รักร่วมรับใช้ || Love Share and Serve

พฤศจิกายน 2017 : เดือนแห่งการขอบพระคุณ

นมัสการ ภาคเช้า 2017-09-10

ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์ หัวข้อ : อย่าเป็นความกัน
1 โครินธ์ 6:1-11
โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์

 ความขัดแย้งหรือการทะเลาะกันของคริสเตียนในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ ส่วนมากก็จะพุ่งเป้ามองไปที่คริสตจักรโครินธ์ ไม่มีคริสตจักรไหนที่พระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ได้บันทึกถึงความรุนแรงในการโต้เถียงขัดแย้งกันเท่าคริสตจักรโครินธ์ คริสตจักรแห่งนี้เปาโลได้ไปเยี่ยม และได้เขียนจดหมายถึงหลายครั้งหลายครา แต่ที่ปรากฏในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่มีสองฉบับด้วยกัน และในเนื้อหาก็เป็นจดหมายที่มุ่งที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในคริสตจักรแห่งนี้

พระธรรม 1 โครินธ์ เป็นเรื่องที่กล่าวถึงคนในคริสตจักรที่ไม่กินเส้นกัน ไปด้วยกันไม่ได้ ภายหลังคำนำทักทายของเปาโลในบทที่ 1 แล้ว เปาโลก็ได้เล่าว่าท่านได้ยินเรื่องของคริสตจักรโครินธ์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง “พี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า คนของนางคะโลเอได้เล่าเรื่องของท่าน(ทั้งหลาย)ให้ข้าพเจ้าฟังว่า มีการทะเลาะวิวาทกันในระหว่างพวกท่าน (หลายครั้ง, อมตธรรม) ... พวกท่านต่างกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เปาโล” หรือ“ข้าพเจ้าเป็นศิษย์อปอลโล” หรือ“ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เคฟัส” หรือ“ข้าพเจ้าเป็นศิษย์พระคริสต์” (1:11-12 )

เปาโลได้ใช้อีกครั้งหนึ่งใน บทที่ 3 ข้อ 3 ที่ว่า “...เพราะเมื่อท่านยังอิจฉากันและขัดเคืองใจกัน พวกท่านก็อยู่ฝ่ายเนื้อหนังและประพฤติอย่างคนทั่วไปมิใช่หรือ?” (ดู 3:3-4) คริสตจักรโครินธ์ถูกทำให้ฉีกขาดเป็นชิ้นๆ มิใช่เพียงความขัดแย้งเรื่องเดียว แต่เกิดจากความขัดแย้งและความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกันในหลายเรื่อง

การแบ่งพรรคแบ่งพวกว่าตนเป็นคนของใคร พวกใคร แต่ละคนเต็มไปด้วยความอิจฉา ปัญหาวิกฤติจริยธรรมทางเพศ การแต่งงานและการหย่าร้าง ร่วมในการนมัสการรูปเคารพ ความเห็นแก่ตัวของผู้ที่มาร่วมในคริสตจักร การพูดจา บางคนที่เมืองโครินธ์ที่มีความเชื่อในพระเยซูคริสต์ แต่ก็ยังดำเนินชีวิตตามกระแสวัฒนธรรมและสังคมโครินธ์ และทำตามวัฒนธรรมนอกคริสต์ศาสนาที่พวกเขาเคยเป็นเคยทำมาก่อน ตัวอย่างเช่น การร่วมงานเลี้ยงใหญ่ด้วยอาหารที่ผ่านการถวายบูชาแก่รูปเคารพร่วมกับคนที่ไม่เชื่อในพระคริสต์ เป็นหินสะดุดของพี่น้อง การแบ่งชนชั้น

ความขัดแย้งไม่เห็นด้วยกันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และเป็นปรากฏการณ์หนึ่งในความสัมพันธ์ และเป็นประสบการณ์หนึ่งในความเป็นคริสเตียนด้วย เราในฐานะคริสเตียนย่อมรู้สึกไม่สบายใจกับความขัดแย้งหรือการทะเลาะกันในหมู่คริสเตียน สิ่งนี้ทำให้พระเจ้าไม่สบายใจด้วยเช่นกัน แต่ความขัดแย้งจริงที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ของคริสเตียนเช่นกัน

