รักร่วมรับใช้ || Love Share and Serve

พฤศจิกายน 2018 : เดือนแห่งการขอบพระคุณ

นมัสการ ภาคเช้า 2018-05-13

อศจ.ดารณี วราเศรษฐ์ หัวข้อ : พันธกิจแห่งการสร้างคน
มัทธิว 4:23
โดย อศจ.ดารณี วราเศรษฐ์

เมื่อ 144 ปีก่อน มิชชันนารีสตรีชาวอเมริกันท่านหนึ่ง เดินทางกลับประเทศสหรัฐอเมริกา และไปพูดชักชวนสตรีชาวอเมริกันตามโบสถ์ต่างๆ ให้ร่วมกันถวายเงินเพื่อหาทุนมาก่อสร้างโรงเรียน ในคราวนั้นได้เงินมาประมาณ 3,000 – 4,000 ดอลล่าร์ ท่านนำเงินนี้กลับมาประเทศสยาม หาสถานที่ที่เหมาะสม และในวันที่ 13 พฤษภาคม 1874 โรงเรียนประจำแห่งแรกสำหรับสตรีในประเทศไทยได้ถือกำเนิดขึ้น มีนักเรียนประจำ 6 คน เช้าไปเย็นกลับ 1 คน ชาวอเมริกัน เรียกโรงเรียนนี้ว่า “Harriet M. House School for Girls” ตามชื่อของมิชชันนารีผู้ก่อตั้งโรงเรียนคือ Mrs.Harriet M. House แต่ในประเทศไทย โรงเรียนแห่งนี้เป็นที่รู้จักในนาม “โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง” นอกเหนือจากแหม่มเฮ้าส์แล้ว แหม่มโคลคือมิชชันนารีสตรีที่สำคัญผู้พลิกฟื้นสถานะอันยากลำบากของโรงเรียน ปฏิรูปการศึกษาสตรี และขยายโรงเรียนจากวังหลังมาอยู่ในสถานที่ตั้งปัจจุบัน และเปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น “โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย”

วันนี้ตรงกับวันก่อตั้งโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง เรานมัสการพระเจ้าเพื่อโมทนาและขอบคุณพระเจ้าสำหรับโรงเรียนของพระเจ้าแห่งนี้ ที่สร้างขึ้นด้วยเจตจำนงเพื่อยกฐานะสตรีไทย ให้อ่านออกเขียนได้ ทำงานฝีมือเพื่อประกอบอาชีพ และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างสตรีไทยให้มีวิถีชีวิตแห่งพระเยซูคริสต์ มีหัวใจแห่งความรักและการให้ และสัตยซื่อ ด้วยความตั้งใจที่จะปลูกฝังพระวจนะ และวิถีชีวิตคริสเตียนให้กับนักเรียน คริสตจักรวัฒนาจึงเกิดขึ้นภายในโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ด้วยเจตจำนงเพื่อเป็นโบสถ์สำหรับนักเรียน ซึ่งในเวลาต่อมาเติบโตและเป็นโบสถ์สำหรับชุมชนในปัจจุบัน ฉะนั้นโรงเรียนและคริสตจักรจึงมีความผูกพัน แน่นแฟ้น ข้าพเจ้าได้สัมภาษณ์ท่านผป.วรรณดี คันธวงศ์ อดีตผู้บริหารโรงเรียนฯ ในวาระที่จัดทำหนังสือโมทนาพระคุณพระเจ้า อาคารพระอาจวิทยาคม ท่านได้กล่าวตอนหนึ่งว่า “เมื่อครูต้องเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นช่วงเวลาที่กำลังสร้างโบสถ์พอดี ครูถ่ายรูปโบสถ์ที่กำลังสร้างนำติดตัวไปสองใบ ตั้งใจนำไปให้มิชชันนารีที่เคยอยู่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยได้ดู ครูได้มอบรูปให้มิชชันนารีสองท่าน ทั้งสองท่านเมื่อเห็นแล้ว ต่างพูดเหมือนกันว่า ‘คิดถึงมิสโคลเหลือเกิน ท่านคงดีใจที่มีโบสถ์เกิดขึ้น’ ความปรารถนาที่จะสร้างโบสถ์มีตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่ทุ่งบางกะปีนี้ เพื่อให้นักเรียนสตรีของท่านได้เติบโตในวิถีคริสเตียน สร้างสตรีไทยให้งดงามด้วยคุณธรรม จริยธรรมแบบคริสตชน และมีความรอบรู้เป็นสตรีที่ทันสมัยของประเทศชาติ

