ส่งต่อความรัก || Pass The Love Forward

กันยายน 2020 : เดือนแห่งการศึกษาพระวจนะ

เทศนา ภาคเช้า 2012-08-19

By: ศึกษา เทพอารีย์.

Suksa Theparee หัวข้อ : แผนงานแห่งสวัสดิภาพ
เยเรมีย์ 29:11-13

โดย ศจ.ดร.ศึกษา  เทพอารีย์

ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียน เราจำเป็นต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าว่า พระองค์จะทรงนำเราอย่างไร และพระคัมภีร์ได้เตือนเราว่า “จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า และพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น” (สุภาษิต 3.6)

เรื่องการทรงนำของพระเจ้าเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่เราจะต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง คริสเตียนส่วนใหญ่มักมีปัญหาในเรื่องการทรงนำของพระเจ้า ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเรายังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับลักษณะการทรงนำของพระเจ้า พระเจ้าไม่เพียงเป็นผู้ชี้ทางให้แก่เรา พระองค์ยังเป็นผู้นำทางของเราด้วย พวกเรามักจะตกอยู่ในสภาพที่มุ่งแสวงหาว่าพระเจ้าต้องการให้ทำอะไร แต่พระเจ้าปรารถนาที่จะประทานสิ่งที่ดีกว่านั้น คือประทานพระองค์เองให้เป็นผู้นำของเรา พระเจ้าไม่เพียงแต่เปิดเผยแนวทางบางอย่างและกฏเกณฑ์หรือหลักการที่ตายตัวให้แก่เราเท่านั้น แต่พระองค์ดำเนินเคียงข้างไปกับเราตลอด การมีป้ายชี้ทางย่อมต่างจากการมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ที่รู้ทางอย่างดีนั่งเคียงข้างไป เราจะรู้สึกสบายใจได้เมื่อรู้ว่าพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ร่วมดำเนินไปกับเราตลอดชีวิตของเรา
 
