รักร่วมรับใช้ || Love Share and Serve

ธันวาคม 2018 : เดือนแห่งเทศกาลเตรียมรับเสด็จ

บรรพชนแห่งความเชื่อ

By: ศึกษา เทพอารีย์. Posted in สารอภิบาล

family of GOD บันทึกวีรชนแห่งความเชื่อ... น้อยสุยะและหนานชัย
โดย ผป.ดร.ประสิทธิ์  พงศ์อุดม
หน่วยงานจดหมายเหตุและวิจัย สภาคริสตจักรในประเทศไทย

น้อยสุยะและหนานชัยหรือที่รู้จักในหมู่คริสเตียนเขตจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงว่า "น้อยสุริยะ-หนานชัย" เป็นคริสเตียนรุ่นแรกที่ยอมสละชีวิตเนื่องด้วยการยึดมั่นในความเชื่อคริสต์ศาสนา ซึ่งนับเป็นวีรกรรมที่ถูกกล่าวขานต่อมา และช่วงวันเวลาที่ทั้งสองถูกประหารชีวิตนั้นได้รับการกำหนดในปฏิทินระลึกวันสำคัญของสภาคริสตจักรในประเทศไทย ให้เป็นวันระลึกวีรชนแห่งความเชื่อ ตรงกับวันอาทิตย์ที่สองของเดือนกันยายนของทุกปี ทำให้วีรกรรมแห่งความเชื่อของทั้งสองได้รับการกล่าวขานในแวดวงคริสเตียนสืบต่อมาอยู่เสมอ
ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับประวัติชีวิตของน้อยสุยะและหนานชัยอย่างละเอียด แต่จากบันทึกของมิชชันนารีทำให้ทราบเรื่องราวได้ว่า น้อยสุยะเป็นชาวบ้านแม่ปูคา เขตสันกำแพง เมืองเชียงใหม่เกิดเมื่อราว ค.ศ.1822 ภรรยาชื่อนางคำมูลมีบุตรด้วยกัน 9 คน ท่านเป็นไพร่ดูแลฝูงโคของพระเจ้ากาวิโลรส (เจ้าชีวิตอ้าว) เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 6 อีกทั้งน้อยสุยะยังมีอาชีพทำไร่และเป็นหมอยาประจำหมู่บ้านด้วย เมื่อศาสนาจารย์แดเนียล แมคกิลวารี มิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนขึ้นมาเผยแพร่คริสต์ศาสนาในเชียงใหม่พร้อมทั้งนำยารักษาโรคแบบตะวันตกมาแจกจ่ายแก่คนเมือง ทำให้น้อยสุยะสนใจไปขอรับยาและการรักษาทั้งยังพูดคุยเรื่องศาสนาคริสต์กับศาสนาจารย์แมคกิลวารี ซึ่งในภายหลังน้อยสุยะรับเชื่อในคริสต์ศาสนาและได้รับบัพติสมาเป็นคริสเตียนเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ.1869
 
หนานชัย เป็นคนละแวกหมู่บ้านเดียวกันกับน้อยสุยะ ท่านเคยบวชเรียนจนได้เป็นเจ้าอาวาสวัด ภายหลังได้ลาสิกขาออกมาเป็นครูสอนภาษาคำเมืองแก่มิชชันนารี แต่ก็ยังคงสมัครใจเป็นมัคทายกในวัดหลวงทำหน้าที่ปัดกวาดดูแลวัดเพื่อจะได้ไม่ต้องขึ้นสังกัดเป็นไพร่และส่งส่วยให้ทางการบ้านเมือง ต่อมาหนานชัยได้รับเชื่อคริสต์ศาสนาและรับบัพติสมาเป็นคริสเตียนในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ.1869  ทั้งยังได้ลาออกจากการเป็นมัคทายกของวัดด้วย ดังนั้นท่านจึงต้องหามูลนาย โดยเจ้าหญิงอุบลวรรณาธิดาองค์เล็กของพระเจ้ากาวิโลรส ได้รับเอาหนานชัยเข้าเป็นไพร่ในสังกัด
 
