ส่งต่อความรัก || Pass The Love Forward

กันยายน 2020 : เดือนแห่งการศึกษาพระวจนะ

เทศนา ภาคเช้า 2012-07-08

By: ดาราณี วราเศรษฐ์.

Suksa Theparee หัวข้อ : S.D.G.
สดุดี 103

โดย อ.ดาราณี วราเศรษฐ์

    ทุกท่านอาจจะสงสัยในหัวข้อเทศนาของข้าพเจ้าในเช้า S.D.G ว่าย่อมาจากอะไร ก่อนที่ข้าพเจ้าจะเฉลยว่าสามตัวอักษรนี่คืออะไร อยากจะบอกที่มา เนื่องจากเดือนนี้เป็นเดือนระลึกถึงดนตรีคริสตจักร ในช่วงที่ข้าพเจ้าเตรียมเทศนา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสอ่านชีวประวัติของนักประพันธ์ดนตรีผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งชีวิตของเขาได้รับอิทธิพลอย่างมากจากยุคปฏิรูปศาสนาของมาร์ติน ลูเธอร์ มีคนกล่าวว่า งานของเขานั้นเป็นการถ่ายทอดศาสนศาสตร์ของมาร์ติน ลูเธอร์ ออกมาเป็นบทเพลง งานประพันธ์ของเขานั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวคิดหลัก เพื่อสรรเสริญพระเจ้า โดยการสารภาพความผิดบาปทั้งหลาย และการประกาศศรัทธา สิ่งที่น่าสนใจเป็นที่ข้าพเจ้าได้พบก็คือ บทประพันธ์ดนตรีของเขาส่วนใหญ่จะวงเล็บตัวอักษรอยู่สองชุด คือ J.J. และ S.D.G. บทหัวกระดาษบทประพันธ์ เขาจะเขียนตัวอักษรชุดแรก คือ J.J. ซึ่งย่อมาจาก Jesu Juva มีความหมายว่า “Jesus Help” พระเยซูของทรงช่วย ในตอนท้ายของบทประพันธ์เขาจะเขียนตัวอักษรชุดที่สองคือ “S.D.G. ย่อมาจากคำว่า “Soli Deo Gloria” มีความหมายว่า “To God alone be glory” พระสิริจงมีแด่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว และบุคคลที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงท่านนี้ก็คือ Johann Sebastian Bach

ข้าพเจ้าเชื่อหลายท่านคุ้นเคยกับบทประพันธ์ดนตรีของ Bach โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบในดนตรีคลาสสิค มีเพลงไทยนมัสการอยู่สองบทเพลงที่ Bach มีส่วนในเรียบเรียงทำนอง นั้นก็คือ เพลงที่ 24 “ให้ทุกลิ้นซ้องสรรเสริญบรรเลง” และเพลงไทยนมัสการบทที่ 86 “พระเศียรวิสุทธิ์แสนปวดร้าว” นอกจากนั้นก็มีเพลงที่มักถูกบรรเลงในงานแต่งงาน ซึ่งมีชื่อว่า Jesu, Joy of Man’s Desiring ในชีวประวัติของ Bach นั้นเขียนไว้ว่า ไม่ว่าบทประพันธ์ของ Bach จะเป็นบทเพลงศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในการนมัสการ หรือบทเพลงทั่วไป Bach เห็นว่าบทประพันธ์เพลงทุกบทต้องตั้งบนพื้นฐานเพื่อใช้ในการถวายพระสิริแด่พระเจ้า และ Bach กล่าวว่า “ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะเห็นว่างานศิลปะ โดยเฉพาะดนตรี ได้รับใช้พระองค์ผู้ทรงสร้าง” เขากล่าวอีกว่า ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างทางโลก และทางธรรม เพราะทุกสิ่งใช้เพื่อถวายพระสิริแด่พระเจ้าแต่ผู้เดียว S.D.G = Soli Deo Gloria
    สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับเราในฐานะผู้เชื่อและศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้าที่จะดำเนินชีวิตด้วยทัศนคติและความตั้งใจที่ว่า ข้าพเจ้าจะกระทำทุกสิ่งเพื่อถวายพระสิริแด่พระเจ้า สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ทัศนคติเช่นนี้มันต้องไม่ใช่ทัศนคติที่เกิดจากการปรุงแต่ง หรือเสแสร้ง แต่มันต้องเกิดจากความปรารถนาภายใน แรงขับเคลื่อนที่เกิดจากภายในจิตใจ วันนี้สิ่งที่เราจะพิจารณาร่วมกันก็คือ แรงขับเคลื่อนแห่งความปรารถนาที่จะถวายพระสิริแด่พระเจ้าที่มาจากภายในนั้นมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ข้าพเจ้าจะขออธิบายด้วยสามตัวอักษร S.D.G
 