สภาพชีวิตชุมชนคริสตจักรในสมัยเริ่มแรกทั้งจากจดหมายฝากที่เขียนถึงคริสตจักรต่างๆ โดยเปาโล และจดหมายในพระธรรมวิวรณ์บทที่ 2-3 ที่เขียนถึงคริสตจักรทั้งเจ็ดในเอเชีย เราท่านจะพบว่าคริสตจักรพบกับความขัดแย้งตั้งแต่เริ่มต้น ข้อมูลความจริงนี้ให้กำลังใจกับเราว่าไม่ต้องประหลาดใจต่อการเผชิญหน้ากับความขัดแย้งในคริสตจักรหรือในหมู่คริสเตียนด้วยกันในทุกวันนี้ แต่เราควรพร้อมที่จะสังเกตและเรียนรู้ถึงมุมมองของพระเจ้า แล้วติดตามการทรงนำของพระองค์ว่าจะแก้ไขจัดการสถานการณ์ความขัดแย้งนั้นอย่างไร เพื่อจะช่วยกันแสวงหาบทสรุปเชิงปฏิบัติ ตามหลักการทางคริสต์ศาสนศาสตร์ บนรากฐานพระวจนะของพระเจ้า การไม่เชื่อฟังพระคัมภีร์เมื่อเกิดความขัดแย้งนำไปสู่การฟ้องร้องกัน ที่ได้เกิดขึ้นในบทที่ 6 นี้ ฟ้องกัน ประจานกันเอง

1 โครินธ์ 6:1-8 เมื่อมีใครในพวกท่านเป็นความกัน เขากล้าไปรับการพิพากษาจากคนไม่ชอบธรรม แทนที่จะรับจากธรรมิกชนหรือ? ท่านทั้งหลายรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าธรรมิกชนจะพิพากษาโลก? และถ้าพวกท่านจะพิพากษาโลก ท่านไม่เหมาะจะพิพากษาเรื่องเล็กน้อยหรือ? พวกท่านรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าเราจะพิพากษาพวกทูตสวรรค์? ถ้าเช่นนั้นก็ยิ่งควรจะพิพากษาเรื่องของชีวิตนี้ เมื่อเป็นความกันในเรื่องชีวิตนี้ พวกท่านจะตั้งคนที่คริสตจักรไม่ยอมรับให้ตัดสินหรือ? ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้ ก็เพื่อให้ท่านละอายใจ ในพวกท่านไม่มีสักคนหนึ่งที่มีสติปัญญาสามารถวินิจฉัยเรื่องระหว่างพี่น้องหรือ? แต่พี่น้องกับพี่น้องต้องถูกพิพากษาต่อหน้าคนที่ไม่มีความเชื่ออย่างนั้นหรือ? อันที่จริง เมื่อไปเป็นความกันพวกท่านก็ตกจากระดับที่ควร ทำไมท่านจึงไม่ยอมทนต่อการร้ายเสียดีกว่า? ทำไมท่านจึงไม่ยอมถูกโกงเสียดีกว่า? แต่พวกท่านกลับทำร้ายกัน และโกงกันแม้กระทั่งพี่น้อง ท่านทั้งหลายรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าคนไม่ชอบธรรมจะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า? อย่าหลงผิดเลย พวกที่ล่วงประเวณี พวกไหว้รูปเคารพ พวกผิดผัวผิดเมีย พวกโสเภณีชาย พวกรักร่วมเพศ พวกขโมย พวกที่โลภ พวกขี้เมา พวกชอบกล่าวร้าย พวกฉ้อโกง จะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า มีบางคนในพวกท่านเคยเป็นอย่างนี้ แต่ท่านทั้งหลายได้รับการล้างชำระแล้ว ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้ว และได้รับการชำระให้ชอบธรรมแล้วโดยพระนามของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าและโดยพระวิญญาณแห่งพระเจ้าของเรา ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้ แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้ แต่ข้าพเจ้าไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของสิ่งใดเลย

