าไว้ในหีบนั้น (อพย.40:3 )จงตั้งหีบพระโอวาทไว้ในพลับพลาและกั้นม่านบังหีบนั้นไว้ (อพย.25:22; อพย.40:3; กดว.3:31; 7:89; ยชว.4:16) ฝาปิดหีบเรียกว่า "พระที่นั่งแห่งพระกรุณา" (Mercy Seat) มีเครูบสองตนอยู่ตนละด้าน หันหน้าเข้าหากัน กางปีกออกปกพระที่นั่งแห่งพระกรุณา

(ฮบ 9:4-5) หีบนี้ประดิษฐานอยู่ในห้องชั้นในสุดของกระโจมที่ประทับตั้งแต่สมัยโมเสส เมื่อกษัตริย์ซาโลมอนทรงสร้างพระวิหารแล้ว หีบนี้ถูกนำมาประดิษฐานไว้ในห้องชั้นในสุดที่เรียกว่า “อภิสุทธิสถาน” (Holy of Holies) เป็น "สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด" ของพลับพลาภายในหีบพันธสัญญา ภายในหีบนั้นมีโถทองคำใส่มานา และมีไม้เท้าของอาโรนที่ออกดอกตูม และมีศิลาสองแผ่นจารึกพันธสัญญา)
  1. โถใส่มานา เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนถึงพระคุณของพระเจ้า พระองค์ทรงพระนามว่า ยาเวห์ยีเรห์ (Yahweh Jireh) พระเจ้าผู้ทรงจัดสรรสิ่งที่ดีเสมอมานาเป็นอาหารที่ตกจากสวรรค์ที่พระเจ้าประทานให้คนอิสราเอลเมื่อพวกเขาอยู่ในถิ่นทุรกันดาร (อพย.16:31) แม้ว่าพวกเขาจะได้เข้าดินแดนคานาอันที่เต็มไปด้วยน้ำนม น้ำผึ้งที่บริบูรณ์ พวกเขาไม่ต้องรับประทานมานาแล้วแต่จะได้กินผลจากแผ่นดินแห่งพันธสัญญาดังนั้น เราจึงต้องขอบพระคุณพระเจ้าเสมอในทุกสถานการณ์ และตระหนักว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงจัดสรรสิ่งที่ดีเสมอ อย่าให้เราเหมือนชาวอิสราเอลที่ดูหมิ่นมานา พวกเขาบ่นว่าเบื่ออาหารที่ไร้รสชาด อยากหันกลับไปทางเก่าสู่แผ่นดินอียิปต์ แต่ให้เราสำนึกในพระคุณและนับพระพรเสมอๆ ในชีวิตเรา
  2. ไม้เท้าของอาโรน เป็นสิ่งที่ย้ำถึงฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจสูงสุดของพระเจ้า "ไม้เท้า" ของหัวหน้าเผ่าเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจปกครองไม้เท้าของอาโรนเป็นตัวแทนการปฏิเสธผู้นำที่พระเจ้าแต่งตั้งให้ขาวอิสราเอล (กดว.16:1-50) ทั้งนี้เพราะพวกกบฏโคราห์ ซึ่งเป็นเผ่าเลวี ได้ตั้งตนเป็นกบฏต่อโมเสสและอาโรน โมเสสจึงอธิษฐานให้พระเจ้าทรงเลือกว่าจะให้ใครเป็นผู้นำ โดยให้นำเครื่องหอมไปถวายต่อพระพักตร์พระเจ้าในสถานนมัสการเมื่อโคราห์และพวกได้เข้าไปถวายเครื่องหอมบูชาแล้วเดินกลับออกมานอกพลับพลานั้น แผ่นดินก็สูบคนเหล่านั้น รวมทั้งครอบครัว และข้าวของทั้งหมดของพวกเขาด้วย แต่ในครั้งนั้นอิสราเอลได้กล่าวว่า โมเสสได้พรากชีวิตของคนเหล่านั้น พระเจ้าจึงทรงได้ลงโทษคนอิสราเอล จนกระทั่งโมเสสได้ทูลขอต่อพระเจ้า และทำการถวายเครื่องบูชาลบมลทินให้ การลงทัณฑ์จึงได้ยุติลง แต่ในครั้งนั้นอิสราเอลได้เสียชีวิตไปด้วยเหตุการณ์นี้กบฏโคราห์นี้มากถึง 14,700 คนจากเหตุการณ์กบฏโคราห์ พระเจ้าจึงทรงบัญชาให้โมเสสนำไม้เท้าของบรรดาหัวหน้าเผ่าทั้งหมดของอิสราเอล และไม้เท้าของอาโรนสลักชื่อ และนำเข้าไปในพลับพลา และทรงตรัสว่า จะทรงสำแดงให้เห็นว่าใครคือคนที่พระองค์ทรงเลือก เมื่อนำไม้เท้าของบรรดาหัวหน้าเผ่าเข้าไปได้ 1 วัน โมเสสจึงได้นำไม้เท้าเหล่านั้นออกมา ปรากฏว่า มีเพียงไม้เท้าของอาโรนเท่านั้นที่ออกดอกและผลอัลมันด์อิสราเอลจึงได้ทราบถึงบุคคลที่พระเจ้าทรงเลือกไว้ (กดว. 17:8-10) กดว. 17:10 พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า "จงนำไม้เท้าของอาโรนกลับไปวางไว้ต่อพระโอวาท เก็บไว้เป็นหมายสำคัญสำหรับเตือนพวกกบฏ เพื่อเจ้าจะให้เขาทั้งหลายยุติการบ่นว่าเรา เพื่อเขาจะไม่ต้องตาย" ดังนั้น เราจึงต้องตระหนักถึงสิทธิอำนาจที่พระเจ้าทรงเจิมแต่งตั้ง (รม.13) โดยการเชื่อฟังอย่างนบนอบตามหลักการพระคัมภีร์
  3. พระบัญญัติ 10 ประการ ย้ำเตือนถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า ศิลา 2 แผ่นจารึกพระบัญญัติ เป็นสิ่งที่พระเจ้าบัญชาให้กับชนชาติอิสราเอลและบัญชาให้โมเสสทำหีบเพื่อเก็บไว้ (อพย.25:21) เพื่อให้นำอ่านพระบัญญัติให้คนอิสราเอลถือรักษา และศิลา 2 แผ่นจารึกพระบัญญัติ เป็นสิ่งย้ำเตือนความบริสุทธิ์ของพระเจ้า และความบาปของมนุษย์ (การปฏิเสธของมนุษย์ต่อมาตรฐานความบริสุทธิ์ของพระเจ้า) แต่เพราะพระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณา พระเจ้าได้เก็บซ่อนสิ่งเหล่านี้ไว้ในหีบพันธสัญญาและปิดไว้ด้วยพระที่นั่งกรุณาซึ่งมีปีกของเครูบปกคลุมไว้ (ฮีบรู 9.5) สิ่งนี้หมายความว่าในสายพระเนตรของพระเจ้าซึ่งมีสายตาของเครูบเป็นตัวแทนจะไม่มองเห็นถึงสัญลักษณ์การกบฏของมนุษย์ต่อพระเจ้า นั่นคือความบาป ตราบใดที่มีเลือดประพรมบนพระที่นั่งกรุณา พระองค์จะมองเพียงเลือดที่ไถ่บาปให้แก่มนุษย์ ทุกวันนี้ พระเยซูทรงเป็นมหาปุโรหิตของเราและพระองค์ได้ประพรมพระโลหิตของพระองค์เองไว้บนพระที่นั่งกรุณาที่แท้บนสวรรค์ (ฮบ.4:14-16) เราจึงเข้าเฝ้าพระเจ้าโดยสิทธิพิเศษผ่านทางพระโลหิตของพระคริสต์บนพระที่นั่งกรุณานั้น เราจึงสามารถยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ได้อย่างสมบูรณ์แบบตลอดชั่วนิรันดร์
2.หน้าที่ของหีบพันธสัญญา (Ark of the Covenant) (กดว.10:33; ฉธบ.10:8; ยชว.3:3, 14; นฉ.20:27)
  1. ย้ำเตือนให้ระลึกถึงพระสัญญาของพระเจ้า คำเรียกว่า หีบพันธสัญญา เป็นการที่ย้ำเตือนให้ระลึกถึงพระสัญญาของพระเจ้าที่จะมอบดินแดนแห่งพันธสัญญาให้กับชนชาติอิสราเอล นั่นคือ ดินแดนคานาอัน ซึ่งโยชูวาได้พาคนอิสราเอลเข้าไปครอบครองได้ (กดว.10:33 เขาทั้งหลายก็ออกเดินจากภูเขาของพระเจ้าระยะทางสามวัน หีบพันธสัญญาของพระเจ้านำหน้าเขาไปสามวันเพื่อหาที่พักให้เขา (ยชว.3:13; 1 ซมอ.4:6; 1 ซมอ.3:3; 2 ซมอ.6:2; 1 พศด.13:5)
  2. การย้ำเตือนใจถึงพระคุณและการอัศจรรย์ใหญ่ยิ่งของพระเจ้า แม้แต่น้ำจอร์แดนยังถูกเปิดออกให้คนอิสราเอลข้ามไปได้ (ยชว.3:13 และเมื่อฝ่าเท้าของปุโรหิตผู้หามหีบแห่งพระเจ้า พระเป็นเจ้าปิ่นสากลพิภพจะลงไปยืนอยู่ในแม่น้ำจอร์แดน น้ำในจอร์แดนจะคั่ง คือน้ำที่ไหลมาจากข้างบน น้ำนั้นจะหยุดเป็นกองเดียว)
