รักร่วมรับใช้ || Love Share and Serve

ธันวาคม 2018 : เดือนแห่งเทศกาลเตรียมรับเสด็จ

เทศนา ภาคเช้า 2012-07-15

By: ศึกษา เทพอารีย์.

Suksa Theparee หัวข้อ : ชีวิตและการนมัสการ
ปฐมกาล 4:2-7 / 6:17-18,22 / 22:9-12
โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์

คริสตจักรถูกตั้งขึ้นเพื่อใช้ในการนมัสการพระเจ้าของประชากรของพระองค์ และยังมีวัตถุประสงค์อื่นๆ อีกด้วย คือ เพื่อเป็นสถานที่แห่งการสามัคคีธรรม เป็นอาณาบริเวณที่เรียกว่าเป็นแผ่นดินของพระเจ้าที่ตั้งอยู่ในโลกนี้เพื่อการอภิบาลสานุศิษย์ขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าได้ และประกาศพระบารมี การช่วยมนุษยชาติให้รอดบาปโดยองค์พระเยซูคริสต์ ทำไมคริสเตียนต้องมาโบสถ์ เราทำการนมัสการ เรามีสามัคคีธรรมในบ้าน เราพูดคุยเป็นพยานกับคนที่ไม่เชื่อนอกคริสตจักรได้ ไม่จำเป็นต้องมาโบสถ์ก็ได้มิใช่หรือ?