ทั้งสิ้นที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้เกิดหนึ่งคำถามว่า สตรีชาวอเมริกันเหล่านี้เขาเกี่ยวข้องอะไรกับคนไทย ทำไมเขาต้องข้ามน้ำข้ามทะเล ออกห่างจากครอบครัว เสียสละชีวิตส่วนตัวมาอยู่ในดินแดนที่แตกต่างจากบ้านเกิดอย่างสิ้นเชิง ท่านเหล่านี้มาทุ่มเททำงานในประเทศไทยทำไม เขาทำเพื่อใคร หากเรามีโอกาสได้สัมภาษณ์ท่านเหล่านี้ คำตอบเดียวที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกท่านจะตอบเหมือนกันก็คือ “ทำเพื่อพระคริสต์ ทำเพราะนี่เป็นพระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์ ‘เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค’” มัทธิว 28:19-20

มิชชันนารีที่ตัดสินใจเดินทางไกลข้ามโลกมายังดินแดนไกลโพ้นทะเล ไม่ได้มาเพื่อพักผ่อน หากแต่มาด้วยหัวใจที่ปรารถนาอยากจะให้คนได้รู้จักพระคริสต์ และมีชีวิตแบบพระองค์ ท่านมาเพื่อประกาศพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณ มาเพื่อสอนและสร้างคนให้มีวิถีแบบพระคริสต์ และท่านเหล่านี้ได้ดำเนินชีวิตตามแบบพระเยซูคริสต์

มัทธิว 4:23 “พระเยซูได้เสด็จไปทั่วแคว้นกาลิลี ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขา ทรงประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า และทรงรักษาโรคภัยไข้เจ็บของชาวเมืองให้หาย” นี่คือพันธกิจหลักของพระเยซูคริสต์เมื่อพระองค์ทรงอยู่ในแผ่นดินโลก พันธกิจหลักของพระองค์คือพันธกิจแห่งการสร้างคน มัทธิว 9:35-36 “พระเยซูจึงเสด็จดำเนินไปตามนครและหมู่บ้านโดยรอบ ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขา ประกาศข่าวประเสริฐ แห่งแผ่นดินของพระเจ้า ทรงรักษาโรคและความป่วยไข้ทุกอย่างของพลเมืองให้หาย และเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนก็ทรงสงสารเขา ด้วยเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่งดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง” พระเยซูใช้เวลาของพระองค์ในการลงทุนชีวิตกับคน ในพระธรรมทั้งสองตอนนี้ เราจะเห็นวิธีในการสร้างคนของพระเยซู อยู่ 2 วิธี

วิธีการที่ 1 สั่งสอนและประกาศ

“พระเยซูได้ทรงตั้งต้นประกาศว่า “จงกลับใจเสียใหม่ เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์ มาใกล้แล้ว” มัทธิว 4.17 อิสยาห์ ผู้เผยพระวจนะ ได้เขียนไว้ว่า ประชาชนผู้นั่งอยู่ในความมืดได้เห็นความสว่างยิ่งใหญ่และผู้ที่นั่งอยู่ในแดนและเงาแห่งความตายก็มีความสว่างขึ้นส่องถึงเขาแล้ว ซึ่งในเวลานั้นประชาชนชาวอิสราเอลอยู่ในสภาพดำเนินชีวิตในความมืด ไม่มีความหวัง พระเยซูได้ตั้งต้นในการประกาศ ให้คนกลับใจใหม่ และสั่งสอนเขาให้ดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสมและถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้า มิใช่เพียงทำตามธรรมบัญญัติแบบไร้ความหมาย

เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนก็ทรงสงสารเขา ด้วยเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่งดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง คนยิวที่เป็นประชาชนธรรมดา ทางกายภาพก็มีชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบากภายใต้การปกครองของโรมัน ทางจิตวิญญาณก็มีความรู้สึกบกพร่อง เพราะต้องแบกกฎบัญญัติในการดำเนินชีวิตหกร้อยกว่าข้อ ซึ่งแน่ทีเดียวที่ประชาชนธรรมดาจะไม่สามารถรักษาธรรมบัญญัติไว้ได้ จึงรู้สึกว่าตนเองไร้ความหวังที่จะเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนก็ทรงสงสาร พระเยซูทรงเริ่มต้นพันธกิจของพระองค์ด้วยการสั่งสอน ด้วยคำเทศนาบนภูเขา ประกาศเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า ยกตัวอย่างคำสอนเรื่องผู้เป็นสุข ใน มัทธิว 5:3 3“บุคคลผู้ใด รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา

คำเทศนาบนภูเขานี้สร้างแรงบันดาลใจมหาศาลให้กับประชาชน คนที่ไร้ความหวังที่จะเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า กลับมีความหวัง เพราะพระเยซูสอนสิ่งที่ไม่มีใครเคยสอนมาก่อน และหากเราศึกษาในคำเทศนาบนภูเขาของพระเยซู มัทธิว 5-9 พระเยซูทรงสั่งสอนเรื่องในธรรมบัญญัติด้วยทัศนคติใหม่ ยกตัวอย่างเช่น มัทธิว 5.43-45 “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า จงรักคนสนิท และเกลียดชังศัตรู ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์”

พระเยซูคริสต์ทรงสั่งสอนและฟูมฟักประชาชนให้มีความหวังในพระเจ้า ให้ประชาชนมีความรู้ในพระคำของพระเจ้าที่หยั่งรากลึกในชีวิต มิชชันนารีทั้งหลายที่เข้ามาในประเทศไทยก็ใช้วิธีแบบพระเยซูเช่นกัน

ทั้งแหม่มเฮ้าส์ และแหม่มโคล มองเห็นเด็กหญิงไทยด้วยความเมตตา เห็นว่ามีเด็กหญิงขาดโอกาสในสังคม Mrs.House เมื่อเข้ามาในสยามเห็นเด็กหญิงไทยไร้การศึกษา ไม่เท่าเทียมกับชาย ท่านจึงปรารถนาที่จะสร้างคุณค่าให้เด็กหญิง สอนให้อ่านหนังสือด้วยการอ่านพระคัมภีร์ สอนให้เย็บปักถักร้อย และตัดเย็บเสื้อผ้า โดยเริ่มจากนำมาสอนที่บ้านของท่าน และเมื่อท่านรวบรวมเงินถวายได้จำนวนหนึ่ง ท่านจึงได้สร้างโรงเรียนกุลสตรีวังหลังขึ้น และในสมัยแหม่มโคล ท่านประสบความสำเร็จในการสั่งสอน และอบรมนิสัย และจิตใจนักเรียนให้เป็นกุลสตรีที่มีคุณธรรม

ในสมัยนั้นกิจวัตรของนักเรียนคือ เวลา 08:00 น. นมัสการตอนเช้า ก่อนเรียนวิชากร และตอนค่ำ เวลา 19:00 น. ก่อนท่องหนังสือ ในวันอาทิตย์ก็มาฟังเทศนาจากศาสนาจารย์ และมิชชันนารีผลัดเปลี่ยนกันมาเทศนา เพราะความประสงค์ของการก่อตั้งโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย มิใช่เพียงมุ่งเฉพาะวิชากรเท่านั้น แต่การสั่งสอนและปลูกฝังคุณธรรมประจำใจตามวิถีคริสเตียนด้วย และนี่เป็นเหตุผลที่สำคัญที่ผู้ปกครองไว้ใจแหม่มโคลที่จะสั่งสอนลูกหลาน เพราะท่านได้อบรมบ่มนิสัยและจิตใจนักเรียนให้เป็นกุลสตรีที่มีคุณธรรม

วิธีการที่ 2 รักษาโรค

"...ทรงรักษาโรคภัยไข้เจ็บของชาวเมืองให้หาย" ในพระธรรมมัทธิว 5-9 เราเห็นวิธีการที่พระเยซูทรงใช้ในการทำพันธกิจ บทที่ 5-7 พระเยซูทรงเริ่มต้นเทศนาสั่งสอนประชาชน และประกาศเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า บทที่ 8-9 พระเยซูทรงเริ่มต้นรักษาโรคภัยไข้เจ็บ พระเยซูทรงเริ่มสร้างคนจากการรักษาจิตใจของเขาก่อน จากคนหมดหวังให้มีความหวังใจ แล้วพระองค์จึงค่อยมารักษาร่างกายด้วยการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ คนตาบอดได้เห็น คนง่อยลุกขึ้นเดินได้ สิ่งที่พระองค์เน้นย้ำคือ ศรัทธา ท่านหายเพราะท่านเชื่อ จงเป็นไปตามความเชื่อของท่านเถิด

