รักร่วมรับใช้ || Love Share and Serve

กันยายน 2017 : เดือนแห่งการศึกษาพระวจนะ

นมัสการ ภาคเช้า 2017-09-03

ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์ หัวข้อ : กฏเกณฑ์ของพระเจ้า
สดุดี 119:33-40
โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์

สดุดี 119:33-40 "ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสอนทางกฎเกณฑ์ของพระองค์แก่ข้าพระองค์ และข้าพระองค์จะรักษาทางนั้นไว้จนสุดปลาย ขอประทานความเข้าใจแก่ข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะรักษาพระธรรมของพระองค์ไว้และปฏิบัติด้วยสุดใจของข้าพระองค์ ขอโปรดให้ข้าพระองค์ไปในมรรคาพระบัญญัติของพระองค์ เพราะข้าพระองค์ยินดีในมรรคานั้น ขอทรงโน้มใจข้าพระองค์ในบรรดาพระโอวาทของพระองค์ และมิใช่ในทางโลกกำไร ขอทรงหันนัยน์ตาของข้าพระองค์ไปจาก การมองดูสิ่งอนิจจัง และขอทรงสงวนชีวิตของข้าพระองค์ใน พระมรรคาของพระองค์ ขอทรงยืนยันพระสัญญาของพระองค์กับผู้รับใช้ของพระองค์ เพื่อให้เกรงกลัวพระองค์ ขอทรงหันการเยาะเย้ยซึ่งข้าพระองค์ครั่นคร้ามนั้นไปเสีย เพราะกฎหมายของพระองค์นั้นดี ดูเถิด ข้าพระองค์คำนึงถึงข้อบังคับของพระองค์ โดยความชอบธรรมของพระองค์ ขอทรงสงวนชีวิตของข้าพระองค์"

สดุดี 119 เป็นสดุดี ที่ยาวที่สุด เป็นบทที่ยาวที่สุดในพระคัมภีร์ มีทั้งหมด 176 ข้อ แบ่งเป็น 22 ตอนๆละ 8 ข้อ เริ่มต้นด้วยตัวอักษรเรียงตามลำดับในภาษาฮีบรู ข้อ 33-40 นี้ เป็นตอนที่ 5 ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ He อ่านว่า “เฮ”

ในปี 2010 สถาบันในสหรัฐฯแห่งหนึ่ง ชื่อว่า Pew Research Center ทำการสำรวจพบว่า คริสเตียนชาวอเมริกัน มีความรู้ทางศาสนาน้อยกว่าพวกที่ไม่เชื่อพระเจ้า พวกไม่สนใจศาสนา และพวกยิว 43% ของคริสเตียนไม่รู้ว่าบัญญัติ 10 ประการคืออะไร? และที่น่าตกใจกว่า ก็คือการขาดการเชื่อมโยง ระหว่างความรู้สึกทางศาสนากับความรู้ทางศาสนา จึงทำให้เกิดคำถามตามมาที่ว่า “ทำไมฉันต้องเรียนเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา ทั้งๆ ที่ฉันรู้สึกถึงมันได้ในใจ”

การรักษากฏเกณฑ์ของพระเจ้าควบคู่ไปกับการเรียนรู้กฎเกณฑ์ของพระเจ้านั้น พระคัมภีร์เรียกว่า “เขาผู้นั้นจะเกิดความเข้าใจและสติปัญญาที่แท้จริงในการดำเนินชีวิต” เราไม่สามารถแยกชีวิตของเราจากพระคำของพระเจ้าได้เลย และการไม่ใส่ใจในพระวจนะถือว่าเป็นบาปแห่งการละเลย (sin of omission)

พระคำของพระเจ้า ผู้แต่งสดุดี เรียกไว้หลายอย่าง

  • กฎเกณฑ์ Laws
  • คำพยาน Testimonies
  • พระบัญญัติ commandments
  • คำพิพากษา Judgement
  • ทางนั้น Ways
  • พระธรรม precepts
  • กฎหมาย statutes
  • พระวจนะ Word
  • ความจริง Truth

เราควรมีท่าที 3 ประการต่อกฎเกณฑ์ของพระเจ้า

I. ยินดีในพระคำของพระเจ้า (ข้อ 33-35)

  1. ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสอนทางกฎเกณฑ์ของพระองค์แก่ข้าพระองค์ และข้าพระองค์จะรักษาทางนั้นไว้จนสุดปลาย (ข้อ 33)
  2. ขอประทานความเข้าใจแก่ข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะรักษาพระธรรมของพระองค์ไว้และปฏิบัติด้วยสุดใจของข้าพระองค์ (ข้อ 34)
  3. ขอโปรดให้ข้าพระองค์ไปในมรรคาพระบัญญัติของพระองค์ เพราะข้าพระองค์ยินดีในมรรคานั้น (ข้อ 35)