6:1-3 “เป็นความกัน” ( grievance) คดีความเรื่องทรัพย์สิน (ปท.ข.7) ไม่ใช่คดีอาญาที่ต้องตัดสินโดยศาล –รม.13:3-4 คริสเตียนที่เมืองโครินธ์ต้องหาข้อยุติคดีความเรื่องทรัพย์สินจากคริสเตียนที่มีวุฒิภาวะซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย –มัทธิว 18:17 ในสมัยนั้น โรมยอมอนุญาตให้ชาวยิวใช้กฎหมายของตัวเองในการพิจารณาคดีทรัพย์สินได้ “ธรรมมิกชนจะพิพากษาโลก” ผู้เชื่อกลายเป็นประชากรของพระเจ้าที่จะร่วมครองกับพระคริสต์ (มัทธิว 19:28; 2 ทิโมธี 2:12;วว.20:4; ลก.22:30; 1 โครินธ์ 5:12) “พิพากษาเรื่องเล็กน้อย” ผู้เชื่อน่าจะมีความสามารถในการตัดสินคดีความท่ามกลางพวกของตน โดยการมองปัญหา/ข้อขัดแย้งจากมุมมองของพระเจ้า กอปรกับการมีบทบาทในอนาคตที่จะต้องพิพากษาโลกและทูตสวรรค์ การพิพากษาเรื่องเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่เล็กน้อยไปเลย “เราจะพิพากษาพวกทูตสวรรค์” (2ปต.2:4;9;ยด.6)

6:4-6 “คนที่คริสตจักรไม่ยอมรับ” (who have no standing in the church) เดิมแปลว่า “คนที่ไม่สำคัญ” หรือ“คนที่เล็กน้อยที่สุด” คือผู้ที่ไม่เชื่อหรือคนต่างศาสนา ความหมายคือล้วนไม่เหมาะสมที่จะให้ตัดสินคดีความภายในของพวกคริสเตียนในคริสตจักร ในพวกท่านไม่มีสักคนหนึ่ง…วินิจฉัยเรื่องระหว่างพี่น้องหรือ? – กิจการฯ 1:15 “แต่พี่น้องกับพี่น้อง ต่อหน้าคนที่ไม่มีความเชื่อ” (2 โครินธ์ 6:14-15; 1 ทิโมธี 5:8)

6:7-9 “ตกจากระดับที่ควร” (a defeat for you) พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงแล้ว อาจเพราะความโกรธ, เกลียด แค้น โลภ หรือศักดิ์ศรีหน้าตา แทนที่จะอยู่ในระดับของความรัก การให้อภัยการเสียสละ และการมีน้ำใจต่อกันอย่างพระคริสต์ ยอมถูกโกงเสียดีกว่า?–มัทธิว 5:39-40 “…และโกงกันแม้กระทั่งพี่น้อง” “จะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า” (เอเฟซัส 6:5; มัทธิว 25:34) อย่าหลงผิดเลยพวกที่ล่วงประเวณี พวกที่ผิดศีลธรรมทางเพศ ในที่นี้อาจหมายถึง 3 ประเภท คนผิดผัวผิดเมียคนคบชู้ พวกรักร่วมเพศ พวกฉ้อโกงคือคนคบชู้ คนที่ยังเลือกประพฤติเช่นนี้ต่อไป โดยไม่ยอมแก้ไขเปลี่ยนแปลง จะถูกตัดออกจากแผ่นดินของพระเจ้า (9-10)

ตัวอย่าง ศิษยาภิบาลท่านหนึ่ง ผมขอเรียกชื่อของท่านว่าบารนาบัส เป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่ถ่อม จริงใจ เป็นผู้รับใช้ที่เอาใจใส่และทุ่มเทคนหนึ่ง ผู้รับใช้ท่านนี้เติบโตมาในคริสตจักร เป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักรเพรสไบทีเรียนในเมืองใหญ่แห่งหนึ่งในอเมริกา ท่านพยายามที่จะพัฒนาการนมัสการพระเจ้าให้มีชีวิตชีวา เพื่อผู้เข้าร่วมนมัสการพระเจ้าจะได้สัมผัสกับความรักและการเอาใจใส่ของพระเจ้าในการนมัสการร่วมกัน ดังนั้น ท่านเริ่มนำเอาเพลงสรรเสริญที่ไม่ใช่เพลงนมัสการที่สมาชิกคริสตจักรคุ้นชินมาใช้ร้องสรรเสริญพระเจ้าในการนมัสการ ท่านเริ่มพัฒนาดนตรีที่ใช้ในการนมัสการพระเจ้าที่เคยมีแต่ออร์แกนให้เป็นเครื่องดนตรีที่นิยมในสมัยนี้ นอกจากนั้นแล้วอาจารย์บารนาบัสยังเชิญชวนและเปิดโอกาสให้แต่ละคนออกเสียงอธิษฐานพร้อมๆ กันในการนมัสการ ก่อนที่จะมีคนหนึ่งนำในการอธิษฐานอย่างที่ปฏิบัติกันมาเป็นประจำ ปรากฏว่ามีผู้ปกครองคริสตจักร 2-3 ท่านรู้สึกไม่ชอบและไม่สบายใจ เหตุการณ์นี้ถูกนำเข้าในการประชุมของคณะธรรมกิจคริสตจักร