อักษรแรก : S = SALVATION : ความรอด
    คำนี้เป็นคำที่สำคัญมากสำหรับคริสเตียน โดยทั่วไปเราอาจจะเข้าใจคำนี้ในกรอบของนรกสวรรค์ ด้วยความเข้าใจบนพื้นฐานความคิดที่ว่า เมื่อเรารอดคือการได้ไปอยู่บนสวรรค์กับพระเจ้า มีชีวิตนิรันดร์ คำว่า ความรอด หรือ รอด ในลักษณะคำกริยาปรากฏอยู่ทั้งสิ้นกว่า 600 กว่าครั้งในพระคัมภีร์ฉบับ King James และมีปรากฏทั้งในภาคพันธสัญญาเดิมและภาคพันธสัญญาใหม่ บริบทของคำว่า “ความรอด” ในพระคัมภีร์เดิมนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานศาสนศาสตร์สำคัญหลักก็คือ การที่พระเจ้าทรงปลดปล่อยคนอิสราเอลจากการเป็นทาสที่อียิปต์ การปลดแอกจากการเป็นทาส การช่วยกู้ชีวิตจากความตาย และปลดปล่อยอิสราเอลให้เป็นอิสระ ในพระธรรมอพยพ 14:30-31, 15:2 “ดังนี้ในวันนั้นพระเจ้าทรงโปรดช่วยให้คนอิสราเอลรอดจากเงื้อมมือคนอียิปต์ อิสราเอลเห็นศพคนอียิปต์อยู่ที่ชายทะเล อิสราเอลเห็นกิจการใหญ่ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำแก่คนอียิปต์ ประชากรก็เกรงกลัวพระเจ้า เขาทั้งหลายเชื่อถือพระเจ้าและเชื่อโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์ด้วย พระเจ้าทรงเป็นผู้พิทักษ์ผู้ออกรบแทนข้าพเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยให้ข้าพเจ้ารอด พระองค์นี่แหละเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์ ทรงเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะยกย่องสรรเสริญพระองค์” ความรอดในบริบทของพันธสัญญาใหม่ คือ การออกจากความมืดและเข้าส่วนในความสว่าง จากความตายสู่ การมีชีวิตที่บริบูรณ์ การได้รับสันติสุข ออกจากความกลัวสู่การมีชีวิตที่เชื่อและไว้วางใจ ยอห์น 3:19-20 “หลักการพิพากษามีอย่างนี้ คือความสว่างได้เข้ามาในโลกแล้ว แต่มนุษย์ได้รักความมืดมากกว่ารักความสว่าง เพราะกิจการของเขาเลวทราม เพราะทุกคนที่ประพฤติชั่วก็เกลียดความสว่าง และไม่มาถึงความสว่าง ด้วยกลัวว่าการกระทำของตนจะปรากฏ”
    ความรอด มีความหมายมากกว่าเรื่องของชีวิตหลังความตาย หรือการที่เราจะได้ขึ้นไปอยู่บนแผ่นดินของพระเจ้า แต่คุณค่าที่สำคัญแห่งความรอดในองค์พระผู้เป็นเจ้า คือชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง การที่เราสำนึกในพระคุณและความรักของพระเจ้า เราจำเป็นต้องตระหนักว่าพระเจ้าทรงกระทำสิ่งใดในชีวิตของเราบ้าง สดุดี 103: 3-5, 8-13 กล่าวสรุปถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตของเราไว้อย่างชัดเจนว่า “ผู้ทรงอภัยความบาปผิดทั้งสิ้นของท่าน ผู้ทรงรักษาโรคทั้งสิ้นของท่าน ผู้ทรงไถ่ชีวิตของท่านมาจากปากแดนผู้ตาย ผู้ทรงสวมความรักมั่นคงและพระกรุณาให้ท่าน ผู้ทรงให้ท่านอิ่มด้วยของดี ตลอดชีวิตของท่าน วัยหนุ่มของท่านจึงกลับคืนมาใหม่อย่างวัยนกอินทรี ...