ภายหลังที่หนานชัยรับบัพติสมาเป็นคริสเตียนไม่นานทั้งน้อยสุยะและหนานชัยถูกประหารโดยคำสั่งลับของพระเจ้ากาวิโลรส เมื่อวันที่ 14 กันยายน ค.ศ.1869 ที่ป่าเล็บแมวในบ้านแม่ปูคา เหตุที่ต้องถูกประหารนั้นจากเอกสารของมิชชันนารีระบุว่า เพราะพระเจ้ากาวิโลรสไม่ทรงต้องการให้คนเมืองละทิ้งจารีตความเชื่อเดิมไปรับเชื่อคริสต์ศาสนา เนื่องจากผู้ที่เข้ารีตเป็นคริสเตียนมีการปฏิบัติที่ถือว่าสั่นคลอนพระราชอำนาจของพระองค์ เช่น ไม่ยอมทำงานเกณฑ์วันอาทิตย์หรือวัน สะบาโตของชาวคริสต์ (ปฏิบัติตามคำกล่าวสอนของมิชชันนารี)  อีกทั้งการที่มิชชันนารีสามารถเพิ่มจำนวนคริสเตียนมากยิ่งขึ้นอาจจะหมายถึงการมีอำนาจบารมีแข่งกับพระราชอำนาจของพระองค์ ทั้งนี้เพราะส่วนหนึ่งพระเจ้ากาวิโลรสคงมองเห็นว่า มิชชันนารีได้อาศัยอำนาจทางการเมืองจากรัฐบาลกรุงเทพฯมาปกป้องผลประโยชน์ของตน ขณะเดียวกัน การปฏิบัติตัวของมิชชันนารีอเมริกันก็มีลักษณะเหมือนตั้งตนเป็นผู้อุปถัมภ์กลุ่มใหม่หรือเป็น"มูลนาย"ของคริสเตียนคนเมือง จึงถูกมองว่าเป็น "กลุ่มอำนาจกลุ่มใหม่" ที่อาจคุกคามต่อเสถียรภาพทางอำนาจของ  เจ้าเมืองคือพระเจ้ากาวิโลรสได้
 
เหตุการณ์ประหารชีวิตคริสเตียนสองคนได้สร้างความหวาดกลัวแก่หมู่คริสเตียนและคนรับใช้ในบ้านของมิชชันนารีอย่างมาก คนเหล่านั้นต่างพากันหลบหนีภัยอาญาที่จะมาถึงตัว อย่างไรก็ดี เรื่องราวการประหารชีวิตน้อยสุยะและหนานชัยที่มีบันทึกตกทอดมาสู่ชนรุ่นหลังนั้นมิชชันนารีไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง แต่มีผู้มาบอกเล่าเรื่องราวให้ฟังภายหลัง เมื่อมิชชันนารีอเมริกันได้รับรู้เรื่องนี้จึงได้ฟ้องร้องไปยังกงสุลอเมริกันที่กรุงเทพฯ ต่อมาทางราชสำนักกรุงเทพฯได้จัดส่งข้าหลวงพร้อมกับผู้แทนกงสุลอเมริกันกับผู้แทนคณะมิชชันอเมริกันเพรสไบทีเรียนขึ้นมาไต่สวนกรณีดังกล่าว จากสมุดบันทึกคณะธรรมกิจคริสตจักรเพรสไบทีเรียนที่ 1 เชียงใหม่  ลงวันที่ 2 มกราคม ค.ศ.1870 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้แทนมิชชันสยาม (กรุงเทพฯ) กงสุลอเมริกัน และข้าหลวงจากราชสำนักสยาม ขึ้นมาจัดการเรื่องคริสเตียนสองคนถูกฆ่าตาย ได้บันทึกเหตุการณ์ไว้ดังนี้
 
"...เมื่อสามเดือนก่อน เป็นช่วงแห่งความทรมานอย่างแสนสาหัสของมิชชันลาว เป็นสภาวะบีบคั้นที่เกือบทำให้มิชชันต้องแตกสลาย ในการจัดนมัสการวันสะบาโตเดือนกันยายน เมื่อสมาชิกคริสตจักรของเราทั้งหมดผู้สามารถมาร่วมกับเราได้ต่างอยู่พร้อมหน้ากัน ก็ได้ยินข่าวเล่าลือว่าเจ้าหลวงมีแผนการที่จะกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อข่มขู่ราษฎรและป้องกันไม่ให้มีการแผ่ขยายของลัทธิคำสอนใหม่นี้ เราได้ยินมาว่า พระองค์ตัดสินพระทัยที่จะเนรเทศคริสเตียนทุกคนออกจากราชอาณาจักร โดยให้ลูกเมียของพวกเขาตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะติดตามผู้นำครอบครัวที่เป็นคริสเตียนก็ได้ตามแต่ต้องการ
 