ผู้ปกครอง 2-3 ท่านนั้นได้ตำหนิกล่าวว่าบารนาบัสอย่างรุนแรง ด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยให้ความเคารพต่อศิษยาภิบาลของตนสักเท่าใดนัก แต่ในการประชุมธรรมกิจครั้งนั้นได้มีมติให้ทดลองใช้วิธีการใหม่ๆ ในการนมัสการพระเจ้าต่อไป และถ้าจำเป็นก็จะมีการปรับแก้เพื่อความเหมาะสมกับคริสตจักร มติของธรรมกิจครั้งนี้สร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่ผู้ปกครองคริสตจักร 2-3 ท่านนั้น หลังจากนั้น 2 วัน เมื่อบารนาบัสนั่งลงทำงานในสำนักงานของคริสตจักร ท่านก็พบเอกสารจากสำนักงานทนายความ เมื่ออ่านรายละเอียดในจดหมายทำให้บารนาบัสเครียดและไม่สบายใจอย่างยิ่ง เขาพบว่าหนึ่งในผู้ปกครองคริสตจักร 2-3 ท่านนั้นได้ฟ้องต่อศาลเพราะการเปลี่ยนวิธีการนมัสการพระเจ้าของบารนาบัสโดยมิได้ปรึกษาคณะธรรมกิจและสมาชิกก่อน และการนมัสการด้วยวิธีที่ไม่คุ้นชินเป็นการกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกและสมาธิในการนมัสการพระเจ้า บารนาบัสไม่เคยคิดเลยว่าตนจะถูกฟ้องร้องในเรื่องการทำพันธกิจการนมัสการ

คริสตจักรในประเทศไทยเดี๋ยวนี้ก็ไม่น้อยหน้า ผู้นำคริสตจักรฟ้องร้องกันอย่างว่าเล่น คริสตจักรไม่ควรขึ้นโรงขึ้นศาล ถ้าไม่ใช่เป็นเรื่องเกี่ยวกับคริสตจักรทำผิดกฎหมายบ้านเมือง หรือเราถูกคนภายนอกฟ้องร้องเราก็จำเป็นพิจารณาดำเนินการรับผิดชอบอย่างเหมาะตามกฎหมายในฐานะคริสเตียน แต่ถ้าเป็นเรื่องความไม่พอใจ ความขัดแย้ง หรือแม้แต่การขัดผลประโยชน์ หรือสิทธิ อำนาจในคริสตจักร ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่คริสเตียนควรเจรจาตกลงกันเองบนความเป็นชุมชนที่เชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์เดียวกัน พึงสร้างความเข้าใจกันและกันบนรากฐานของพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์

ทำไมเราต้องเอาความขัดแย้ง การทะเลาะระหว่างคริสเตียนด้วยกันไปพึ่งพาผู้ที่มิได้เป็นคริสเตียนในการตัดสิน ทำไมเราใช้กฎหมายบ้านเมืองในการแก้ปัญหาความขัดแย้งกันทางผลประโยชน์ อำนาจ ตำแหน่ง ความสัมพันธ์ แทนที่จะใช้คริสต์จริยธรรมบนรากฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ในการแก้ไขและเยียวยารักษาสัมพันธภาพที่มีต่อกัน?