การทรงนำเป็นผลของความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้า
  1. เป้าหมายชีวิต พระเจ้าทรงมีเป้าหมายใหญ่ในชีวิตของเราทุกคน 2 คร. 3:18 “แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ” ให้เรามีลักษณะเหมือนพระเยซูคริสต์เจ้ามากขึ้นๆ ทุกวัน
  2. ความปรารถนาที่แท้จริง ในการแสวงหาการทรงนำของพระเจ้านั้นเพื่อความมั่นคงและความปลอดภัย หากเราสามารถมองเห็นว่าอนาคตเป็นอย่างไร เราก็ไม่ต้องแสวงหาการทรงนำของพระเจ้า แต่ในความเป็นจริงแล้ว การแสวงหาการทรงนำเป็นผลเนื่องจากความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า เป็นความสัมพันธ์แบบลูกกับพ่อ ผู้ถูกสร้างกับพระผู้สร้าง มนุษย์กับพระเจ้า เราอยากเป็นที่พอพระทัยของพระองค์ ดังนั้นเมื่อเราแสวงหาการทรงนำของพระองค์ เราต้องทำด้วยท่าทีแบบที่ “เรารักพระเจ้าและปรารถนาที่จะทำให้เป็นที่ชอบพระทัย” เราจึงแสวงหาการทรงนำและแผนการของพระองค์
  3. การพลาดไปจากน้ำพระทัย บางครั้งพระเจ้าอนุญาตให้เราพลาดไปจากน้ำพระทัยของพระองค์ในบางเรื่อง เพื่อที่เราจะแสวงหาเรียนรู้การแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ได้ดียิ่งขึ้น เปรียบเทียบได้กับการหัดขี่จักรยาน ซึ่งต้องหกล้มหลายครั้ง ก่อนที่จะสามารถขี่ได้ มิชชันนารีท่านหนึ่งกล่าวว่า “บางครั้งพระเจ้านำคนหนึ่งให้มาเป็นมิชชันนารี เพราะพระองค์ต้องการจะสอนบางสิ่งบางอย่างแก่เขามากกว่าที่จะใช้เขาปฏิบัติราชกิจของพระองค์ให้สำเร็จ”
หลังจบการศึกษา เราจึงไม่ควรตัดสินใจที่จะทำงานโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของเงินเดือน แม้ว่าเราจะตั้งใจดีในการถวายทรัพย์ให้กับงานของพระเจ้ามากๆ ก็ตาม มนุษย์ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายของพระเจ้า คือให้มีสติปัญญา มนุษย์จึงแตกต่างจากสิ่งอื่น พระเจ้าจึงไม่นำเราด้วยสัญชาตญาณ หรือโดยทางเวทมนต์ แต่ทรงนำเราด้วยความคิด พระองค์ต้องการหล่อหลอมจิตใจและความปรารถนาของเราให้สอดคล้องกับพระคำของพระองค์ การมีสติปัญญาของพระเจ้าอยู่ในชีวิตของเรา ย่อมเป็นรากฐานเบื้องต้นในการแสวงหาการทรงนำของพระเจ้า สติปัญญาตามแบบพระคัมภีร์จึงไม่เหมือนสติปัญญาทั่วไปของโลกหรือสามัญสำนึก หรือความเฉลียวฉลาดตามธรรมชาติ แต่เป็นพระคุณของพระเจ้าทีป่ระทานให้กับเรา อันจะทำให้เรามองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามแบบของคริสเตียนและสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ในพระธรรม รม. 12:2 “อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม”
เงื่อนไขหรือท่าทีในการแสวงหาการทรงนำของพระเจ้า 
  1. ความถ่อมใจ สภษ. 3:5 “จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง” เราเป็นผู้ถูกสร้างที่ต้องพึ่งพาผู้สร้าง เราไม่มีวันที่จะฉลาดหรือเติบโตเพียงพอถึงขนาดที่เราไม่ต้องการพระเจ้า การยอมรับจุดนี้ด้วยปากนั้นง่าย แต่ลึกลงไปในใจของเรา ธรรมชาติบาปมักจะไม่เห็นด้วยว่าเราต้องพึ่งพระเจ้า ความถ่อมใจที่แท้จริงย่อมเป็นผลมาจากชีวิตที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้นผู้ที่มีชีวิตติดสนิทกับพระเจ้าย่อพมเป็นผู้ที่รู้จักและสังเกตเห็นทางของพระเจ้าได้ง่าย
