รักร่วมรับใช้ || Love Share and Serve

ธันวาคม 2018 : เดือนแห่งเทศกาลเตรียมรับเสด็จ

เทศนา ภาคเช้า 2012-10-07

By: ศึกษา เทพอารีย์.

Suksa Theparee หัวข้อ : ตายแล้วไปไหน 3
1 โครินธ์ 15:35-58

โดย ศจ.ดร.ศึกษา  เทพอารีย์

ความตายคือการแยกจากกัน ถ้ามนุษย์ตายฝ่ายร่างกายก็หมายความว่าวิญญาณแยกจากร่างกายของเขา แต่ความตายฝ่ายวิญญาณนั้นหมายถึงวิญญาณได้ถูกแยกจากผู้ประสาทวิญญาณหรือผู้สร้าง ผู้ประทานวิญญาณให้เราซึ่งก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้า เมื่อวิญญาณของเราถูกแยกจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเมื่อไหร่ในพระคัมภีร์จะใช้คำว่าวิญญาณนั้นได้ตาย เมื่อคนเราได้เกิดขึ้นมาร่างกายเขามีชีวิตแต่วิญญาณเขาได้ตายเนื่องจากความบาปที่ได้ตกทอดมาจากอาดัม มนุษย์ล้วนแล้วเกิดมาภายใต้ความบาปทั้งสิ้น แต่มนุษย์จะหลุดพ้นจากความบาป มาบังเกิดใหม่นั้นก็ได้ด้วยการกลับใจต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ทูลขอการอภัยโทษบาปและต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า ติดตามพระองค์ตลอดชีวิต

การบังเกิดใหม่นี้ในพระคัมภีร์ก็ได้ใช้คำว่าการถูกนับให้เป็นคนชอบธรรม หรือการบังเกิดใหม่ในพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อให้เราทั้งหลายได้มีความเข้าใจเมื่อเราต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์เจ้าเป็นพระผู้ช่วยให้รอด อะไรเกิดขึ้นเมื่อคนๆ หนึ่งได้รับเชื่อ หลังจากที่ร่างกายของเราจะตายในอนาคต พระคัมภีร์ได้บอกว่ามีชีวิตหลังความตายนี้แน่นอน และมีชีวิตนิรันดร์ที่เป็นชีวิตที่มีศักดิ์ศรี ซึ่งตาของเรามองไม่เห็น หูก็ไม่ได้ยินและมนุษย์คิดไม่ถึง ชีวิตหลังความตายที่พระเจ้าได้จัดเตรียมไว้สำหรับผู้ที่รักพระองค์ ลูกของพระองค์นั้นเป็นชีวิตหลังความตายที่น่าอิจฉา ดีกว่าชีวิตที่เรามีในโลกนี้หลายเท่า

เมื่อเราตายไปแล้ววิญญาณจิตของเราก็แยกจากร่างกาย ร่างกายนั้นอยู่ในพื้นดินนี้แต่วิญญาณได้ไปอยู่กับพระเจ้าในเมืองบรมสุขเกษมหรือสวรรค์ เพราะฉะนั้นสวรรค์มีอยู่จริง แผ่นดินสวรรค์นั้นเป็นแผ่นดินแห่งความชอบธรรม สวรรค์นั้นเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ระหว่างเรากับพระเจ้า กับบรรพชนที่ได้ล่วงหลับไป เป็นบำเหน็จรางวัลที่พระเจ้าได้จัดเตรียมไว้ ให้ผู้ที่เชื่อในองค์พระเยซูคริสต์  สวรรค์เป็นที่พำนักของพระเจ้า เป็นสถานที่ที่เราจะพบกับพระองค์หน้าต่อหน้า ตัวต่อตัว