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เราเริ่มใช้กลวิธีทางการเมือง (ผลประโยชน์และอำนาจ) ที่พิกลพิการมาใช้ในคริสตจักรอย่างเต็มตัว เมื่ออำนาจการเมือง และวิธีการได้มาซึ่งผลประโยชน์ เกียรติยศ ชื่อเสียง เข้าถึงคริสตจักรหรือองค์กรคริสเตียนแห่งใด ความรักเมตตา การเอาใจใส่กันและกันบนรากฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ก็จะถูกเบียดและบังจนมิด พลังแห่งอำนาจชั่วก็จะยื้อให้เรื่องนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือบนศาลที่จะทำลายชีวิตคริสตจักรและองค์กรคริสเตียนให้หมดแรงและตายไปในที่สุด

เรื่องราวที่คริสเตียนใช้กฎหมายบ้านเมือง หรือการใช้การขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อเผชิญหน้าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในคริสตจักร หรือระหว่างคริสเตียนด้วยกันนั้นมิใช่เรื่องใหม่อะไร แต่เรื่องในทำนองนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยคริสตจักรสมัยเริ่มแรก 1โครินธ์ บทที่ 6 เมื่อสมาชิกคริสตจักรคนหนึ่งในคริสตจักรแห่งนี้เกิดการโต้เถียงทะเลาะขัดแย้งกับคริสเตียนอีกคนหนึ่งในคริสตจักร เขาก็นำเรื่องนี้ไปฟ้องร้องขึ้นศาลของเมืองโครินธ์ แทนที่จะนำเรื่องนี้มาเจรจา พูดคุย สร้างความเข้าใจกัน และตัดสินภายในคริสตจักรโครินธ์ พฤติกรรมเช่นนี้กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีฐานะมั่งมี หรือเป็นผู้มีความรู้ในสังคมโครินธ์ ค่านิยมของคนมั่งมีในโครินธ์คือ ถ้าชนะคดีความในศาลก็เป็นการปกป้องเกียรติยศ เกียรติภูมิ ชื่อเสียง ศักดิ์ศรีของตนในสังคม และอาจจะได้รับค่าเสียหายเป็นเงินเป็นทองด้วย และนี่คือค่านิยมของคนชั้นสูงในเมืองโครินธ์ แต่สำหรับเปาโลแล้วท่านไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมเยี่ยงนี้ในคริสตจักร และนี่คือจดหมายที่ท่านเขียนถึงสมาชิกในคริสตจักรโครินธ์ว่าเป็นการไม่เหมาะสมอย่างไรเมื่อคริสเตียนนำการทะเลาะขัดแย้งไปขึ้นโรงขึ้นศาล?

ประการแรก คริสตจักรต้องแก้ไขกันเอง ในคริสตจักรจะต้องมีคนที่มีความสามารถเหมาะสมในการช่วยแก้ไขในสิ่งที่ทะเลาะขัดแย้ง เปาโลฟันธงชัดว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งกันในคริสตจักรเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของคริสตจักรที่จะต้องจัดการแก้ไข การที่คริสเตียนคนหนึ่งขัดแย้งกับคริสเตียนอีกคนหนึ่ง นี่มิใช่ความขัดแย้งส่วนตัว เพราะความขัดแย้งของสองคนนี้จะสร้างผลกระทบต่อชีวิตและพันธกิจของคริสตจักร ดังนั้น คริสตจักรจึงมีความชอบธรรมเหมาะสมที่จะเข้าไปช่วยจัดการแก้ไขความขัดแย้ง

ยิ่งกว่านั้น การที่คริสเตียนไปฟ้องร้องคริสเตียนอีกคนหนึ่งให้ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลจะเป็นที่ดูถูก หรือสมเพชในสายตาผู้ที่ไม่มีความเชื่อ ถึงแม้ว่าเราไม่พบในคำสอนของพระเยซูที่ห้ามคริสเตียนฟ้องร้องกันบนศาล แต่การที่จะเอาแพ้เอาชนะและพิสูจน์ว่าใครผิดใครถูกบนศาลก็เป็นชีวิตคริสเตียนที่มิได้สำแดงชี้ชัดถึงชีวิตบนกางเขนของพระคริสต์เลย เปาโลได้ประณามคนที่เอาความขัดแย้งในคริสตจักรไปขึ้นโรงขึ้นศาลว่า “อันที่จริงเมื่อเป็นความกันพวกท่านก็ตกจากระดับที่ควร ทำไมท่านจึงไม่ยอมทนต่อการร้ายเสียดีกว่า? ทำไมท่านถึงไม่ยอมถูกโกงเสียดีกว่า?” (1โครินธ์ 6:7)