พระเจ้าทรงพระกรุณาและมีพระคุณทรงกริ้วช้าและอุดมด้วยความรักมั่นคง พระองค์จะไม่ทรงปรักปรำเสมอ หรือทรงกริ้วอยู่เป็นนิตย์ พระองค์มิได้ทรงกระทำต่อเราตามเรื่องบาปของเราหรือทรงสนองตามบาปผิดของเรา เพราะว่าฟ้าสวรรค์สูงเหนือแผ่นดินเท่าใด ความรักมั่นคงของพระองค์ที่มีต่อบรรดาคนที่เกรงกลัวพระองค์ก็ใหญ่ยิ่งเท่านั้น ตะวันออกไกลจากตะวันตกเท่าใด พระองค์ทรงปลดการละเมิดของเราจากเราไปไกลเท่านั้น บิดาสงสารบุตรของตนฉันใด พระเจ้าทรงสงสารบรรดาคนที่ยำเกรงพระองค์ฉันนั้น”
    เราจำเป็นต้องพิจารณาชีวิตของตัวเราเอง มีใครสักคนไหมที่จะกล่าวได้ว่า เขาเป็นคนบริสุทธิ์ และปราศจากบาป ใครที่จะอาจกล่าวได้ว่าตนเองชอบธรรมในทุกด้านของชีวิต เราทุกคนทำผิดด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ด้วยการกระทำก็ทางวาจา ไม่ทางวาจาก็ความคิด หรือทั้งความคิด การกระทำ และวาจา จากพระธรรมสุดดี 103 ที่ข้าพเจ้าได้อ่านไปข้างต้น พระเจ้าทรงอภัยความบาปของเราเสมอ ทรงเยียวยารักษาชีวิตที่บอบช้ำ เราสมควรได้รับโทษถึงความตาย แต่พระเจ้าทรงไถ่ชีวิตของเรา ไม่ทรงกระทำต่อเราตามเรื่องความบาปของเรา อีกทั้งทรงปลดการละเมิดของเรา และทรงรัก และประทานของดีให้กับเราเสมอ คนที่มีสำนึกว่าตนเองเป็นมีบาป เขาจะเข้าหาพระเจ้าด้วยท่าทีแห่งความถ่อมใจ และการช่วยกู้ของพระเจ้าจะมีความหมายมหาศาลในชีวิตของเขา ความรอดคือการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากภายในสู่ภายนอก การเป็นคริสเตียนที่ได้รับความรอดไม่ใช่การภูมิใจว่าเราจะได้ไปสวรรค์ แต่ต้องเป็นท่าทีแห่งการยอมรับและยอมจำนน ให้อิทธิพลแห่งความรักของพระเจ้าเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิต มีท่าทีแห่งการสำนึกในพระคุณของพระเจ้า เราจำเป็นต้องเข้าใจว่าพระเยซูถูกตรึงเพื่อให้เรามีชีวิต ข้อที่ 15-16 “ส่วนมนุษย์นั้น วันเวลาของเขาเหมือนหญ้า เขาเจริญขึ้นเหมือนดอกไม้ในทุ่งนา เพราะลมพัดผ่านมันไป มันก็สูญเสียและสถานที่ของมันไม่รู้จักมันอีก” ชีวิตเราปราะบาง อ่อนแอเหมือนต้นหญ้า เหมือนดอกไม้ในทุ่งนา ชีวิตทั้งหมดที่เรามีอยู่ในร่างกายนี้เป็นของพระเจ้า ลมหายใจของเราก็เป็นลมปราณของพระเจ้า หน้าที่เดียวที่เรามีคือการยกย่องสรรเสริญ และถวายเกียรติแด่พระเจ้า เหมือนที่ Bach เขียนว่า Jesu Juva and Soli Deo Gloria พระเยซูขอทรงโปรดช่วย ข้าจึงมีชีวิตและความตั้งใจเพื่อถวายพระสิริแด่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว
 