เหตุผลที่คริสเตียนมาโบสถ์
  1. เพื่อรับใช้ซึ่งกันและกัน
    1. สามัคคีธรรม, รักษาวันสะบาโต (วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า) และการเฉลิมฉลอง (cerebration)
    2. เป็นที่แสดงความรักที่มีต่อพระเจ้า; เชื่อฟัง
  2. เพื่อใช้ของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์
    1. ได้รับการเสริมสร้างฝ่ายวิญญาณ
    2. ประกาศและ สอนพระวจนะของพระเจ้า
  3. เพื่อรับผิดชอบ ดูแล เอาใจใส่กันและกัน
    1. การอธิษฐานเผื่อกันและกัน
    2. ช่วยเหลือ เตือนสติ แบ่งปันกัน
เราเห็นครอบครัว 3 ครอบครัว ในพระคัมภีร์เดิม ที่จะเป็นบทเรียนแห่งการนมัสการพระเจ้า
(1) คาอินกับอาแบล การนมัสการคือการถวายชีวิตและเครื่องบูชา
การถวายบูชา : ในพระคัมภีร์เดิมการที่มนุษย์ถวายบูชามีความหมายอย่างน้อย 3 อย่างคือ
  • เป็นการขอบพระคุณพระเจ้า
  • เป็นการนมัสการพระเจ้า
  • เป็นการนำไปสู่การกลับคืนดีกับพระองค์
การนมัสการนั้นไม่สำคัญที่สิ่งของที่นำมาถวายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความเต็มใจตั้งใจและจริงใจในการถวายด้วย พระเยซูตรัสว่า “พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ จงนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง” (ยน.4:24) คำว่า “นมัสการ” ในภาษาฮีบรูแปลตรงตัวว่า “จูบที่พระหัตถ์” ในกรณีของคาอินกับอาแบล มีบางคนตีความว่า พระเจ้าทรงชอบเนื้อสัตว์มากกว่าพืชผัก (เพราะพืชผักเกิดขึ้นจากดินที่ถูกแช่งสาป) เรื่องนี้ไม่มีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจน ในพระธรรมเลวีนิติยังกล่าวถึงการนำส่วนหนึ่งของผลิตผลแรกมาถวายแด่พระเจ้า ในนั้นมีการถวายเนื้อสัตว์ด้วย (ลวต.23:10)
การถวายลูกแกะ : คาอินจะต้องเรียนรู้ว่าจะถวายสิ่งที่จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า มิใช่ถวายอะไรก็ได้ตามใจชอบของตนเอง ซึ่งเท่ากับเป็นการดูหมิ่นพระเจ้า (4:7) เมื่อพระองค์ไม่ยอมรับเขาก็มีปฏิกิริยาตอบโต้ทันที “คาอินก็โกรธแค้นนัก หน้าบูดบึ้งอยู่” (4:5) ดังนั้น ชีวิตและท่าทีของการถวายจึงเป็นอุปสรรคของการถวาย ส่วนการถวายของอาแบลนั้นพระคัมภีร์บอกว่า เป็นที่ยอมรับของพระเจ้า เพราะ “อาแบลถวายด้วยความเชื่อ” (ฮบ.11:4) การที่อาแบลถวายลูกแกะเพื่อเป็นเครื่องบูชาเล็งยังถึงการที่พระเยซูคริสต์เสด็จมาไถ่โทษบาปของมนุษย์ (ลนต.7:11) ผู้เขียนอีบรูกล่าวว่า “ถ้าไม่มีโลหิตไหลออกแล้ว ก็จะไม่มีการอภัยโทษบาป” (ฮบ.9:22)
การไถ่โทษความผิดบาป : ดร.บานเฮ้าส์กล่าวว่า “ทางที่นำไปสู่กางเขนของพระคริสต์เริ่มต้นตรงนี้ จากตัวอย่างเครื่องบูชาของอาแบล เราเห็นแกะตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาสำหรับคนๆ เดียว จากนั้นในเทศกาลปัสกา เราได้เห็นแกะตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาสำหรับครอบครัวหนึ่ง (อพย.12) ต่อมาเราได้เห็นว่าแกะได้ใช้ในเทศกาลลบบาปสำหรับคนทั้งชาติ (ลวต.16) และในที่สุด พระเยซูคริสต์ก็เสด็จมารับเอาความผิดบาปของมนุษย์ทั้งโลก ยอห์นได้บอกแก่สานุศิษย์ของเขาว่า “จงดูพระเมษโปดก (ลูกแกะ) ของพระเจ้า ผู้ทรงรับเอาความผิดบาปของโลกไปเสีย” (ยน.1:29)
ทัศนคติและท่าที : จากพระคัมภีร์ตอนนี้ จะเห็นว่าการกระทำและทัศนคติของคาอินไม่เป็นที่ยอมรับของพระเจ้า ในปัจจุบันก็เช่นกัน พระเจ้าไม่ต้องการของถวายหรือการรับใช้ของเรา ถ้าแรงจูงใจของเราผิดๆ พระเยซูคริสต์ทรงสอนคริสเตียนทุกคนถึงสิ่งจำเป็นที่คือ “การคืนดีกันก่อนที่นมัสการพระเจ้า” (มธ.5:23-24) ซึ่งกันคืนดีนี้หมายความรวมถึงการกลับใจเสียใหม่ความโกรธของคาอิน ในพระคัมภีร์ฉบับภาษาอังกฤษได้กล่าวไว้อย่างน่าประทับใจว่า “If you had done the right thing. You Would be smiling” แปลเป็นไทยคือ “ถ้าคุณทำสิ่งที่ถูกต้อง คุณจะก็มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส” แท้จริงคาอินควรจะทูลถามพระเจ้าว่า ต้องทำอย่างไรที่จะให้เครื่องบูชาของเขาเป็นที่ยอมรับของพระองค์ มิใช่แสดงปฏิกิริยาไม่ดีเช่นนี้ คาอินหน้าบูดบึ้งแสดงถึง “ความไม่พอใจ” พระเจ้าให้โอกาสและเสนอทางเลือกให้แก่คาอิน อย่างแรก “ถ้าเจ้าทำดีเราก็พอใจรับเจ้ามิใช่หรือ” อย่างที่สอง “ถ้าเจ้าทำไม่ดี บาปก็หมอบอยู่ที่ประตูอยากตะครุบเจ้า เจ้าจะต้องเอาชนะบาปนั้นให้ได้” (4:7)
 