เปาโลได้วางเกณฑ์ปฏิบัติสำหรับความขัดแย้งกันในคริสตจักรว่า มิใช่เพื่อเอาแพ้เอาชนะ มิใช่เพื่อการรักษาปกป้องเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ส่วนตัว แต่เมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นในคริสตจักร เราจะรักษาชีวิตชุมชนคริสตจักร สัมพันธภาพ สามัคคีธรรมได้อย่างไรเป็นประเด็นที่สำคัญกว่า ถึงแม้จะต้องเสียชื่อเสียง เกียรติยศ ก็ขอรักษาชื่อเสียงของคริสตจักรและถวายพระเกียรติแด่พระคริสต์ ถึงแม้จะต้องเจ็บปวด แต่ก็ขอรักษามิให้เกิดบาดแผลในชุมชนคริสตจักร คนในสมัยนี้มักไวต่อความรู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ตนเสียเปรียบ คนอื่นได้เปรียบ แล้วได้รับการหล่อหลอมว่าเมื่อตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เรายอมรับไม่ได้ และถูกสอนให้ทำทุกวิถีทางเพื่อเราจะอยู่ในฐานะที่ไม่เสียเปรียบ ใช้หรือปกป้องสิทธิส่วนบุคคล และช่วงชิงความได้เปรียบ และนั่นทำให้บ่อยครั้งที่คริสเตียนด้วยกันก็ลงเอยด้วยการฟ้องร้องกันที่ศาล

ผู้นำศาสนากระทำผิดต่อการล่วงละเมิดทางเพศ การฉ้อฉลยักยอกทรัพย์สินเงินทอง การหลอกลวงให้คนถวายเงินแล้วตนเองนำไปเป็นของตน เป็นต้น ในลักษณะเช่นนี้ถ้าสามารถตักเตือน แก้ไข ลงโทษกันในคริสตจักรได้ก็ควรกระทำก่อน แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ เพราะเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองสังคมอาจจะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายเพราะความถูกต้องเหมาะสมต่อสังคม แต่คริสเตียนจะไม่ใช้กระบวนการฟ้องร้องเอาความกันบนศาลเพื่อแก้ไขความขัดแย้งระหว่างคริสเตียนด้วยกัน การฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลขอเป็นวิธีสุดท้ายเมื่อพยายามวิธีอื่นๆ ทั้งหลายแล้วไม่เกิดผล

ประการที่สอง เราจะยอม “เสีย” มากกว่าที่จะฟ้องร้อง ในฐานะคริสเตียน เราควรมีจุดยืนจุดเชื่อว่าบางครั้งจำเป็นที่เราจะยอม “เสีย” มากกว่าที่จะฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล เราดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของพระคริสต์ ตามที่พระองค์ทรงสอนว่า เมื่อเราถูกตบหน้าให้เราหันแก้มอีกข้างหนึ่งให้ ถ้าเราถูกเกณฑ์ให้แบกของไป 1 กิโลก็ให้แบกไป 2 กิโลเมตร (มัทธิว 5:39-41)

พระคริสต์ทรงสำแดงแบบอย่างในการสละชีวิตของพระองค์เองด้วยการยอมสิ้นพระชนม์บนกางเขน คำสอนและแบบอย่างชีวิตเช่นนี้ของพระคริสต์ ช่างสวนทางกับความปรารถนาในชีวิตของคริสเตียนเราเหลือเกิน เพราะเราถูกครอบงำจนปรารถนาทำตามกระแสวัฒนธรรมแห่งการแก้แค้น แก้เผ็ด เอาชนะให้ได้ ต้องอยู่เหนือกว่า แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสอนให้เราทั้งด้วยวจนะและแบบอย่างชีวิต ว่าให้เรายอม ให้ยอมเสียชีวิตของเราเพื่อเราจะได้ชีวิตที่แท้จริง ชีวิตนิรันดร์ ชีวิตที่ครบบริบูรณ์

ตัวอย่าง: คริสเตียนคนหนึ่งเขาถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมจากองค์กรที่เป็นคริสเตียน ซึ่งจากเรื่องราวและเอกสารต่างๆ เขาสามารถฟ้องร้องศาลแรงงานและศาลแพ่งเพื่อขอความเป็นธรรมและเรียกค่าเสียหาย และเขามีโอกาสชนะในคดีความนี้อย่างสูง แต่ในที่สุดเขาตัดสินใจไม่ใช่วิธีการฟ้องร้องแม้จะมีแนวโน้มที่จะชนะก็ตาม เพราะเขายึดมั่นตามหลักการในพระธรรม 1โครินธ์ บทที่ 6 อย่างจริงจัง แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เขาไม่ต้องการทำร้ายองค์กรคริสเตียนแห่งนั้นที่เขาร่วมสร้างมากับมือให้ได้รับบาดแผลเพราะการสู้กันเพื่อพิสูจน์ความถูกต้องชอบธรรมของตนเอง ถึงแม้ว่า คณะกรรมการอำนวยการขององค์กรนั้นสร้างความเจ็บปวดมากมายแก่เขาก็ตาม และนี่คือการกระทำที่เสียสละตามแบบอย่างของพระคริสต์