ในหลักข้อเชื่อของอัครธรรมทูต "ข้าพเจ้าเชื่อ... ในการร่วมสมานฉันท์ระหว่างธรรมิกชน การอภัยโทษบาป การที่กายคืนชีพ และสมบูรณ์ชีพนิรันดร์" ซึ่งในบรรทัดสุดท้ายนั้นหมายถึงการฟื้นหรือการเป็นขึ้นมาจากความตายและจะมีชีวิตนิรันดร์ที่สมบูรณ์แบบ จากการสำรวจคนอเมริกันมีถึง 30 เปอร์เซนต์ที่เชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด และในหมู่คริสเตียนก็มีถึง 20 เปอร์เซนต์ที่เชื่อในเรื่องนี้ ซึ่งนี่เป็นความเชื่อของสิ่งที่ไม่อยู่ในพระคัมภีร์ และอ.เปาโลได้เตือนคริสเตียนที่อยู่ในเมืองโครินธ์ว่าการคืนชีวิตนั้นจะต้องมีกายใหม่ถ้าไม่มีกายใหม่แล้วคืนชีวิตไม่ได้ เมื่อร่างกายได้แยกจากวิญญาณแล้วร่างกายก็จะอยู่ในหลุมฝังศพ หรือเป็นเถ้าธุลีไป วิญญาณกลับไปอยู่กลับพระเจ้า พระเจ้าได้ทรงสร้างเราให้จิตวิญญาณที่ติดอยู่กับร่างกายตลอดไป นี่คือน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ทรงสร้างอาดัม เอวาให้ร่างกายของเขานั้นอยู่ติดอยู่กับวิญญาณของเขาตลอดไป แต่เพราะความบาปทำให้ร่างกายของเราได้เสื่อมโทรม และตายไป แต่กายใหม่ที่ได้พูดถึงในพระคัมภีร์นั้น กายใหม่นั้นเป็นกายที่น่าปราถนามาก จากพระธรรม 1 คร.15 มีอยู่ว่า

กายเดิมที่ไม่เหมือนเดิม 1 คร.15:37-38 "เมล็ด​ข้าว​ที่​ท่าน​หว่าน​นั้น จะ​เป็น​ข้าว​สาลี​หรือ​พืช​อื่นๆ ​ก็​ดี ท่าน​มิได้​หว่าน​สิ่ง​ที่​เป็น​รูปร่าง​ของ​ต้น​ที่​จะ​งอก​ขึ้น​มา แต่​ได้​หว่าน​เมล็ด​เท่านั้น​ ​พระ​เจ้า​ทรง​ประทาน​รูปร่าง​ต้น​ของ​เมล็ด​นั้น​ตาม​ที่​พระ​องค์​ทรง​เห็นชอบ และ​ทรง​ประทาน​รูปร่าง​แก่​เมล็ด​พืช​ทุก​พรรณ​ตาม​ชนิด​ของ​มัน" ผู้ที่กำหนดกายใหม่ให้แก่เรานั้นคือองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าประทานกายตามที่พระองค์ทรงเห็นชอบและเห็นว่าดี ประทานตามชนิดของร่างกายนั้น ร่างกายใหม่นั้นก็เป็นกายเดิมที่ไม่เหมือนเดิม สามารถมองเห็นได้ มีอวัยวะต่างๆ ครบถ้วน แต่ไม่มีบาป ไม่เสื่อม และเราจะได้รับกายใหม่เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมารับเราไปอยู่กับพระองค์อีกครั้งหนึ่ง

กายที่ยังจำกันได้ มีคำถามมากมายว่ากายใหม่ที่ได้รับนี้เราจะยังจดจำกันได้หรือไม่ คำตอบคือเราจะจำกันได้ เราจะจำคนที่เรารักได้ เรามีความห่วงใย รักคนที่เรารักจริงก็ควรที่จะเชิญชวนเขาให้รู้จักกับองค์พระเยซูคริสต์เจ้า เพื่อจะได้เจอกันบนสวรรค์ แต่ที่สำคัญกว่าคือสวรรค์เป็นที่ประทับของพระเจ้า เราจะได้นมัสการพระเจ้า จะได้เห็นสง่าราศี และความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า สรรเสริญและชื่นชมในสง่าราศีของพระองค์

