ส่งต่อความรัก || Pass The Love Forward

กันยายน 2020 : เดือนแห่งการศึกษาพระวจนะ

เทศนา ภาคเช้า 2012-07-29

By: รุ่ง เริงสันต์อาจิณ.

Rung Roengsanarjin หัวข้อ : การนมัสการที่ถูกต้อง
ยอห์น 4:21-26

โดย ศจ.ดร.รุ่ง เริงสันต์อาจิณ

ยอห์น 4:21-26 “พระเยซูตรัสกับนางว่า ‘หญิงเอ๋ยเชื่อเราเถิด คงมีวันหนึ่งที่พวกเจ้าจะมิได้ไหว้นมัสการ ​พระ​บิดา เฉพาะที่​ภูเขา​นี้​หรือ​ที่​เยรูซาเล็ม​ ซึ่ง​เจ้า​นมัสการ​นั้น​เจ้า​ไม่​รู้จัก ซึ่ง​พวก​เรา​นมัสการ​เรา​รู้จักเพราะ​ ความ​รอด​นั้น​มา​จาก​พวก​ยิว​ แต่​วาระ​นั้น​ใกล้​เข้า​มา​แล้ว และ​บัดนี้​ก็​ถึง​แล้ว คือ​เมื่อ​ผู้​ที่​นมัสการ​อย่าง​ถูกต้อง​ จะ​นมัสการ​พระ​บิดา ด้วย​จิต​วิญญาณ​และ​ความ​จริง เพราะ​ว่า​พระ​บิดา​ทรง​แสวงหา​คน​เช่นนั้น​นมัสการ​ พระ​องค์​ ​พระ​เจ้า​ทรง​เป็น​พระ​วิญญาณ และ​ผู้​ที่​นมัสการ​พระ​องค์ ต้อง​นมัสการ​ด้วย​จิต​วิญญาณ​และ​ความ​จริง นาง​ทูล​พระ​องค์​ว่า ‘ดิฉัน​ทราบ​ว่า​พระ​เมส​สิ​ยาห์ (ที่​เรียก​ว่า​พระ​คริสต์) จะ​เสด็จ​มา เมื่อ​พระ​องค์​เสด็จ​มา ​พระ​องค์​จะ​ทรง​ชี้แจง​ทุก​สิ่ง​แก่​เรา’ ​พระ​เยซู​ตรัส​กับ​นาง​ว่า ‘เรา​ที่​พูด​กับ​เจ้า​คือ​ท่าน​ผู้​นั้น’”

มีคนที่คิดว่าตนเองเป็นอเทวนิยม คือผู้ที่ไม่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าในโลกนี้ หลายครั้งที่เขาพูดและแสดงความ คิดเห็นกับเพื่อนของเขาว่า ถ้าหากมีพระเจ้าจริง เขาจะต้องเห็นได้ จะต้องรับรู้ได้ วันหนึ่งเขาได้เข้าป่าไปคนเดียว ในขณะที่เขาเพลิดเพลินกับธรรมชาติรอบข้าง ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้น เขารู้สึกสงสัยว่าน่าจะมีใครติดตามเขามา แต่ปรากฏว่าเป็นหมีตัวใหญ่ตามมา เขาจึงวิ่งหนี ในที่สุดเขารู้สึกว่าเขาคงหนีไม่พ้นแน่ และเขาก็สะดุดล้มลง เขาจึงอุทานว่า ขอพระเจ้าช่วยด้วย ทันใดนั้นทุกอย่างหยุด ชะงักลง และมีแสงสว่างออกมา มีเสียงดังขึ้นว่า ‘เจ้าปฏิเสธ เรามาตลอด เวลานี้เจ้าเรียกหาเรามีอะไรหรือ’ เขาจึงบอกว่า พระองค์เจ้าข้า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าพระองค์ปฏิเสธ พระองค์มาโดยตลอด และในยามคับขันนี้ ข้าพระองค์ละอาย ที่จะขอเป็นคริสเตียนหรือลูกของพระองค์ แต่ขอให้พระองค์ ทำให้หมีตัวนี้ เป็นคริสเตียนด้วย เพราะเขาคิดว่าถ้าหมีตัว นี้เป็นคริสเตียนจะมีจิตใจอ่อนโยนและมีความรัก และคงจะ ไม่เอาเขาไปเป็นอาหารเที่ยง ทันใดนั้นเมื่อกล่าวอาเมน ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาเคลื่อนไหว หมีตัวนั้นยังคงเข้ามา ประชิดและมันก็โค้งคัวอธิษฐานว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์สำหรับอาหารอันโอชะ’ แต่ละคนมีแง่คิด ของพระเจ้าไม่เหมือนกัน

ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีบุคคลคนหนึ่งได้จากโลกนี้ไป ตลอดเวลาที่เขามีชีวิตเขาบอกว่า พระเจ้าตายแล้ว เพราะว่าเขาไม่สามารถสัมผัสกับพระเจ้าในโลกนี้ได้ แต่พระเจ้ายังไม่ตาย ในการนมัสการแต่ ละครั้งเราคิดถึงอะไรบ้าง พระเยซูได้ตรัสกับหญิงชาวสะมาเรียว่า ‘ที่ท่านนมัสการนั้นท่านไม่เข้าใจ ซึ่งเจ้านมัสการ นั้นเจ้าไม่รู้จัก แต่ที่เรานมัสการนั้นเรารู้จัก แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้วบัดนี้ก็ถึงแล้วคือผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้อง คือผู้ที่นมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง’ เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าคนเราอยากใกล้ชิดพระเจ้า ตั้งแต่โบราณ คนนมัสการภูเขา บางคนนมัสการไฟ บางคนนมัสการสัตว์ บางคนนมัสการสัตว์ที่เกิดมาผิดปกติ พฤติกรรม นมัสการของคนเหล่านั้น แต่สะท้อนว่าเขาต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่ายิ่งใหญ่กว่าเขา และต้องนมัสการกราบไหว้บูชา เมื่อเราถูกสร้างมา ชีวิตจะโหยหาการกลับไปยังจุดเริ่มต้น แสวงหาสิ่งที่ขาดหายไป เพื่อได้ความอิ่มเอิบ และได้รับการเติมเต็มและมีสันติสุข พระเยซูบอกกับหญิงนั้นว่าเขาไม่รู้จักการนมัสการอะไร แล้วเรารู้หรือไม่ เราวางระเบียบการนมัสการแบบนี้ เราเข้าใจหรือไม่ รู้มั้ยว่าสิ่งที่ทำมีความหมายอย่างไร ทุกวันนี้เราเข้ามาในฐานะ ผู้ชมหรือผู้นมัสการพระเจ้ากันแน่

ทุกวันนี้ชินกับการบริโภคสิ่งต่างๆ ในโลกการบริโภคทุกสิ่งซื้อได้ด้วยเงิน เราซึ้อคน ซื้อสิ่งของ ซื้อเวลา ซื้อชื่อเสียง ซื้อมิตรภาพ ซื้อความสุข ความเพลินเพลินความบันเทิง ดูเหมือนว่า เราซื้อได้ทุกอย่าง ฉะนั้นสิ่งเราให้ไป เราก็คาดหวังจะได้รับการตอบแทนอย่างคุ้มค่า ผู้ที่นมัสการบางคนอาจ จะคิดว่าเมื่อไปคริสจักรทั้งที่ก็ต้องได้สิ่งที่ได้รับกลับมาเพื่อที่จะได้พอใจ ในด้านกลับกัน เรามานมัสการพระเจ้า มนุษย์คนแรกที่นมัสการพระเจ้า จะเอาสิ่งที่ดีที่สุดมาถวายให้แก่พระเจ้า การนมัสการคือการให้ความเคารพ นบนอบต่อผู้ที่อยู่สูงกว่าเรา แต่เรามักจะคิดการนมัสการเป็นการรับมากกว่าให้ เราได้ให้การนมัสการพระเจ้า หรือเปล่า ทุกกระบวนการเรามักคิดถึงว่าเราจะได้รับอะไร? เหมือนกับผู้ชมดูฟุตบอลเมื่อผู้เล่นเล่นไม่เป็นที่ พอใจ เราก็จะมีเสียงอึกทึกครึกโครม มีสิ่งที่แตกต่างระหว่างผู้ชมกับผู้นมัสการสองอย่าง

  1. การนมัสการเราให้กับพระเจ้า เรามีพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เราเป็นคนกำหนดว่าได้หรือไม่ได้อะไร สิ่งที่สำคัญคือ เราเข้ามายกย่องสรรเสริญพระนามพระเจ้า
  2. หัวคิดหรือหัวใจ ในพระคัมภีร์การนมัสการอย่างถูกต้อง จะต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง หลายครั้งพบว่าพระคัมภีร์ตอนนี้ การนมัสการบางแห่งแบ่งเป็นสอง ส่วนคือจิตวิญญาณส่วนหนึ่ง และความจริงส่วนหนึ่ง แต่จริงๆ เมื่อพระเจ้า สร้างเรา เรามีทั้งจิตวิญญาณ ร่างกาย ความคิด เป็นองค์ประกอบ เดียวกันต้องไปด้วยกันทั้งหมด จิตวิญญาณอยู่ที่ไหนของร่างกาย? สิ่งที่เรารับรู้ในการนมัสการ จิตวิญญาณที่พูดถึงสื่อถึงอารมณ์ ความรู้สึก ในขณะที่ความจริงเกี่ยวข้องกับสมอง ความคิด แต่พระเจ้าสร้างเราให้ ทั้งหมดอยู่ด้วยกัน การนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริงไม่ จำเป็นต้องแยกเป็นสองส่วน เพราะในจิตวิญญาณมีความจริง ในความ จริงมีจิตวิญญาณ อ.เปาโลบอกว่า เวลาเราร้องเพลงให้เราร้องด้วยจิต วิญญาณและความคิดเพราะเราสามารถเรียนรู้ได้มากมาย เกี่ยวกับ เนื้อหาของบทเพลงนั้น ฉะนั้นการนมัสการต้องทำให้เกิดความสมดุลทั้งสองอย่าง;