เมื่อเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ขัดแย้งทะเลาะกับคริสเตียนคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งส่วนตัว ความขัดแย้งในอาชีพการงาน หรือความขัดแย้งในชีวิตและพันธกิจคริสตจักร วิธีที่ไม่แก้ปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวคือ การฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล นักกฎหมาย ทนายความไม่มีประโยชน์สำหรับคริสตจักร แต่ทนายความคริสเตียนที่ดีเป็นผู้ที่ให้ความช่วยเหลืออย่างมากที่จะให้คู่กรณีที่ขัดแย้งกันสามารถหาทางออกที่ดีโดยไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล

ประการที่สาม รากฐานแห่งความรักเมตตาและการให้อภัย การฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลมิใช่ทางเลือกแรก ที่สอง หรือทางเลือกที่สาม สำหรับเราที่เป็นคริสเตียน เพราะชุมชนคริสตจักรเป็นผู้ที่จะทำหน้าที่ให้สิ่งที่ถูกหรือผิดสามารถเข้าใจและปรองดองกันบนรากฐานแห่งความรักเมตตาและการให้อภัยตามแบบอย่างของพระคริสต์ แต่ถ้าคริสตจักรละเลย หรือมิได้ยืนหยัดบนจุดยืนนี้ย่อมเปิดช่องทางให้คริสเตียนฟ้องร้องคริสเตียน และในที่สุดคริสเตียนต้องไปให้คนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าเป็นผู้ตัดสินผิดถูกให้คริสเตียน ตัดสินความขัดแย้งตามกฎหมายแต่ขาดรากฐานตามความเชื่อศรัทธา และจุดยืนบนพระกิตติคุณของพระคริสต์

ก่อนที่เราจะไปแจ้งความ หรือไปปรึกษานักกฎหมายหรือทนายความเพื่อนำเรื่องความขัดแย้งขึ้นสู่ศาล เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรึกษากับพระเจ้าว่า พระองค์ประสงค์ให้เราฟ้องร้อง หรือให้ยอม “ที่จะเสีย” ผมรู้ว่าความคิดเห็นเช่นนี้มันดูแปลก แต่ถ้าดูตามคำสอนใน 1โครินธ์ บทที่ 6 และคำสอนและตัวอย่างชีวิตของพระคริสต์ เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทูลถามพระเจ้าว่า พระองค์ต้องการให้เราสู้ หรือยอมที่จะไม่สู้และดูเหมือนว่าเป็นผู้แพ้ แน่นอนว่าถ้าเราเลือกตามที่พระเจ้าทรงชี้นำ บางครั้งเราจะต้องยอมสูญเสียชื่อเสียง ความพึงพอใจของเรา ใช่ครับเราอาจจะต้องชะงักในความก้าวหน้า หรือสูญเสียด้านทรัพย์สินเงินทองและเรื่องอื่นๆ แล้วเราจะได้รับผลอย่างไร? คริสตจักรของพระเยซูคริสต์จะได้อะไร? แน่นอนครับ จะเป็นการคุ้มค่าอย่างยิ่งที่เรายอมสูญเสียเช่นนี้ เพราะเรามิได้ปกป้องรักษาตนเอง แต่เราปกป้องคุ้มครององค์กรคริสเตียน และคริสตจักรไว้ได้ด้วย