อักษรตัวที่สองคือ D = Declaration : การสำแดงชีวิต
    “ข้าแต่ท่านทั้งหลาย ผู้เป็นทูตสวรรค์ของพระองค์ จงถวายสาธุการแด่พระเจ้าท่านผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผู้กระทำตามพระวจนะของพระองค์และฟังเสียงพระวจนะของพระองค์ พลโยธาทั้งสิ้นของพระองค์ จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า คือบรรดาผู้รับใช้ที่กระทำตามพระทัยพระองค์ พระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์ จงถวายสาธุการแด่พระเจ้าในทุกสถานที่ ที่พระองค์ทรงครอบครองอยู่ จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า” สดุดี 103:20-22 เมื่อเราเข้าใจที่มาของชีวิตเรา เข้าใจความรอดที่บังเกิดขึ้นในชีวิตของเรา ชีวิตของเราจะสำแดงออกด้วยการถวายสาธุการแด่พระเจ้า และเป็นการถวายสาธุการที่ออกมาจากส่วนลึกที่สุดในชีวิต พระธรรมสุดดีตอนนี้ได้กล่าวว่า ผู้ที่กระทำตามพระวจนะของพระเจ้า ผู้ที่ฟังเสียงพระวจนะของพระเจ้า ผู้ที่กระทำตามพระทัยของพระเจ้า คนเหล่านั้นเขาจะถวายสรรเสริญและสาธุการแด่พระเจ้า ไม่ใช่เฉพาะในสถานนมัสการ แต่เขาจะถวายสาธุการแด่พระเจ้าในทุกสถานที่
    เราต้องถามตัวเราเองว่าเรามาโบสถ์ทำไม เรานมัสการพระเจ้าทำไม หลายครั้งที่เราทำให้การนมัสการพระเจ้า เป็นพิธีกรรมและประเพณีที่ปราศจากชีวิต ชีวิตแห่งการสรรเสริญพระเจ้าไม่ใช่การพยายามปรุงแต่งให้ดูสวยงาม เรียบร้อย แต่ทั้งหมดของการสรรเสริญพระเจ้าต้องออกมาจากจิตวิญญาณและความจริง ความจริงเรื่องอะไร ความจริงแห่งพระเจ้า ผู้ที่ศรัทธาในพระเจ้า เขาดำเนินชีวิตอย่างคนที่พบความจริงในพระเจ้า และพระเจ้าเป็นคำตอบในชีวิต และชีวิตในพระเจ้ามันมีสันติสุขและเป็นความหวังใจ และทั้งหมดนี้ทำให้มีแรงปรารถนาที่จะสรรเสริญพระเจ้า ถวายสาธุการแด่พระเจ้า ความปรารถนาแห่งการถวายเกียรตินั้นต้องถูกกลั่นกรองออกมาจากการสำนึกในพระคุณความรักของพระเจ้า วันสะบาโตของพระเจ้า เราต้องกระทำให้เป็นวันของพระเจ้าจริงๆ ไม่ใช่วันที่เรากระทำอะไรก็ได้ตามใจของเรา อิสยาห์ 58:13-14 กล่าวว่า “ถ้าเจ้าหยุดเหยียบย่ำวันสะบาโต คือจากการทำตามใจของเจ้าในวันบริสุทธิ์ของเรา และเรียกสะบาโตว่า วันปีติยินดี และเรียกวันบริสุทธิ์ของพระเจ้าว่า วันมีเกียรติ ถ้าเจ้าให้เกียรติมัน ไม่ไปตามทางของเจ้าเอง หรือทำตามใจของเจ้า หรือพูดแต่เรื่องไร้สาระ  แล้วเจ้าจะได้ความปีติยินดีในพระเจ้า และเราจะให้เจ้าขึ้นขี่อยู่บนที่สูงของแผ่นดินโลก และเราจะเลี้ยงเจ้าด้วยมรดกของยาโคบบิดาของเจ้า เพราะโอษฐ์ของพระเจ้าได้ตรัสแล้ว” เราต้องระมัดระวังเรื่องนี้อย่างมาก หากเราทำให้การนมัสการและสรรเสริญพระเจ้า การร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าเป็นเพียงพิธีกรรมและประเพณีปฏิบัติ คริสเตียนสมควรจะมีทัศนคติที่ถูกต้อง
    พระธรรมสดุดีตอนนี้ได้กล่าวไว้ว่า ให้ผู้ที่กระทำตามพระวจนะ ให้ผู้ที่ฟังเสียงพระวจนะ ให้ผู้ที่กระทำตามพระทัยของพระเจ้า ถวายสรรเสริญพระเจ้า เพราะว่าการถวายสรรเสริญพระเจ้าต้องตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่างผู้นมัสการและผู้ถูกนมัสการ และอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจว่าการสรรเสริญพระเจ้าคืออะไร นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องศึกษาพระคัมภีร์ ทำเราต้องมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระเจ้า เพราะการนมัสการพระเจ้าที่ถูกต้อง คือการสำแดงออกซึ่งชีวิตที่ขอบพระคุณ และถวายสาธุการนมัสการพระเจ้า เมื่อชีวิตของเราเป็นชีวิตที่ถวายสรรเสริญพระเจ้าแล้วนั้น การถวายสรรเสริญจึงไม่ได้ถูกจำกัดไว้เพียงแค่ในพระวิหาร หรือที่โบสถ์เท่านั้น แต่ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน เราก็จะกระทำอะไรให้เป็นที่สรรเสริญพระเจ้า 
 