กายที่แตกต่าง 1 คร.15:42-44 "การ​ซึ่ง​จะ​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย​นั้น​ก็​เหมือน​กัน สิ่ง​ที่​หว่าน​ลง​นั้น​เป็น​ของ​ที่​จะ​เน่า​เปื่อย สิ่ง​ที่​เป็น​ขึ้น​มา​ใหม่​นั้น​ก็​จะ​ไม่​รู้จัก​เน่า​เปื่อย​ สิ่ง​ที่​หว่าน​ลง​นั้น​ไร้​เกียรติ สิ่ง​ที่​เป็น​ขึ้น​มา​ใหม่​ก็​จะ​มี​ศักดิ์ศรี สิ่ง​ที่​หว่าน​ลง​นั้น​อ่อน​กำลัง สิ่ง​ที่​เป็น​ขึ้น​มา​ใหม่​ก็​จะ​ทรง​อานุภาพ​ สิ่ง​ที่​หว่าน​ลง​นั้น​เป็น​ร่างกาย สิ่ง​ที่​เป็น​ขึ้น​มา​ก็​จะ​เป็น​กาย​วิญญาณ ถ้า​ร่างกาย​มี กาย​วิญญาณ​ก็​มี​ด้วย​" ร่างกายใหม่นี้จะไม่มีการเสื่อมโทรมอีกต่อไป แต่อยู่ในสภาพเหนือกาลเวลา กายใหม่จะเป็นกายแห่งศักดิ์ศรี สะท้อนพระศิริของพระเจ้า ทรงอานุภาพเช่นเดียวกับกายของพระเยซูเมื่อครั้งฟื้นคืนพระชนม์ สามารถเดินทะลุกำแพง ไปในสถานที่ใดๆ ได้ อยู่เหนือกฏเกณฑ์แห่งฟิสิกส์ ร่างกายใหม่เป็นกายวิญญาณแต่ไม่ใช่ผี มองเห็น สัมผัส จับต้องได้ และนี่คือการเปิดเผยของพระเจ้าให้เราได้เชื่อและมีความหวังใจ ในการติดตามพระเจ้าตลอดชีวิตของเรา และจะได้เจอกับพระองค์อีกตลอดไป

ได้รับเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จกลับมา 1 ธส. 4:16-17 "ด้วย​ว่า​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​จะ​เสด็จ​มา​จาก​สวรรค์​ด้วย​พระ​ดำรัส​สั่ง ด้วย​สำเนียง​เรียก​ของ​เทพบดี​และ​ด้วย​เสียง​แตร​ของ​พระ​เจ้า และ​คน​ทั้ง​ปวง​ใน​พระ​คริสต์​ที่​ตาย​แล้ว​จะ​เป็น​ขึ้น​มา​ก่อน​ หลังจาก​นั้น​เรา​ทั้ง​หลาย​ซึ่ง​ยัง​เป็นอยู่ จะ​ถูก​รับ​ขึ้น​ไป​ใน​เมฆ​พร้อม​กับ​คน​เหล่า​นั้น และ​จะ​ได้​พบ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ใน​ฟ้า​อากาศ อย่าง​นั้น​แหละ เรา​ก็​จะ​อยู่​กับ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​เป็น​นิตย์" ถ้าเราตายก่อนที่พระเยซูเสด็จกลับมา ร่างกายของเราก็จะเน่าเปื่อยผุพัง เป็นเถ้าธุลีในโลกนี้ และวิญญาณจิตไปอยู่ที่เมืองบรมสุขเกษม เมื่อองค์พระเยซูคริสต์เส็จกลับมาจากสวรรค์คนในพระคริสต์จะเป็นขึ้นมา วิญญาณจิตของเราติดตามองค์พระเยซูคริสต์มาและรวมกันกับกายใหม่ที่ได้ฟื้นคืนชีวิต นี่คือกายวิญญาณใหม่ที่ได้รับ

อีกประการหนึ่งในเรื่องของความเชื่อของคริสเตียนเรา ในเรื่องการของการรักษาอาการเจ็บป่วยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งหมอ ไม่จำเป็นต้องพึ่งการรักษาพยาบาล การอัศจรรย์เหนือธรรมชาติ พวกเราก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกันกับคนนี้ที่เป็นเหยื่อ ทำให้ต้องสูญเสียลูกสาว ด้วยการไปรักษากับหมอเขมรจนเสียชีวิต ความเชื่อความศรัทธานั้นไม่ได้เกี่ยวข้องเลยว่าเราจะเรียนจบมาสูงขนาดไหน มีความรู้มากขนาดไหน แต่การดูแลความเชื่อความศรัทธา การพิทักษ์รักษาความเชื่อของเรานั้นต้องยืนหยัดอยู่บนรากฐานของพระวจนะของพระเจ้า