เมื่อพระเยซูตรัสกับหญิงชาวสะมาเรียคนนั้น พระเยซูต้องการให้การนมัสการที่เกิดผล คือการนมัสการ ทั้งสองส่วนในเวลาเดียวกันทั้งสองส่วน ทั้งความรู้สึกและความคิด การนมัสการที่สมบูรณ์คือให้พระวจนะ กระทบชีวิตของเราและเกิดการเปลี่ยนแปลงและสร้างใหม่ เมื่ออ่านต่อไปเรื่อยๆ พบว่าผู้หญิงคนนี้ได้เผชิญ หน้ากับผู้เป็นเจ้า ได้สำรวจตัวเองและกลับใจใหม่ และออกไปนำคนมากมายแทนที่จะหลบหน้าผู้คน นี่คือ ความหมายของการนมัสการ

เราไม่ได้เข้ามาเพื่อที่จะยินดีกับการนมัสการเฉยๆ แต่มาเพื่อเราจะได้สำรวจชีวิตของเราและจะเปลี่ยน แปลงชีวิตของเราอย่างไร  และพระเจ้าจะให้เราใช้ชีวิตอย่างไรเพื่อพระเจ้า

รูปแบบ หรือความหมาย หลายครั้งที่การนมัสการเน้นที่รูปแบบ จะได้ยินเสียงคนบ่นว่ารูปแบบ การนมัสการของสภาฯ ไม่มีชีวิต รูปแบบการนมัสการของสภาฯ น่าเบื่อ ไม่ตื่นเต้น ไม่เร้าใจ บางคนบอกว่า เพราะว่าเราใช้รูปแบบการนมัสการแบบนี้คริสตจักรจึงไม่เจริญ การนมัสการสำคัญทั้งรูปแบบและความหมาย เราต้องเข้าใจความหมายของการนมัสการ และใช้รูปแบบให้พาความหมายนั้น ให้สื่อออกมาได้ในรูปแบบใด รูปแบบหนึ่ง รูปแบบเป็นเหมือนอุปกรณ์บ่งบอกความหมายในสิ่งที่เกี่ยวข้อง รูปแบบสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่า คือความหมายว่า เราเข้าใจความหมายที่แฝง อยู่ข้างใน คิดถึงแบบฟอร์ม เช่นแบบฟอร์ม ตำรวจ แต่งชุดตำรวจโบกรถ เราก็รู้ว่าเขาเป็น ตำรวจ แต่หากใส่ชุดไปรเวตมาโบกรถ เราก็ ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครกันแน่ รูปแบบเหล่านั้นจึง เป็นอุปกรณ์ที่นำเราไปสู่ความหมายแท้จริง

เราเริ่มต้นการนมัสการพระเจ้าโดยการ ยกย่องสรรเสริญพระเจ้า เมื่อเราพบกับพระเจ้าและกลับมาสำรวจตนเอง มีการสารภาพบาป เราอ่านพระคัมภีร์ เราฟังเสียงของพระเจ้าว่าพระเจ้าให้เราทำอะไรในสังคม ฯลฯ หลังจากนั้นมีการถวายทรัพย์ เป็นสัญลักษณ์ การถวาย ไม่ใช่ถวายเพราะจะได้รับการอวยพระพร และใช้ใจถวายด้วย และสุดท้ายคือการออกไปว่าเราจะ ดำเนินชีวิตอย่างไรให้เกิดผล ระเบียบนมัสการทั้งหมดคือการนมัสการพระเจ้า ไม่ใช่แค่การเทศนาเท่านั้น เรามานมัสการพระเจ้า มีพระเจ้าเป็นจุดศูนย์กลาง พระเจ้าอาจจะทำงานกับตัวเราผ่านทางอื่นๆ เพราะบาง ครั้งผู้เทศนาก็ไม่ได้เป็นเครื่องมือของพระเจ้าต่อเราในวันนั้น อาจจะผ่านทางเพลง ข้อพระคัมภีร์ หรือจุณณียบท ก็ได้

หลายๆ คนบางทีไม่อยากให้พระเจ้าอยู่ในชีวิตมากเกินไป ขอพระเจ้ามาช่วยเป็นครั้งคราวก็พอที่เหลือ ก็อยากจะจัดการด้วยตัวเองซึ่งไม่ดี ไม่ถูกต้อง ชีวิตของเราจะต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อดำเนินตามพระบัญญัติของ พระเจ้าได้ การที่เรามานมัสการคือการที่เรามาถวายชีวิต เพื่อเผชิญชีวิตต่อไป และเป็นผู้รับใช้ที่ดีที่จะได้รับ การสัมผัสและเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้เป็นพรแก่คนอื่นต่อไป