ในจดหมายตอนหนึ่งที่แหม่มโคลเขียนกลับมาหาครูที่เมืองไทย ว่า “...ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีที่เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายเป็นอิสระ ไม่ใช่เป็นอิสระจากความยากจน การเจ็บป่วย หรือความกังวลใจต่างๆ แต่เป็นอิสระที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ซึ่งเป็นของประทานจากพระเจ้า ด้วยความศรัทธาและการไว้วางใจในพระเยซูคริสตเจ้า ท่านจะได้รับการเสริมกำลังและสติปัญญาที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ใจเข้าสู่ชัยชนะ...” (..I rejoice that now you are all free again. Not free from poverty, sickness and distress of many kinds, but free to begin a new life that if you will accept this new life as the gift from our Father, God, with faith and trust in our Lord Jesus Christ, you will be given strength and wisdom to step out of your misery into the ...) แหม่มโคล ท่านได้กล่าวว่า “...สิ่งที่ดีที่สุดคือ พวกนักเรียนส่วนมากอุทิศจิตใจถวายแด่พระเยซูคริสต์เจ้า และดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของพระองค์ตลอดชีวิตของเขา”

มิชชันนารีทุกท่าน ใช้ชีวิตของท่านประกาศความรักของพระเจ้า อีกทั้งปลูกฝังพระกิตติคุณของพระเจ้าในชีวิตของนักเรียน เด็กๆจึงเติบโตมาบนพื้นฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า นักเรียนจำนวนมากได้มีโอกาสรู้จักพระเจ้า รับเชื่อ และรับบัพติศมา นี่คือเป้าหมายสูงสุดของการก่อตั้งโรงเรียนของพระเจ้า คือคนได้รู้จักพระเจ้า และยอมรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเดินทางกับพันธกิจการศึกษาศึกษาดูงานโรงเรียนคริสเตียนในประเทศเกาหลี มีสิ่งหนึ่งที่เป็นฐานรากของทุกโรงเรียนคือทุกโรงเรียนเกิดขึ้นจากความเชื่อของมิชชันนารีที่มองเห็นคนเกาหลีในช่วงหลังสงครามว่ามีชีวิตที่ยากไร้ หากจะช่วยให้คนที่ยากไร้ ให้สร้างประเทศชาติได้ ต้องเริ่มต้นจากการสร้างคน จึงเกิดเป็นโรงเรียนคริสเตียนที่มีความตั้งใจในการสร้างคนที่ยำเกรงพระเจ้า เพื่อไปพัฒนาประเทศชาติ

มิชชันนารีผู้เดินทางเข้าในประเทศไทย และยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ต่างดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของพระคริสต์ คือการลงทุนชีวิตกับคน พันธกิจแห่งการสร้างคน สั่งสอนและประกาศ และรักษาร่างกายและจิตวิญญาณ แหม่มโคล เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเมื่อครั้งย้ายจากวังหลังมาอยู่ที่ทุ่งบางกะปิ จากโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง เป็นโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย แหม่มโคลเขียนไว้ในจดหมายของท่านว่า “วัฒนา มีความหมายว่า เจริญก้าวหน้า การเรียนรู้ในทุกๆวันที่จะก้าวออกจากความโง่เขลาสู่ปัญญาและความมั่นคั่ง ที่องค์พระผู้เป็นได้สำแดงกับเรา และพระองค์ช่วยแบกภาระทุกอย่างที่หนักเกินกว่าที่เราจะแบกได้” (Wattana means progress, everyday learning to step out of our own foolish selves into the wisdom and wealth that our Lord has shown with us and carrying for us every burden that is too heavy for us to carry)

โรงเรียนกุลสตรีวังหลังเริ่มต้นสร้างเด็กผู้หญิงให้อ่านหนังสือออก และเย็บผ้าได้ เวลาผ่านไปกว่า 144 ปี จากผู้หญิงที่อ่านหนังสือออก เย็บจักรแบบฝรั่งได้ ได้ก้าวหน้า พัฒนากลายเป็นผู้นำประเทศชาติ ผู้สร้างคุณประโยชน์มากมายแห่งสังคมไทย และสังคมโลก และมิใช่เป็นเพียงแค่คนเก่ง แต่เป็นคนเก่งที่มีคุณธรรมแบบคริสเตียนปลูกฝังในชีวิต พันธกิจแห่งการสร้างคนยังคงดำรง สร้างคนคุณภาพที่ยำเกรงพระเจ้า

มิสโคลท่านจบจดหมายของท่านว่า Goodbye: หมายถึง God Be with you