คำนิยามของการรักษาด้วยความเชื่อและศรัทธาคือ คนคนหนึ่งมีความสามารถในการรักษาผ่านการติดต่ออย่างใกล้ชิดกับอำนาจที่มาจากเบื้องบน การที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนามาสถิตอยู่ด้วย หรือการได้รับมอบอำนาจจากพระ หรือพระเจ้า หรือเทพต่างๆ แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้สนับสนุนในเรื่องนี้ และนักวิทยาศาสตร์ผู้ที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ก็บอกว่าผู้ที่หายจากโรคมะเร็งด้วยความเชื่อศรัทธานั้นมีน้อยเสียยิ่งกว่าผู้ที่หายจากโรคนี้เองตามธรรมชาติเสียอีก (มีมะเร็งบางอย่างที่หายไปได้เอง) แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าการรักษาด้วยความเชื่อศรัทธานั้นช่วยลดความเครียด หายกังวลใจ ทำให้เกิดสันติสุข ลดความเจ็บปวด และมีความปราถนาที่จะมีชีวิตอยู่ หายจากอาการซึมเศร้า

ผู้ที่อ้างว่ารักษาด้วยความเชื่อศรัทธานั้นมักจะบอกว่ารักษาได้ทุกโรค และมักจะมีพื้นฐานเบื้องหลังในทุกๆศาสนา บ้างก็ว่าสามารถรักษาได้ทั้งใกล้และไกล ในคริสตจักรก็มีประวัติการรักษามาตั้งแต่ยุคแรกๆ จนถึงทุกวันนี้ ทั้งในศาสนาอื่นๆ ก็เช่นกัน และจากการศึกษาพบว่าผู้ที่ใช้การอธิษฐานรักษาโรคเพียงอย่างเดียวมีอัตราการตายสูงกว่าผู้ที่รักษาโดยแพทย์ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการรักษาโดยฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้านั้นไม่มีอีกแล้ว แต่นี่คือหลักฐานที่แสดงให้เห็น ยิ่งกว่านั้นผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยความเชื่อศรัทธาเพียงอย่างเดียวแล้วไม่หายมักจะรู้สึกสิ้นหวัง ล้มเหลว ไม่มีค่าและซึมเศร้า ย้างก็ได้รับการชี้แจงว่าความเชื่อของคุณไม่พอ ดังนั้นการที่เราป่วยเป็นมะเร็ง หรือไส้ติ่งอักเสบแล้วไม่ไปหาหมอ นั้นเป็นการไม่ฉลาดเลย พระเจ้าสามารถรักษาเราผ่านหมอ ผ่านกระบวนการทางการแพทย์ได้ แต่ในที่ๆ ห่างไกลพระองค์ก็ยังทรงพระกรุณารักษาเราได้ด้วยความเชื่อศรัทธาเช่นกัน

ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียนพระเจ้าสอนให้เราพิสูจน์ทุกวิญญาณ เมื่อเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นในสังคม หรือแวดวงสังคมของเรา เราจะตอบสนองต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไรก็คือหลักแห่งพระวจนะของพระเจ้า ความเชื่อของเรานั้นต้องวางอยู่ในพื้นฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า ไม่ใช่เป็นความเชื่อที่งมงาย หรือตามบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และใน 1 คร. 15:58 "เหตุ​ฉะนั้น​พี่​น้อง​ที่​รัก​ของ​ข้าพเจ้า ท่าน​จง​ตั้ง​มั่น​อยู่ อย่า​หวั่นไหว จง​ปฏิบัติงาน​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ให้​บริบูรณ์​ทุก​เวลา ท่าน​ทั้ง​หลาย​พึง​รู้​ว่า โดย​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า การ​ของ​ท่าน​จะ​ไร้​ประโยชน์​ก็​หา​มิได้​"