บารนาบัส ถูกผู้ปกครองคริสตจักรฟ้องร้องต่อศาลที่เขาเปลี่ยนแปลงวิธีการในการนมัสการของพระเจ้าในคริสตจักร เมื่อบารนาบัสรับทราบถูกฟ้องร้องเขามิได้ไปปรึกษาว่าจ้างทนายความต่อสู้คดี แต่เขากลับโทรศัพท์หาผู้ปกครองคริสตจักรท่านนั้นและบอกว่า เขาไม่ต้องการที่จะตอบโต้สู้ในเรื่องนี้ เพราะผมเป็นพี่น้องในพระคริสต์ของท่าน ให้เราหาทางออกในเรื่องนี้ตามวิถีทางของพระเจ้า แต่เมื่อผู้ปกครองคริสตจักรท่านนั้นปฏิเสธ บารนาบัสไปปรึกษากับผู้ปกครองคริสตจักรบางท่านเพื่อไปช่วยพูดคุยกับผู้ปกครองที่ฟ้องร้องตน ในการไปพูดคุยกันครั้งนั้น ผู้ปกครองที่ไปเจรจาได้อ้างจุดยืนตามพระธรรม 1โครินธ์ บทที่ 6 และขอร้องให้ผู้ปกครองท่านนั้นกระทำตามแบบอย่างของพระคริสต์ และพวกผู้ปกครองพร้อมเป็นผู้ดำเนินการให้เกิดการคืนดีขึ้น ในที่สุดผู้ปกครองท่านนั้นยอมถอนฟ้อง ถึงแม้ว่าบารนาบัสและผู้ปกครองท่านนั้นจะมีความคิดเห็นการนมัสการที่ไม่เหมือนกัน แต่เขาทั้งสองสามารถอยู่ด้วยกันในคริสตจักรเพราะต่างก็เป็นสาวกผู้ติดตามพระคริสต์โดยไม่ต้องใช้การฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลในการตัดสินความขัดแย้ง ส่วนมากที่เราท่านรู้กันเรื่องความขัดแย้งมักไม่ได้จบลงอย่างหวานชื่นเช่นนี้ บ่อยครั้งที่คริสตจักรก็ยังมีความคิดที่จะเอาแพ้เอาชนะในคริสตจักร เมื่อก้าวไปแล้ว...ถอยไม่ได้จะเสียหน้า คริสเตียนจึงกลายเป็นผู้ที่ล้มเหลวในการกระทำตามพระวจนะของพระเจ้า

เมื่อเกิดความขัดแย้งในคริสตจักรหรือในองค์กรคริสเตียน สิ่งแรกที่เราต้องยึดปฏิบัติคือเราจะกระทำตามพระวจนะของพระเจ้า เราพยายามทุกวิถีทางที่จะแก้ไขจัดการความขัดแย้งด้วยกระบวนการในคริสตจักรของเรา แต่ถ้าการพูดคุยเจรจาประสบความล้มเหลว คงมีช่วงที่พระเจ้าจะทรงเรียกให้เรายอม “เสีย” และสละตนเอง เพื่อเราจะได้ชุมชนคริสตจักรที่เป็นแผ่นดินของพระเจ้า คือการที่มีชีวิตอยู่ภายใต้การครอบครองของพระเจ้า และความเจริญเข้มแข็งแห่งจิตวิญญาณของเรา

สรุป 1 โครินธ์ 6:12 “ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้” (All things are lawful for me) = ข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้ทำทุกสิ่งได้ ไม่ใช่มีสิทธิ์ทำอะไรตามใจได้ทุกอย่างอย่างที่บางคนอ้าง แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งนั้นเป็นประโยชน์” (but not all things are helpful) เปาโลกำลังชี้แจงว่า เสรีภาพทำอะไรตามใจอย่างที่อ้างนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตคริสเตียน “แต่ข้าพเจ้าไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของสิ่งใดเลย” (but I will not be dominated by anything) ข้าพเจ้าไม่ยอมให้สิ่งใดมาเป็นนายของเรา หากใช้เสรีภาพอย่างไม่ถูกต้อง เราอาจกลายเป็นทาสของสิ่งที่เราทำ หากเราเชื่อในพระเยซูคริสต์จริง ๆ เราจะไม่ฟ้องร้องกันจนขึ้นโรงขึ้นศาล หากเป็นเรื่องที่สามารถตัดสินกันเองได้ภายในคริสตจักร และเราจะไม่ยอมรับหรือปล่อยให้มีการลดหย่อนมาตรฐานศีลธรรมทางเพศให้เป็นเรื่องปกติธรรมดาภายในคริสตจักร โดยไม่จัดการแก้ไขให้เรียบร้อยตามครรลองของพระคัมภีร์