สุดท้ายอักษรที่สาม G = God’s Glory : พระสิริเป็นของพระเจ้า 
    “จิตใจ​ของ​ข้า​เอ๋ย จง​ถวาย​สาธุการ​แด่​พระ​เจ้า และ​ทั้งสิ้น​ที่​อยู่​ภาย​ใน​ข้า จง​ถวาย​สาธุการ​แด่​พระ​นาม​บริสุทธิ์​ของ​พระ​องค์  จิตใจ​ของ​ข้า​เอ๋ย จง​ถวาย​สาธุการ​แด่​พระ​เจ้า และ​อย่า​ลืม​พระ​ราช​กิจ​อันมี​พระ​คุณ​ทั้งสิ้น​ของ​พระ​องค์” สดุดี 103: 1-2 ในที่สุดแล้วชีวิตของผู้มีศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้า อยู่เพื่อสรรเสริญพระเจ้า และยิ่งเราเข้าใกล้ในความสัมพันธ์กับพระเจ้ามากเท่าใด เราก็ไม่อาจจะหยุดที่จะสรรเสริญพระเจ้า เพราะว่าไม่ว่าเราจะหันไปทางใด สำรวจเข้าไปในส่วนไหนของชีวิต เราก็พบพระเจ้าอยู่ตรงนั้น ยิ่งมองย้อนกลับไปในชีวิตของเรา เราเห็นการทรงสถิตของพระเจ้า การทรงนำพาของพระองค์ที่นำเราทุกช่วงของชีวิต และการสรรเสริญพระเจ้าจะกลายเป็นเหตุผลของการมีชีวิตของเรา ในพระธรรมสดุดีตอนนี้ที่กล่าว ทั้งสิ้นที่อยู่ภายในข้า จงถวายสาธุการแด่พระนามของพระองค์ เพราะว่าเราไม่อาจจะลืมพระราชกิจอันมีพระคุณของพระเจ้าได้ การสรรเสริญพระเจ้านั้นไม่ได้ถูกจำกัดด้วยวิธีการ หากสิ่งเหล่าถูกกระทำด้วยจิตใจที่สำนึกในพระคุณของพระเจ้า และเป็นการกระทำที่นำพระพรไปสู่ชีวิตของผู้อื่น มีท่าทีที่ถูกต้องและเหมาะสม การกระทำนั้นก็เป็นที่อนุญาต ผู้ที่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระเจ้า ไม่ว่าเขาจะพูด หรือจะกระทำสิ่งใด เขาจะกระทำด้วยสติและปัญญาที่มาจากพระเจ้า เขาจะคิดและทบทวนเสมอว่า การกระทำนั้นเป็นที่ถวายเกียรติหรือไม่ ท่าทีและทัศนคตินั้นๆ มาจากพระเจ้าหรือไม่ และสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การกระทำนั้นเป็นพระพรต่อตนเองและผู้อื่นหรือไม่
    หลายท่านคงรู้จักผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า ซูซาน บอยด์ เรารู้จักเขาผ่านการแข่งขัน Britian’s Got Talent ซูซานเป็นอาสาสมัครทำงานรับใช้ในคริสตจักรเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมือง Blackburn ประเทศสกอตแลนด์ เขาเข้าประกวดในรายการดังกล่าวด้วยแรงบันดาลใจจากคุณแม่ของเธอเอง ซูซานเคยชนะการประกวดร้องเพลงหลายเวทีในระดับท้องถิ่น แม่ของซูซานปรารถนาอยากให้เสียงอันไพเราะของซูซานเป็นที่รู้จักมากกว่าแค่สมาชิกในโบสถ์ของเธอเท่านั้น ซูซานใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในการดูแลแม่ที่ป่วยและรับใช้เป็นอาสาสมัครในคริสตจักรเล็กๆ ของเธอ ซูซานเข้าประกวดในรายการ Britian’s Got Talent ภายหลังจากที่มารดาเสียชีวิตด้วยวัย 91 ปี ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเชย เฉิ่ม เธอถูกดูถูกจากผู้ชม และกรรมการผู้ตัดสิน แต่วินาทีที่เธอเปล่งเสียงร้อง คนทั้งห้องส่ง และคณะกรรมการต่างๆ ตะลึงในเสียงอันไพเราะของเธอ และจากรายการประกวดนี้เองซูซานกลายเป็นนักร้องคุณภาพที่มีคนรู้จัก และมีผู้เข้าไปชมคลิปวีดีโอการประกวดในวันนั้นก็เธอใน Youtube กว่า 96 ล้านคน ในปี 2010 เธอได้รับการโหวตให้เป็นหนึ่งในเจ็ดของผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจของโลกจากนิตยสาร Times
    ซูซานกล่าวว่า “ความศรัทธาในพระเจ้าอยู่ในไขกระดูกของดิฉัน ถ้าไม่มีไขกระดูกนี้ ฉันก็คงไม่มีความสามารถที่จะยืนอยู่ได้ทุกวันนี้ ความศรัทธาในพระเจ้าช่วยฉันให้ยืนได้” เธอได้กล่าวอีกว่า “ก่อนร้องเพลงทุกครั้ง ฉันจะอธิษฐานด้วยคำอธิษฐานของ St.Francis of Assisi ว่าขอให้ฉันเป็นเครื่องมือแห่งสันติ การร้องเพลงเป็นเสมือนการอธิษฐานครั้งที่สอง ฉันอธิษฐานก่อนเดินขึ้นไปบนเวที และเมื่ออยู่บนนั้นฉันมอบให้เป็นการทรงนำของพระเจ้า” ในอัลบั้มหนึ่งของซูซาน เธอร้องเพลงพระเจ้ายิ่งใหญ่ และคนที่ฟังบทเพลงนั้นและได้กล่าวว่า “มิสบอยด์ได้เป็นพยานถึงพระสิริของพระเจ้าด้วยการแสดงของเธอ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อที่มาจากจิตใจของเธอ บทเพลงนี้ทำให้เราได้เห็นความสวยงามและพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า พระเจ้าอวยพระพรเธอด้วยของประทานแห่งเสียงร้องที่เป็นที่ชื่นชูจิตวิญญาณของคนนับล้านให้ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า”
    ข้าพเจ้าจะจบคำเทศนาด้วยเพลงพระเจ้ายิ่งใหญ่ ที่ขับร้องโดยซูซาน บอยด์ ในระหว่างที่ทุกท่านรับฟังเพลงนี้ ขอให้เราได้อธิษฐานและใคร่ครวญถึงชีวิตของเรา ความรอดที่พระเจ้าทรงประทานให้กับเรา คิดถึงชีวิตของเราที่จะสำแดงถึงพระคุณและความหมายแห่งมีชีวิตด้วยความรักของพระเจ้าต่อตนเอง และต่อสังคมที่เราอาศัยอยู่ และขอให้ชีวิตของเราทั้งหลายทุกคนได้ถวายสาธุการและถวายพระสิริแด่พระเจ้า
 
    ท่านทั้งหลายจงดำเนินชีวิตเพื่อเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียวตลอดไป S.D.G = Soli Deo Gloria