(2) โนอาห์ ปฐก.6-9 : การนมัสการคือการรำลึกถึงพันธสัญญา
  • การทรงเลือกของพระเจ้านำสู่พันธสัญญา บริบทสังคมที่เต็มด้วยความบาปโลก ก่อนน้ำท่วม (6:1-8) จำนวนมนุษย์ในยุคนี้เพิ่มมากขึ้นแต่ความชั่วร้ายระบาดอย่างหนักด้วยและดูเหมือนว่าสิ่งเดียวที่มนุษย์เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าคือ “จงมีลูกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน” (1:28) ลักษณะของความชั่วช้า เค้าความคิดในใจล้วนเป็นเรื่องร้ายเสมอไป อีกตอนหนึ่งก็บอกว่า ผู้คนเสื่อมทรามไป (6:11) พระเจ้าทอดพระเนตรแล้วก็เสียพระทัยที่ได้สร้างมนุษย์ไว้บนแผ่นดินและโทมนัส (6:6) ปัจจุบัน ความจริงข้อนี้ยังปรากฏอยู่ คุณสมบัติของผู้เข้าสู่พันธสัญญา: พระคัมภีร์ได้บอกถึงคุณลักษณะของโนอาห์ดังต่อไปนี้ โนอาห์เป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระเจ้า คิงเจมส์แปลว่า “โนอาห์พบพระคุณ (Grace) ของพระเจ้า” (ข้อ 8) พระคุณคือ ความดี ความโปรดปราน และสิ่งที่ให้โดยใม่คิดมูลค่า โนอาห์เป็นคนชอบธรรม คำว่า “ชอบธรรม” ในความหมายที่แท้จริง คือ เป็นผู้ที่ได้รับการประกาศว่าพ้นจากความผิดแล้วยิ่งกว่านั้น โนอาห์เป็นคนดีพร้อม (6:9) โนอาห์ดำเนินชีวิตกับพระเจ้า
  • การทรงช่วยให้รอดโนอาห์ทำทุกอย่างตามที่พระเจ้าทรงบัญชา (6:22,7:5) พระคัมภีร์ใหม่กล่าวถึงโนอาห์ว่าเป็นคนที่มีความเชื่ออย่างมั่นคงในพระเจ้า “เพราะโนอาห์มีความเชื่อ ฉะนั้นเมื่อพระเจ้าทรงเตือนให้รู้ถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่ปรากฏ ท่านจึงยำเกรงและต่อเรือใหญ่ เพื่อช่วยครอบครัวของตนเองให้รอดพ้นจากความตาย และด้วยเหตุนี้เอง ท่านจึงได้ติเตียนชาวโลก และได้เป็นทายาทแห่งความชอบธรรม ซึ่งบังเกิดมาจากความเชื่อ” (ฉบ.11:7) แม้ว่าพระเจ้าทรงมีความคิดทำลายล้างมนุษย์คนบาป แต่ไม่ได้ทำลายทั้งหมด ยังคงเหลือคนของพระองค์ไว้ในโลกอีกแปดคน คือ โนอาห์กับครอบครัวไม่เพียงแต่ตนเองกับครอบครัวของตนเองรอดพ้นจากความพินาศเท่านั้น เขายังเป็นผู้ประกาศข้าวประเสริญอีกด้วยเปโตรได้กล่าวถึงโนอาห์ว่า “พระเจ้าทรงช่วยโนอาห์ผู้ประกาศความชอบธรรมกับคนอื่นอีกเจ็ดคน เมื่อคราวที่พระองค์ทรงบันดาลให้น้ำท่วมโลกของคนอธรรม” (2 ปต.2:5)
  • ระลึกคำสัญญาที่มั่นคง 9:12 พระเจ้าตรัสว่า “นี่เป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาซึ่งเราตั้งไว้ระหว่างเรากับพวกเจ้า และสัตว์ที่มีชีวิตทั้งปวงที่อยู่กับเจ้า ในทุกชั่วอายุตลอดไปเป็นนิตย์ เราได้ตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆและมันจะเป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับแผ่นดินโลกและต่อมาเมื่อเราให้มีเมฆเหนือแผ่นดินโลก จะเห็นรุ้งที่เมฆนั้น และเราจะระลึกถึงพันธสัญญาของเราซึ่งมีระหว่างเรากับพวกเจ้าและสิ่งที่มีชีวิตทั้งปวงแห่งบรรดาเนื้อหนัง และน้ำจะไม่มาท่วมทำลายบรรดาเนื้อหนังอีกต่อไป จะมีรุ้งที่เมฆและเราจะมองดูมันเพื่อเราจะระลึกถึงพันธสัญญานิรันดร์ ระหว่างพระเจ้ากับสิ่งทั้งปวงที่มีชีวิตแห่งบรรดาเนื้อหนังที่อยู่บนแผ่นดินโลก"
บทเรียนชีวิต ถ้าเราจะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าจะต้องมีคุณลักษณะการดำเนินชีวิตเหมือนกับโนอาห์ คือ 1. จัดเวลาพิเศษ (อธิษฐาน) กับพระเจ้าเสมอ 2. อ่านพระคัมภีร์เป็นส่วนตัวทุกวันเพื่อเรียนรู้จักน้ำพระทัยของพระเจ้า 3. บอกคนอื่น (เป็นพยาน) ถึงประสบการณ์แห่งการเป็นคริสเตียนของเราบ่อยๆ
 