  3. การยืนยันถึงความใหญ่ยิ่งของพระเจ้า แม้แต่ศัตรูต้องคร้ามกลัว (1ซมอ. 4:6) และเมื่อคนฟีลิสเตียได้ยินเสียงโห่ร้องดังเช่นนั้น เขาก็กล่าวว่า "เสียงโห่ร้องอึกทึกครึกโครมในค่ายของคนฮีบรูนั้นหมายความว่าอะไรกัน" และเขาทราบว่าหีบแห่งพระเจ้าเข้ามาในค่ายแล้ว) ชื่อเรียกหีบนี้ในสมัยต่อมาว่า หีบแห่งพระเจ้าของอิสราเอล (Ark of the God of Israel (1ซมอ.5:7; อพย.25:18-22; วนฉ.20:27-28) คำเรียกนี้จึงบอกได้ถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าของอิสราเอล
  4. การทรงสถิตของพระเจ้า แม้ว่าภายหลังพวกฟิลิสเตียรบชนะคนอิสราเอลและยึดหีบไปได้แต่พระเจ้าก็ไม่ได้สถิตอยู่ด้วย ทำให้พวกเขาได้ตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าของอิสราเอล (1ซมอ. 5:7 - และเมื่อชาวเมืองอัชโดดเห็นอย่างนั้น เขาทั้งหลายกล่าวว่า "อย่าให้หีบแห่งพระเจ้าของอิสราเอลอยู่กับเราเลย เพราะว่าพระหัตถ์ของพระอยู่เหนือเราและเหนือพระดาโกนพระของเราอย่างหนัก") หีบพันธสัญญานำมาซึ่งการทรงสถิตในชีวิต

หีบพันธสัญญาเป็นหัวใจหรือศูนย์กลางที่สร้างความเป็นเอกภาพให้เกิดขึ้นในการนมัสการพระเจ้า สมัยที่อิสราเอลตั้งหลักแหล่งใหม่ๆ หีบนี้อาจเก็บไว้ที่กิลกาล (ยชว.4:15-24) ภายหลังจึงย้ายไปเก็บที่เมืองเบธเอล (วนฉ.20.27) ในสมัยซามูเอล หีบนี้เก็บไว้ที่เมืองชิโลห์ (1ซมอ.3.3) โดยเชื่อว่าหีบใบนี้มีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับพระเจ้าจึงมีฤทธานุภาพอยู่ในตัว ดังนั้นในยามเกิดสงครามพวกเขาจะหามหีบพันธสัญญานำหน้ากองทัพเพื่อบำรุงขวัญ บรรดานักรบของพระเจ้า (1 ซมอ.4.5-9) และใช้พระนามใหม่ที่เกี่ยวข้องกับหีบพันธสัญญาว่า "ยาห์เวห์ สะบาโอธ" (Yahweh Sabaoth) แปลว่า "พระเจ้าจอมโยธา" แสดงว่า พระเจ้าทรงจอมทัพของพวกเขา (1ซมอ.4.4)

เมื่อคนฟีลิสเตียมาบุกอิสราเอล(1ซมอ.4:1-22; 5:1-0) และได้ยึดหีบพระพันธสัญญาไปวางไว้ในวิหารแห่งพระดาโกน เมื่อเช้าขึ้นมา พระดาโกนก็ล้มคว่ำหน้าลงมายังพื้นดินตรงหน้าหีบพระโอวาท และเมื่อชาวฟีลิสเตียยกพระดาโกนขึ้นตั้ง วันรุ่งขึ้นพระดาโกนก็ล้มลง เศียรพระดาโกนก็หักออก แสดงให้เห็นว่า การมีหีบพันธสัญญาหรือครอบครองบางสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า พระเจ้าทางสถิตอยู่ด้วย สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งไร้ประโยชน์เมื่อคนที่ครอบครองสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ประพฤติตนตามที่พระเจ้าทรงพอพระทัย การประพฤติตนตามที่พระเจ้าทรงปรารถนาต่างหากที่พระเจ้าจะสถิตอยู่ด้วย เพราะเมื่อใดที่เราทำบาป และไม่ยอมกลับใจใหม่ เมื่อนั้นพระสิริของพระเจ้าได้พรากจากเราไปแล้ว! 