  2. จิตใจที่เชื่อฟัง การเต็มใจที่จะเชื่อฟังพระเจ้า เป็นเงื่อนไขที่มีความสำคัญมาก ยน. 7:17 “ถ้าผู้ใดตั้งใจประพฤติตามพระประสงค์ของพระองค์ ผู้นั้นก็จะรู้ว่าคำสอนนั้นมาจากพระเจ้า หรือว่าเราพูดตามใจชอบของเราเอง” สดด. 25:12 “ผู้ใดเล่าที่เป็นคนยำเกรงพระเจ้า พระองค์จะทรงสั่งสอนผู้นั้นในทางที่เขาควรเลือกได้” เราไม่ควรมีท่าทีที่ว่าขอให้พระเจ้าเปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์แก่เราก่อน แล้วเราค่อยมาพิจารณาดูว่าจะเชื่อฟังดีหรือไม่ อย่าให้มีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ ต้องระวังธรรมชาติบาปของเรา และเต็มใจที่จะตรวจสอบเจตนารมณ์ของเราเสมอ จิตใจที่มีแนวโน้มไม่บริสุทธิ์จะเป็นอุปสรรคในการรู้จักน้ำพระทัยพระเจ้า
  3. วางใจในพระเจ้า ชีวิตฝ่ายวิญญาณที่เติบโตขึ้น และเรียนรู้จักพระคำของพระเจ้ามากขึ้น ทำให้เราสามารถแน่ใจได้ว่าพระเจ้าผู้ประเสริฐทรงทราบขีดจำกัดของเราและเห็นใจเรา ดังนั้น ถ้าเรามีความจริงใจที่ต้องการจะรู้น้ำพระทัยของพระเจ้า การใช้ความฝันหรือนิมิต และการทดสอบของกิเดโอน ถึงแม้จะไม่เป็นวิธีการนำโดยปกติ แต่ก็เป็นการยืนยันความจริงที่ว่า พระองค์มีทางที่จะเปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์ต่อเราได้ พระเจ้าควบคุมอยู่เหนือการตัดสินใจของเรา พระองค์เต็มใจที่จะนำเรามากกว่าที่เราเต็มใจยอมให้พระองค์นำพาเสียอีก พระองค์พร้อมที่จะเปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์ต่อเรามากกว่าที่เราพร้อมที่จะแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้าเสียอีก ดังพระธรรม สดด. 103:13-14”บิดาสงสารบุตรของตนฉันใด พระเจ้าทรงสงสารบรรดาคนที่ยำเกรงพระองค์ฉันนั้นเพราะพระองค์ทรงทราบโครงร่างของเรา พระองค์ทรงระลึกว่าเราเป็นแต่ผงคลี”
แนวทางในการแสวงหาน้ำพระทัย 
  1. การอธิษฐาน ยก. 1:5 “ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญา ก็ให้ผู้นั้นทูลขอจากพระเจ้า ผู้ทรงโปรดประทานให้แก่คนทั้งปวงด้วยพระกรุณาและมิได้ทรงตำหนิ แล้วผู้นั้นก็จะได้รับสิ่งที่ทูลขอ“ การอธิษฐานเป็นท่าทีที่แสดงถึงความถ่อมใจ พึ่งพาพระเจ้าและวางใจในพระองค์ เราต้องระมัดระวังไม่ให้ตัวเราถูกครอบงำด้วยปัญหา มอบสิ่งที่เราทูลขอไว้กับพระเจ้าและรอคอยคำตอบจากพระองค์ด้วยความเชื่อ 
  2. พระคัมภีร์ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการรู้ถึงการทรงนำของพระเจ้า ความจริงหรือหลักเกณฑ์ในพระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้อง เราต้องนำเอาข้อมูลที่หามาได้มาเปรียบเทียบกับพระวจนะของพระเจ้าว่าสอดคล้องหรือไปด้วยกันได้กับหลักคำสอนในพระคัมภีร์ ถ้าจะรับหน้าที่เป็นประธานในกลุ่มคริสเตียน ต้องดูว่าพระคัมภีร์กล่าวถึงคุณสมบัติและการเป็นผู้นำไว้อย่างไร มีความรับผิดชอบอะไรบ้าง ความสามารถต้องเป็นอย่างไร คุณมีของประทานและเวลาพอจะรับหน้าที่นั้นได้หรือไม่ ส่วนในเรื่องการแต่งงาน ต้องทราบว่าจุดมุ่งหมายของการแต่งงานเพื่อทั้งสองจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม เพื่อจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คำนึงถึงความเชื่อและชีวิตทางจิตวิญญาณ คำนึงถึงการทรงเรียกของพระเจ้า พื้นฐาน ความคิด เบื้องหลังการศึกษา เราต้องพิจารณาด้วยใจถ่อม และด้วยใจอธิษฐาน แล้วพระเจ้าจะประทานความเข้าใจ พร้อมทั้งนำให้เราสามารถมองเห็นข้อมูลอื่นๆ มากยิ่งขึ้น 