(3) อับราฮัม ปฐก. 12 : การนมัสการคือการเชื่อฟังและความเชื่อ (สิ่งเล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่)
  • พระเจ้าทรงเริ่มจากการถวายสิ่งเล็กน้อย เพื่อนำไปถึงสิ่งใหญ่ขึ้น เป็นบทเรียนแห่งความเชื่อเริ่มจากสัตว์ ลูก (สละชีวิตติดตามพระเยซูด้วยความเชื่อและการเชื่อฟัง มก.10:28-30) ฝ่ายเปโตรจึงเริ่มทูลพระองค์ว่า “ดูเถิด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สละสิ่งสารพัด และได้ติดตามพระองค์มา” พระเยซูตรัสตอบว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดได้สละบ้าน หรือพี่น้องชายหญิง หรือบิดามารดา หรือภรรยาหรือบุตร หรือที่ดิน เพราะเห็นแก่เราและข่าวประเสริฐนั้นในเวลานี้ผู้นั้นจะได้รับตอบแทนร้อยเท่า คือบ้าน พี่น้องชายหญิง มารดา บุตรและที่ดิน ทั้งจะถูกการข่มเหงด้วย และในโลกหน้าจะได้ชีวิตนิรันดร์
  • การทดสอบความเชื่อพระเจ้าบอกอับราฮัมถึงพันธสัญญาที่มีต่อเขาการทรงเรียก การอวยพรของพระเจ้าต่ออับราฮามก่อนการท้าทายความเชื่อพระเยโฮวาห์ได้ตรัสแก่อับรามแล้วว่า “เจ้าจงออกไปจากประเทศของเจ้า จากญาติพี่น้องของเจ้า และจากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังแผ่นดินที่เราจะชี้ให้เจ้าเห็นเราจะทำให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ชนชาติหนึ่ง เราจะอวยพรเจ้า ทำให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โต และเจ้าจะเป็นแหล่งพระพรเราจะอวยพรผู้ที่อวยพรเจ้า และสาปแช่งผู้ที่สาปแช่งเจ้า บรรดาครอบครัวทั่วแผ่นดินโลกจะได้รับพระพรเพราะเจ้า” ดังนั้นอับรามจึงออกไปตามที่พระเยโฮวาห์ได้ตรัสแก่ท่านพระเจ้าท้าทายอับราฮัมด้วยพันธสัญญาที่มีต่อพงศ์พันธุ์ลูกหลาน ดินแดนที่พระเจ้าจะประทานให้แก่เขาอับราฮามสอบตกเมื่อโกหกว่านางซาราห์เป็นน้องสาว (Security / Love & Belonging) สอบผ่านเมื่อถวายอิสอัคเป็นเครื่องบูชา 
บทเรียนชีวิต:ในชีวิตของเรา บางครั้งเราสอบตก ไม่ผ่านการทดสอบความเชื่อ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่มีความเชื่อ อย่าให้เราท้อใจ เราเริ่มต้นใหม่กับพระเจ้า ในที่สุดเราจะผ่านเหมือนอับราฮัม ที่ได้ตัดสินใจถวายอิสอัค
 
การนมัสการที่แท้จริง คือการกระทำที่ทำให้พระเจ้าพอพระทัย โดยมี ทัศนคติและชีวิตที่ถูกต้อง รำลึกถึงพันธสัญญา และ ท่าทีแห่งการเชื่อฟัง และมีความเชื่อศรัทธาอย่างแท้จริงในชีวิตของเรา จึงเป็นการนมัสการที่แท้จริงได้