บทเรียนที่มาถึงเรา หีบพันธสัญญาเป็นสิ่งที่พระเจ้าให้พวกอิสราเอลรำลึกถึง การทรงสถิต นำทางชีวิต พิชิตศัตรู ปูทางสู่พระสัญญา นั่นคือความเป็นความตายของพวกเขา และรวมถึงพวกเราด้วยที่ต้องรับหลักการเดียวกันนี้เมื่อกษัตริย์ดาวิด (2ซมอ.6) ได้นำหีบพันธสัญญากลับมาจากชาวฟีลิสเตียได้นำหีบขึ้นเกวียนบรรทุก โดยมีอุสซาห์ และอาบีนาดับเป็นผู้ดูแล เมื่อระหว่างทางโคสะดุด อุสซาห์ได้เอื้อมมือไปจับหีบพระโอวาท พระพิโรธของพระเจ้าก็ขึ้นกับอุสซาห์ และทรงประหารเขาที่นั่นเพราะเขาเหยียดมือออกจับหีบนั้น ทั้งนี้ เนื่องจากในพระบัญญัติห้ามมิให้บุคคลทั่วไปแตะต้องหีบพระโอวาท การขนส่งหีบพระโอวาทให้กระทำโดยการหาบด้วยคานหามเท่านั้น

ต่อมาเมื่อกษัตริย์ดาวิดกลับใจ จึงยอมทำตามพระบัญญัติของพระเจ้า (1พศด.15) ทรงรับสั่งให้คนเลวีนำหีบพันธสัญญามาที่กรุงเยรูซาเล็มด้วยการหาม นำมาไว้ที่เต็นท์ และได้แต่งตั้งให้มีนักร้องเพลงเผยพระวจนะจำนวน 288 คน และนักดนตรี 4,000 คน ที่ทำการปรนนิบัติหน้าพระพักตร์ มีการอธิษฐานวิงวอน ขอบพระคุณ สรรเสริญพระเจ้าทั้งกลางวันกลางคืน นี่คือพลับพลาของดาวิด ที่พระเจ้าทรงพอพระทัยและทรงสถิตอยู่ด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของอิสราเอลเลย แต่สิ่งนี้ก็เป็นแผนการของพระเจ้าสำหรับอิสราเอล

ภายหลังราชวงศ์ของกษัตริย์ดาวิด ชนชาติอิสราเอลหันจากทางของพระเจ้า พระเจ้าจึงลงโทษให้พวกเขา พ่ายแพ้สงครามและตกเป็นเชลย กรุงเยรูซาเล็มและพระวิหารถูกกองทัพบาบิโลนทำลายในปี 587 ก.ค.ศ. หีบพันธสัญญานี้หายไปไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าอยู่ที่ใด มีตำนานพูดถึงว่า มีการฝากไว้กับพวกเลวีให้นำไปซ่อนไว้ในสถานที่ใดที่หนึ่งใต้กรุงเยรูซาเล็ม จึงได้เกิดความพยายามที่จะค้นหาหีบนี้ให้ได้

เราทั้งหลายต้องพร้อมที่จะเคลื่อนไปตามการทรงสถิตของพระเจ้า แม้ว่าจะเป็นการเดินทางที่เราไม่เคยไปมาก่อน เราจะรักและมั่นใจในการเดินทางนี้ เพราะพระเจ้าทรงอยู่ด้วยกับเรา “คริสตจักร” ถูกเตรียมให้เป็นที่แห่งการทรงสถิตของพระเจ้าจอมพลโยธา (Yahweh Sabaoth) เป็นฐานทัพของพระเจ้าบนโลก พระเจ้ากำลังเคลื่อนคริสตจักรของพระองค์ไปสู่น้ำพระทัยของพระบิดาให้สำเร็จ พระองค์ทรงทำสำเร็จแล้วที่กางเขน ถึงเวลาที่คริสตจักรต้องสานต่อแผนการความสำเร็จนี้มาสู่คริสตจักรของเรา