ความปรารถนาของเขาอยู่ในพระคำของพระเจ้า

  • กฎหมาย statutes
  • กฎเกณฑ์ Laws
  • พระบัญญัติ commandments

ทำไมต้องปรารถนาพระคำของพระเจ้า เราเห็นภาพของผู้สัญจรที่มีเป้าหมายคือสวรรค์ ดังนั้น กฎเกณฑ์ของพระเจ้าจึงเป็นแสงสว่าง เป็นประทีปส่องทาง

  1. เพราะพระบัญญัติเป็นประทีป และคำสอนเป็นสว่าง และคำตักเตือนของวินัย เป็นทางแห่งชีวิต (สุภาษิต 6:23)
  2. เขาผู้สนใจในคำสั่งสอนก็อยู่ในวิถีแห่งชีวิต แต่เขาผู้ปฏิเสธคำเตือนสติ ก็หลงเจิ่นไป (สุภาษิต 10.17)
  3. เชื่อฟังพระคำของพระเจ้า ได้รับพระพร เป็นผล

II. โน้มใจสู่พระคำ รังเกียจความชั่วร้าย (ข้อ 36-37)

"ขอทรงโน้มใจข้าพระองค์ในบรรดาพระโอวาทของพระองค์ และมิใช่ในทางโลกกำไร ขอทรงหันนัยน์ตาของข้าพระองค์ไปจาก การมองดูสิ่งอนิจจัง และขอทรงสงวนชีวิตของข้าพระองค์ในพระมรรคาของพระองค์" เพราะชีวิตคือการต่อสู้ โลกคือสนามรบ เราเป็นทหารที่ต้องการพระคำ เพื่อให้เกิดวินัย ทหารต้องมีวินัย วินัยคือชีวิต ชัยชนะของกองทัพอยู่ที่วินัย และการฝึกฝนชีวิตให้เข้มแข็งเพื่อต่อสู้กับสิ่งชั่วร้าย

  1. ความโลภ กับ สิ่งอนิจจัง เป็นของคู่กัน ไปด้วยกัน
  2. ความโลภเป็นความปรารถนาอยากจะได้ของที่ไม่ใช่ของเรามาครอบครองไว้
  3. สิ่งอนิจจัง เป็นความว่างเปล่า
  4. ภาษาอังกฤษใช้คำว่า vanity = อนิจจัง แต่พระคัมภีร์ภาษาไทยใช้คำว่า “สิ่งเลวร้าย” (ความหายนะ)

ผู้หว่านความชั่ว จะเก็บเกี่ยวสิ่งเลวร้าย [ฉบับ 2011] และไม้เรียวแห่งความเกรี้ยวกราดของเขาจะสิ้นไป (สุภาษิต 22:8) บุคคลผู้หว่านอยุติธรรม จะเกี่ยวความหายนะ และไม้ถือแห่งความดุเดือดของเขาจะล้มเหลว [ฉบับ1971] 5. ให้พิจารณา พระธรรมมัทธิว 12:43-45 [“เมื่อผีโสโครกออกมาจากผู้ใดแล้ว มันก็ท่องเที่ยวไปในที่กันดารน้ำเพื่อแสวงหาที่หยุดพัก แต่เมื่อไม่พบ มันจึงกล่าวว่า ‘ข้าจะกลับไปยังเรือนของข้า ที่ข้าได้ออกมานั้น’ และเมื่อมาถึงก็เห็นเรือนนั้นว่าง กวาดและตกแต่งไว้แล้ว มันจึงไปรับเอาผีอื่นอีกเจ็ดผีร้ายกว่ามันเอง แล้วก็เข้าไปอาศัยที่นั่น และในที่สุดคนนั้นก็ตกที่นั่งร้ายกว่าตอนแรก คนชาติชั่วนี้ก็จะเป็นอย่างนั้น” (มัทธิว 12:43-45 ฉบับ 1971)] และพระธรรมโรม 12:21 "อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี"

III. ทุ่มเทในพระคำของพระเจ้า (38-40)

"ขอทรงยืนยันพระสัญญาของพระองค์กับผู้รับใช้ของพระองค์ เพื่อให้เกรงกลัวพระองค์ ขอทรงหันการเยาะเย้ยซึ่งข้าพระองค์ครั่นคร้ามนั้นไปเสีย เพราะกฎหมายของพระองค์นั้นดี ดูเถิด ข้าพระองค์คำนึงถึงข้อบังคับของพระองค์ โดยความชอบธรรมของพระองค์ ขอทรงสงวนชีวิตของข้าพระองค์"