ในวันเสาร์ต่อมา ภรรยาของหนานชัยได้ส่งหรือนำข่าวมาบอกหนานชัยว่า หัวหน้าหมู่บ้านหรือของแขวงมีหมายสั่งให้หนานชัยไปตัดมาไม้มาใส่รอบๆกำแพงเมือง ดังนั้นด้วยเกรงจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ไม่เชื่อฟังคำสั่ง หนานชัยจึงได้กลับออกไปในเช้าวันอาทิตย์โดยไม่อยู่ร่วมนมัสการตามที่ตั้งใจไว้
 
ช่วงที่หนานชัยถูกหมายเรียกนั้นเราได้รับข่าวในภายหลังว่าเขาถูกหมายเรียกไปพร้อมกับน้อยสุยะหมอเมืองที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันให้ไปยังบ้านของนายแขวง (นายแคว่น) เราได้รับรู้มาว่า หนานชัยได้ไปหาน้อยสุยะเพื่อไถ่ถามว่าจะไปตามหมายเรียกหรือไม่ เขาปฏิเสธไม่ยอมไป เพราะไม่ใช่เป็นหมายเรียกจากนายของเขา เนื่องด้วยตามธรรมเนียมของประเทศนี้เขาควรจะถูกหมายเรียกจากแก่บ้านในหมู่บ้านของเขา แต่คำสั่งนี้ผ่านมาทางแสนชัยผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านของหนานชัยซึ่งไม่ใช่หัวหน้าของน้อยสุยะ อย่างไรก็ตาม หมอ [น้อยสุยะ : ผู้แปล] ก็มีสภาวะที่จำกัด เขากล่าวว่า ถ้าหากแก่บ้านของเขาจะเรียกตัวไปหานายแคว่นเขาก็จะไป เหตุการณ์ล่วงเลยออกไปอีก 1 คืน พวกเขาต้องส่งคนออกไปพาหัวหน้าของหมอมาจับเขาซึ่งเป็นเวลา 10 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น ทั้งสองถูกกุมตัวไปยังบ้านนายแคว่นและมีการใส่ชื่อคอและมีเชือกร้อยรูติ่งหูของคนเมืองที่มีกันทุกคน [คนเมืองล้านนาสมัยก่อนจะเจาะติ่งหูเป็นรูโต และใช้เป็นที่เสียบมวนยาสูบ ดอกไม้ เครื่องประดับ : ผู้แปล]  แล้วเอาไปโยงไว้กับขื่อบ้าน พวกเขาถูกสอบสวนในเรื่องการเป็นคริสเตียนและความเชื่อศรัทธาที่ยึดมั่นอยู่ ในช่วงเวลาที่แสนอึดอัดนี้มีบางคนในที่นั้นขอให้เขาอธิษฐานในคำอธิษฐานบางบท ขณะที่หนานชัยกำลังอธิษฐาน มีคนหนึ่งเอาเท้าเตะที่ตาของเขาอย่างแรงจนตาทั้งสองข้างบวมเป่งเกือบปิด ในความเจ็บปวดและต้องอยู่ในท่วงท่าที่ทรมานเช่นนี้ ทั้งสองก็ได้ใช้วันคืนสุดท้ายบนโลกนี้แบกรับแอกของพระผู้ช่วยให้รอดอย่างแท้จริง
 