คำถาม: ทำไมเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ได้ ให้เราดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับอุสซาห์และดาวิด คนหนึ่งตาย คนหนึ่งเป็น (รอด)
  1. อุสซาห์ตาย
    1. ความไม่เชื่อฟัง (Disobedient) การไม่เชื่อฟังเป็นบาป ตย. อาดัมตกลงสู่ความบาปเพราะเขาไม่เชื่อฟัง เราตกลงสู่ความบาป เพราะเราเป็นเชื้อสายของอาดัม (โรม 5:12) อุสซาห์ไม่เชื่อฟังกฎหมายของพระเจ้า ในอพย. 25:14; กดว. 4:15, 7:9
    2. การไม่เกรงกลัวพระเจ้า (Irreverence) (1ซมอ.6:19-21; ลวน.16:13) พระเจ้าเป็นพระเจ้าที่หวงแหน, เข้มงวด, บริสุทธิ์ ฉะนั้นการปฏิบัติต่อพระเจ้าอย่างไม่สมควร ไม่ยำเกรง เป็นการลบหลู่พระเกียรติของพระองค์ เช่น การไม่รักกันเท่าที่ควรจะรัก การไม่ให้เกียรติมักเกิดจากความคุ้นเคย เราเห็นได้จากครอบครัว คริสตจักร และลามไปถึงพระเจ้าได้
    3. การอนุมาน (Presumption) คือการทึกทักเอาเอง, การเหมาเอง การสมมติขึ้นมาเอง ตย. อาโรน ตามใจชาวอิสราเอล นำทองของพวกเขามาหลอมเป็นวัวทองคำ โดยอนุมาน ทึกทัก สมมติเอาเองว่า สิ่งนี้เป็นพระเจ้าของอิสราเอล เป็นเหตุให้พระเจ้าทรงพระพิโรธ ลงโทษพวกเขาถึงตาย เขาให้คุณค่าสิ่งที่พระเจ้าบัญชาต่ำ และยกความคิดของตนเองสูง
  2. ดาวิดเป็น (รอดตาย)
    1. เพราะดาวิดเชื่อฟัง ดาวิดเรียนรู้บทเรียนล้ำค่านี้ (1พศด. 15:13-15; 1ซมอ.6:7) หีบพันธสัญญาถูกละเลย,ทิ้งไว้ (1พศด.13:3) ดาวิดเรียนรู้ว่าการเชื่อฟังดีกว่าการถวายบูชา (1 ซมอ. 15:22)
    2. การเกรงกลัวพระเจ้าและ การกลับใจ ดาวิดโกรธ (NIV) ไม่พอใจ (ASV) เสียใจ (ข้อ 8-9 ) ดาวิดเกรงกลัวพระเจ้า เพราะเรียนรู้บทเรียนที่ยิ่งใหญ่จากการตายของอุสซาห์ ดาวิดต้องแยกแยะ วิเคราะห์สาเหตุการตาย พระองค์จึงไม่กล้าเคลื่อนย้ายหีบพันธสัญญาในตอนแรก แผนการของพระองค์สะดุดตามโคไปด้วย ดาวิดนำหีบพันธสัญญาไปฝากไว้ที่บ้านของชาวเลวีที่เมืองกัทคนหนึ่งชื่อ โอเบดเอโดม เมื่อพระองค์เห็นความผิดของตนแล้ว ทรงกลับใจใหม่ เมื่อทรงทราบว่าพระเจ้าเริ่มอวยพระพรเลวี โอเบดเอโดม จึงทรงอัญเชิญหีบพันธสัญญากลับสู่เยรูซาเล็มในเวลาต่อมา
    3. การทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์
      - การตายของอุสซาห์ ทำให้ดาวิดทราบถึงการทรงสถิตด้วยของพระเจ้า
      - พระพรที่มาถึงบ้านของโอเบด-เอโดม (คนเลวีชาวเมืองกัท)