เราเห็นภาพของผู้รับใช้ที่อุทิศตัว รับใช้นายของตนด้วยความเชื่อฟังและซื่อสัตย์ ตลอดจนการยำเกรงพระองค์ พระเจ้าทรงให้ผู้รับใช้ของพระองค์จะไม่อาย ไม่กลัว โดยการมีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและความมั่นใจในพระเจ้าผ่านทางพระคำของพระองค์

  1. ขอการทรงยืนยันให้ตั้งมั่นในพระคำของพระเจ้า [ขอทรงยืนยันพระสัญญาของพระองค์กับผู้รับใช้ของพระองค์ เพื่อให้เกรงกลัวพระองค์ (ข้อ 38)]
  2. ยกย่องคำตัดสินพิพากษาจากพระคำของพระเจ้า [ขอทรงหันการเยาะเย้ยซึ่งข้าพระองค์ครั่นคร้ามนั้นไปเสีย เพราะกฎหมายของพระองค์นั้นดี (ข้อ 39)]
  3. แสวงหา รอคอย คิดถึงข้อบังคับของพระองค์ ดูเถิด ข้าพระองค์คำนึงถึงข้อบังคับของพระองค์ โดยความชอบธรรมของพระองค์ ขอทรงสงวนชีวิตของข้าพระองค์ (ข้อ 40)

คาดหวังผลที่ตามมา

  1. ทำให้มีความยำเกรงพระเจ้า
  2. คำตำหนิจะถูกมองข้ามไป
  3. ทำให้มีชีวิตอยู่ในความชอบธรรมของพระเจ้า

ผู้แต่งสดุดีนี้ได้แสดงออกถึงการทุ่มเทในพระคำของพระเจ้าอย่างมาก

  1. เขาตระหนักได้ว่า ท่าทีต่อพระวจนะของพระเจ้าสำคัญ มีผลสืบเนื่องที่ดีต่อชีวิต
  2. เขาได้ทุ่มเท แสวงหาพระคำของพระเจ้าเพื่อจะได้รับผลที่ดีงามในชีวิต
  3. เขาตระหนักว่าระดับการทุ่มเทต่อพระวจนะ เป็นสัดส่วนกับผลสืบเนื่องเหล่านั้น

คำถามสำคัญ : เราอยู่ในระดับการทุ่มเทต่อพระวจนะพระเจ้าระดับใด?

  1. เราอ่านพระวจนะแบบจับจด เหมือนเด็กที่เล่นในอ่างน้ำหรือไม่?
  2. เราปฏิบัติต่อการอ่านพระวจนะเหมือนเป็นงานอดิเรกหรือไม่?
  3. เราเห็นว่าการใช้พระวจนะของพระเจ้าเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง?
  4. เราเห็นพระวจนะเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากในการดำรงชีวิต?
  5. ผู้เขียนพระธรรม สดุดี เห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นเส้นด้ายที่ถักทอชีวิต?
  6. เป็นการทุ่มเท อุทิศ
  7. ยอห์น 8:12 "อีกครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า 'เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต'

“ปากพ่อแม่ พาลูกร่วงหรือลูกรอด”

โอปราห์ วินฟรี พิธีกรผิวสีที่โด่งดังและร่ำรวยที่สุดในอเมริกา เธอเล่าว่าตัวเองเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน เคร่งศาสนา ถูกทำร้ายร่างกายทางเพศก็หลายหน แต่เธอเชื่อว่าที่เธอประสบความสำเร็จจากการพูด ด้วยการเป็นนักข่าว พิธีกร เจ้าของรายการทอล์คโชว์ได้นั้น มันมีสาเหตุ... ย้อนไปเมื่อตอนเธอเป็นเด็ก เธอหัดเป็นนักพูดในโบสถ์ ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 5 ขวบ ยิ่งพูดก็ยิ่งเก่ง และมักจะได้รับคำชมว่า “เด็กคนนี้มีพรสวรรค์!” เมื่อเธอได้ยินคำชมแบบนี้ได้ยินบ่อยๆ เข้า เธอก็เลยเชื่อว่าเธอมีพรสวรรค์จริงๆ! ฟังๆ ไปดูเหมือนว่า สิ่งที่โอปราห์มีคือ พรสวรรค์ รวมกับการฝึกฝน รวมไปถึงเมื่อชอบ เธอจึงเลือกเรียนทางด้านนี้ มันเลยกลายเป็นสมการ (ที่คิดเอง) ว่า พรสวรรค์ + การฝึกฝน + ความรู้จริง = ความสำเร็จ ของโอปราห์