เราไม่เคยได้รับรู้ว่าอะไรเป็นประสบการณ์ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาในระหว่างคืนอัน
ทรมานที่ถูกยืดเวลาให้เนิ่นนานออกไป ซึ่งราวกับว่าจะเพิ่มความเจ็บปวดอันแสนสาหัสบนความทุกข์ทรมานนั้น เราได้รู้เรื่องนี้จากครูของพวกเขาที่มีใจกรุณาโดยหวังว่า หากเราได้ล่วงรู้ถึงความคิดนี้บางทีจะสามารถทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อพวกเขา และทั้งหมดเท่าที่เราได้รู้พฤติการณ์ความเป็นไปของพวกเขา พวกเขาได้เผชิญกับความตายด้วยจิตวิญญาณอันถูกต้องของวีรชนแห่งความเชื่ออย่างมั่นคงในพระคริสต์ และไม่มีปัญหาเลยว่า เดี๋ยวนี้พวกเขาได้สวมมงกุฎแห่งวีรกรรมนั้นแล้ว
  ในเช้าวันที่ 14 กันยายน ทั้งสองถูกนำตัวไปยังป่าละเมาะและคงถูกเพชฌฆาตตีด้วยไม้กระบองจนสิ้นชีวิต หนานชัยตายทันทีโดยไม่มีอาการสั่นกลัวหรือหวั่นไหว ขณะที่หมอไม่เป็นเช่นนั้น เขาถูกหวดอีกสองสามหนจึงเสียชีวิต ร่างของพวกเขาถูกกลบด้วยทรายอย่างรีบเร่ง ต่อมาหนึ่งในสองได้รับการฌาปนกิจโดยมิตรสหายของพวกเขา"
  การบันทึกเรื่องเล่าดังกล่าวนี้มาจากปากคำของชาวเงี้ยว (ไทใหญ่) คนหนึ่งที่เป็นเพื่อนบ้านของน้อยสุยะและหนานชัย ได้เล่าให้ศาสนาจารย์โจนาธาน วิลสัน มิชชันนารีที่ขึ้นมาสมทบกับครอบครัวศาสนาจารย์แมคกิลวารีในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1868 และศาสนาจารย์วิลสันเองได้เล่ารายละเอียดเรื่องนี้ไว้ในเอกสาร The Presbyterian Record  ฉบับประจำเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1870 ซึ่งศาสนาจารย์  แมคกิลวารี ได้นำมาบันทึกไว้ในหนังสือ A Half Century among the Siamese and the Lao ที่เป็นหนังสืออัตชีวประวัติของท่านตีพิมพ์ใน ค.ศ.1912
  ภายหลังที่น้อยสุยะและหนานชัยถูกประหารชีวิต  ไม่มีคนเมืองกล้ามาหามิชชันนารีและสนใจคริสต์ศาสนาอีก จนกระทั่งพระเจ้ากาวิโลรสถึงแก่พิราลัยในปลายเดือนมิถุนายน ค.ศ.1870  การประกาศคริสต์ศาสนาจึงเริ่มฟื้นตัวขึ้นใหม่ นางคำมูล ภรรยาหม้ายของน้อยสุยะได้รับบัพติสมาเป็นคริสเตียนในปี ค.ศ.1876 และมีลูกหลานของน้อยสุยะเป็นคริสเตียนสืบทอดความเชื่อต่อมา จนกระทั่งมีการจัดตั้งเป็นคริสตจักรแม่ปูคา  ในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ.1894 ส่วนภรรยาของหนานชัยไม่ได้รับเชื่อเป็นคริสเตียนและไม่ปรากฏมีลูกหลานที่รับเชื่อเป็นคริสเตียนสืบต่อมาแต่อย่างใด
 
สดุดีวีรชนแห่งความเชื่อ
น้อยสุริยะ-หนานชัย
 
หยดเลือดบนพื้นทราย  ใช่เหือดหายในผืนดิน
เสียงร้องที่ได้ยิน  ระร่ำไห้มิวายวาง
ศรัทธาที่กล้าแกร่ง  กล้าสำแดงสุดกำลัง
ท้าทายไม่อินัง  อำนาจรัฐใช่ขัดขืน
 
ยืนหยัดในความเชื่อ  ร่างที่เหลือต้องล้มครืน
วิญญาณทะยานขึ้น  สู่พระเจ้าเนานิรันดร์
น้อยสุยะ-หนานชัย  นั้นยิ่งใหญ่เกินใจฝัน
คริสตชนเชิดชูพลัน  คือผู้กล้าศรัทธาจริง
 
ชีพม้วยที่ยอมพลี  พระเจ้ามีที่พักพิง
พระองค์มิทอดทิ้ง  ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
หยดเลือดที่รินหยาด  อาบแดงสาดบนพื้นทราย
หยาดเลือดคราเหือดหาย  ระร่ำไห้เป็นยินดี
 
ผู้กล้าวีรชน  ยอมทุกข์ทนทับทวี
ยืนหยัดไม่หันหนี  แม้เจ็บปวดรวดร้าวราน
ยืนหยัดอย่างหาญกล้า  ประกาศท้าพญามาร
สิ้นร่างสิ้นลมปราณ  แต่นามท่านยังยืนยง
 
น้อยสุยะ-หนานชัย  วางแบบไว้สู่เผ่าพงศ์
ผู้เชื่อสืบดำรง  ยึดมั่นคงความศรัทธา
หนักแน่นในพระเจ้า  พระทรงเนาทรงนำพา
บากบั่นสู่เบื้องหน้า  โน้มไขว่คว้าคือหลักชัย
 
วันนี้ที่รับรู้  พระเจ้ากู้ฟื้นจิตใจ
ชูเชิดขอเทิดไท้  ตราบชีพวายเป็นเถ้าดิน
ขอยอมแม้ทุกสิ่ง  นำความจริงได้ยลยิน
ฝากไว้มิเสื่อมสิ้น  อย่างผู้กล้าศรัทธาเอย