  3. รับการปรึกษา กับผู้ที่มีประสบการณ์ เป็นขั้นตอนหนึ่งในการแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้า เราสามารถหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น ถ้าอยากที่จะเป็นผู้รับใช้พระเจ้า ขอพูดคุยกับศิษยาภิบาลที่มีประสบการณ์หรืออยากเป็นครู การขอคำแนะนำจากเพื่อนคริสเตียนที่กำลังสอนอยู่ในโรงเรียนย่อมเป็นเรื่องที่ดี สภษ. 12:5 “ความคิดของคนชอบธรรมนั้นยุติธรรม แต่คำหารือของคนชั่วร้ายนั้นทรยศ” และ สภษ. 19:20 “จงฟังคำแนะนำและรับคำเตือนสติ เพื่อเจ้าจะได้ปัญญาสำหรับอนาคต”
  4. การพิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากสภาวะแวดล้อม เราจำเป็นต้องหาข้อมูล และคิดพิจารณาข้อมูลเหล่านั้นด้วยใจอธิษฐาน ขอให้พระเจ้าควบคุมเหนือความคิดของเรา ข้อมูลจากสภาวะแวดล้อมเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น เราไม่สามารถสรุปได้ว่าสิ่งนั้นเป็นน้ำพระทัยพระเจ้าโดยดูจากสภาวะแวดล้อมเท่านั้น คริสเตียนมักอธิษฐานแสวงหาการทรงนำในลักษณะว่า “ถ้าเป็นน้ำพระทัยพระเจ้า ก็ขอให้พระองค์เปิดทาง แต่ถ้าไม่ใช่ก็ขอให้ปิดทาง” ดาวิดไม่ได้ทำตามสภาวะแวดล้อม (1ซมอ.24.1-7) โยชูวาตัดสินใจผิด ยอมทำสัญญาสันติภาพกับกิเบโอน ไม่ได้อธิษฐานทูลขอการทรงนำ ไม่ได้พิจารณาข้อมูลอื่น (ยชว.9.14) เราต้องพิจารณาความจริงจากพระคัมภีร์และข้อมูลอื่นๆ ก่อน แล้วค่อยพิจารณาสภาวะแวดล้อมตามลำดับ 
  5. สันติสุข ความรู้สึกไม่สามารถถือเป็นข้อหลักที่สำคัญเพื่อจะสรุปว่าเป็นน้ำพระทัยพระเจ้า การสรุปว่าเมื่อเราตัดสินใจแล้วเกิดความสบายใจ แสดงว่าเป็นน้ำพระทัยพระเจ้า หรือสรุปว่าเมื่อตัดสินใจแล้วเกิดความไม่สบายใจ แสดงว่านั่นไม่ได้เป็นน้ำพระทัย เราต้องเข้าใจว่า ต้นเหตุของความรู้สึกมีหลายสาเหตุด้วยกัน ดร.บาร์คเล่ย์ ได้กล่าวว่า “การยืนหยัดโต้แย้งและต่อสู้เพื่อความจริงของพระเจ้าของคริสเตียนหลายคนต้องล้มเลิกไป เนื่องจากการสรุปด้วยความเข้าใจผิดว่า ความไม่สบายใจ ความตึงเครียดเป็นเครื่องแสดงว่าการกระทำนั้นไม่พอพระทัยพระเจ้า” การอาศัยความรู้สึกเป็นเครื่องพิจารณาน้ำพระทัย มีอันตรายที่จะเกิดความผิดพลาดได้
การตัดสินใจ การรอคอยพระเจ้าย่อมดีกว่าการตัดสินใจอย่างรีบร้อน จิตใจที่รอคอยพระเจ้าด้วยความอดทน เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม จิตใจของเราไม่ได้ถูกควบคุมด้วยเจตนาที่ผิดๆ แต่เราพร้อมที่จะทำตามการทรงนำ การที่เราไม่กล้าตัดสินใจในบางครั้ง อาจเป็นเพราะว่า เราไม่มีความไว้ใจหรือไม่วางใจในพระเจ้ามากเพียงพอ คาดหวังว่าพระเจ้าจะนำไปในทางหนึ่งทางใด เราต้องตระหนักอยู่เสมอว่า พระเจ้าทรงควบคุมอยู่หนือการตัดสินใจของเรา หากเรามีความจริงใจที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ พระองค์จะไม่ทรงให้เราพลาดไปจากน้ำพระทัยของพระองค์อย่างแน่นอน